ในวินาทีนั้นฟิวเจอร์คิดอะไรไม่ออกเลย ได้แต่เสียใจที่เลือกเข้ามาชิมอาหารร้านนี้ หากไม่แล้วเขาคงไม่ต้องมาเจออะไรแบบนี้
“ มา ! ฉันจะหลบให้ดู ! ” ฟิวเจอร์กัดฟันแน่นและเตรียมโยกหัวหลบ ทว่าในตอนนั้นเองเมื่อจานข้าวผัดไข่และเข่งติ่มซําที่มีเสี่ยวหลงเปาอยู่ลอยมาถึงตรงหน้าเขา
เขาก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นที่สุดแสนจะยั่วยวน ราวกับมันเป็นมนต์ขลังที่มีพลังสูงส่ง มันสะกดข่มร่างของฟิวเจอร์เอาไว้ทันที
หัวที่ควรจะโยกหลบกลับพุ่งเข้าหาพวกมันแทน
ฟิวเจอร์ตะลึงงันจนหน้าถอดสี ‘ นี่มันเชี่ยไรเนี่ย ? ทําไมร่างกายมันถึงไม่ฟังคําสั่งของล่ะฉันฟะ ! ’ เขาไม่สามารถบังคับร่างกายได้เลย
มันเหมือนกับว่าหากเขาไม่กินอาหารตรงหน้าก่อนที่มันจะตกลงบนพื้น เขาก็ไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป !
ยิ่งมันเข้ามาใกล้เรื่อยๆ มนต์ขลังที่สะกดข่มก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น
ฟิวเจอร์ไม่สามารถทําอะไรได้นอกจากทําตามความปรารถนาของร่างกาย
มือขวายื่นตรงออกไปคว้าเข่งติ่มซํา มือซ้ายยื่นออกไปคว้าเสี่ยวหลงเปาทั้งห้าลูกมายัดเข้าปาก ในเวลานั้นใบหน้าของฟิวเจอร์ถึงกับตกตะลึง
แต่ยังไม่ทันไรใบหน้าที่ตกตะลึงก็ต้องซีดเผือดอีกครั้ง เพราะในเวลานี้จานข้าวผัดไข่มันได้พุ่งมาปะทะเข้ากับหน้าของเขาแล้ว !
เพล้ง !
จานสีขาวกระแทกเข้ากับใบหน้าของฟิวเจอร์ ส่งผลให้แว่นสีแดงสุดแป๊ดกระจกแตกไปด้วย ทว่าในตอนนั้นเองลิ้นของฟิวเจอร์กับยื่นออกมาตวัดข้าวผัดไข่ที่ลอยอยู่กลางอากาศและบนใบหน้าด้วยความเร็วสูง
แต่ไม่ว่ามันจะเร็วแค่ไหนมันก็ไม่สามารถจัดการข้าวผัดไข่ได้หมด เพราะในตอนนี้ข้าวผัดไข่ที่เหลือได้ร่วงหล่นลงไปบนพื้นแล้ว
ใบหน้าที่ถูกปะทะเข้ากับจานก็ถูกย้อมไปด้วยเลือด อย่างไรก็ตามความเจ็บปวดที่ควรจะมากลับถูกแทนที่ด้วยความเพลิดเพลินแทน
ร่างของฟิวเจอร์ก็ไม่รอช้าและทรุดลงไปบนพื้นพร้อมกับก้มลงเลียข้าวผัดไข่บนพื้นแผล็บๆเข้าปาก
ใบหน้าของเขาเผยให้เห็นถึงความเหลือเชื่อที่สุขใจและอิ่มเอม
ในที่สุดข้าวผัดไข่บนพื้นก็หมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่คราบนํ้ามัน
“ รสชาติที่ลึกลํ้านี่มันจะอร่อยเกินไปแล้วววว ! ” ฟิวเจอร์หอบหายใจด้วยความสุข ทว่าในเวลานั้นความเจ็บปวดที่หน้าก็ได้พุ่งปี๊ดขึ้นมา
“ อ๊ากกกก ! ” เสียงร้องของฟิวเจอร์มันก้องกังวานจนทั่วทั้งห้องได้ยิน
ชายอ้วนและคนอื่นๆถึงกับตะลึงงัน
นี่ผู้ชายคนนี้ยังสติดีอยู่รึเปล่า ?
ทําไมเขาถึงต้องยอมทุ่มสุดตัวขนาดนี้เพื่อข้าวผัดไข่และเสี่ยวหลงเปาด้วย ?
มีเพียงนักรบตวัดลิ้นเท่านั้นที่เข้าใจได้ถึงเหตุผลอันลึกลํ้านี้
“ ไม่น่าเชื่อว่าอํานาจของพวกมันจะรุนแแรงขนาดนี้ ! ” คุณลุงนักตวัดลิ้นเผยสีหน้าตะลึงงันให้เห็น
“ อืม ช่างน่าหวาดหวั่นเหลือเกิน ขืนพวกเราอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นบ้างมีหวังได้จบลงเหมือนชายคนนั้นแน่ๆ ” เถ้าแก่ร้านซักรีดพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะถอนหายใจเบาๆ
นักรบตวัดลิ้นที่เหลือเองก็ถอนหายใจด้วยเช่นกัน พวกเขาต่างรู้สึกโล่งอกด้วยความดีใจ อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็ไม่ต้องมาเจออะไรแบบนั้นเหมือนกับเมื่อตอนเช้า
ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงจะคลั่งและรู้สึกอับอายไปตลอดชีวิตแน่ๆ
ชายอ้วนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิด อย่างน้อยถ้าเขาไม่ลุกขึ้นยืนอย่างกระทันหัน เจ้าหนุ่มแว่นคนนี้คงไม่ต้องเจ็บตัวแบบนี้
“ คิดเงินด้วย ฉันจะพาเขาไปโรงพยาบาลเอง ” ทั้งๆที่เขาพูดแบบนั้น เขาก็วางเงินจํานวนสองพันหยวนลงไปอย่างไม่ลังเล
จากนั้นเขาก็แบกร่างที่ร้องโหยหวนอันน่าอดสูของฟิวเจอร์ออกจากร้านไป
หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานต่างตะลึงงันในความใจปลํ้าของชายอ้วน พวกเขาตะลึงที่ชายอ้วนวางเงินสองพันหยวนราวกับมันเป็นเพียงแค่เศษกระดาษที่ไร้ค่า
ในความคิดของพวกเขา ชายอ้วนคนนั้นคงต้องรวยมากแน่ๆ !
ในเวลาต่อมาลูกค้าคนอื่นที่กินกันเสร็จก็ทยอยกันมาจ่ายเงินอย่างมีความสุขและกลับออกไป
ยูหมิงที่ไปเข้าห้องนํ้าก็เดินลงมาแล้วเช่นกัน ในเวลานี้เขามองไปรอบๆด้วยความประหลาดใจ “ พวกเขากลับกันหมดแล้วเหรอ ? ”
“ ใช่แล้ว ส่วนลูกค้าอื่นๆก็รออยู่ที่หน้าทางเข้าร้านน่ะ จะให้พวกเขาเข้ามาเลยไหม ? ” หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวพูด เขากําลังรอยูหมิงอยู่เพราะเขาไม่รู้ว่ายูหมิงเหนื่อยรึยัง
ซึ่งตามความเข้าใจของเขายูหมิงที่ได้ทําอาหารจํานวนมากอาจจะเหนื่อยแล้วก็ได้ ดังนั้นหากเขารับลูกค้าเข้ามาเพิ่มโดยไม่ปรึกษายูหมิงก่อนมันก็อาจจะแย่เอาได้
“ คุณรับมาเรื่อยๆได้เลย ผมจะทําอาหารให้จนกว่าจะปิดร้าน อ้อ บอกพวกเขาด้วยล่ะว่าวันนี้มีแต่ข้าวผัดไข่กับเสี่ยวหลงเปา อย่างอื่นผมขี้เกียจทําน่ะ ! ” ยูหมิงพยักหน้า เขารู้สึกสบายดีและจะทําข้าวผัดไข่กับเสี่ยวหลงเปาไปเรื่อยๆจนกว่าร้านจะปิด
ส่วนเหตุผลที่เขาไม่ทําอย่างอื่นมันก็เพราะเขาขี้เกียจจริงๆ หากไม่จําเป็นต้องใช้เงินเขาคงไม่แม้จะมาทําอาหารด้วยซํ้า
หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานต่างผงะไปตามๆกัน
ขี้เกียจ ?
เหตุผลแค่นี้เนี่ยนะ ? หรือว่าคุณจะทําอย่างอื่นไม่เป็นเลยหาข้ออ้าง ?
พวกเขาได้แต่สงสัย ทว่าพวกเขาก็ยังคงพยักหน้าเออออไปและรีบไปทําหน้าที่ของตัวเอง
เวลาผ่านไปเรื่อยๆยูหมิงและหัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวกับเชฟเจิ้งฝานต่างทําหน้าที่ด้วยความตั้งใจ ลูกค้ามากมายและกําไรที่ได้ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจนทําให้พวกเขาต้องทึ่ง
ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็เข้าใจดีว่าการที่ทางร้านมาถึงจุดนี้ได้ทั้งหมดมันก็เป็นเพราะยูหมิง หากไม่มียูหมิงเข้ามาแล้ว ทางร้านนี้คงจะปิดตัวไปในเร็วๆนี้แน่
ทั้งสามคนทําหน้าที่จนกระทั่งร้านปิด พวกเขาแบ่งเงินและกําไรด้วยความเบิกบานใจ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไป
โดยที่หัวหน้าเชฟเยี่ยหลิวและเชฟเจิ้งฝานต่างแยกย้ายไปเริ่มฝึกและโคจรลมปราณ ส่วนยูหมิงนั้นเขาเดินเข้าไปเที่ยวในเมืองด้วยสีหน้าเบิกบาน
เพราะในตอนนี้เขามีเงินติดตัวแล้ว เขาสามารถไปไหนมาไหนก็ได้
…
ยูหมิงมาหยุดอยู่ที่หน้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในเมือง ห้างสรรพสินค้านี้มีชื่อว่าห้างสรรพสินค้าหลัวเทียน
ที่ยูหมิงมาที่นี่เป็นเพราะเขาตั้งใจจะมาซื้อโทรศัพท์มือถือ ซึ่งตั้งแต่ที่เขาตั้งใจจะใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา หากไม่มีโทรศัพท์ไว้ใช้มันก็คงจะตลกไปหน่อย
ในเมื่อไหนๆก็ได้เงินมาแล้ว แค่โทรศัพท์ซักเครื่องมันคงไม่ทําให้ขนหน้าแข้งร่วงหรอก
ยูหมิงตัดสินใจเดินเข้าไปยังข้างในห้างทันที
…
ณ ซุ้มอาหาร
ที่นี่มีผู้คนสัญจรไปมามากมาย มุมๆหนึ่งมีหญิงสาวคนหนึ่งที่กําลังมีปากเสียงกับชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งอยู่
“ ซินเสวี่ยนานๆเราจะเจอกันที อย่างน้อยก็ให้ผมเลี้ยงอาหารคุณหน่อยเป็นไง ? ” ฉียู่เสินยิ้ม
“ ฮึ่ม นานๆจะเจอกันที ? ทุกๆที่ ที่ฉันไปก็มักจะเจอนาย นี่ไม่ใช่ความต้องการของนายหรอกรึไง ? ” ซินเสวี่ยแค่นเสียงด้วยความหงุดหงิด
เธอรําคาญฉียู่เสินเป็นอย่างมาก อีกฝ่ายมักชอบปรากฏตัวมาเกือบทุกที่ทุกเวลาเพื่อมาตามตื๊อจีบเธอ ฟังดูใครๆอาจจะอิจฉา แต่เธอนั้นรู้ดีว่าชายคนนี้ไม่ได้เป็นคนดีอย่างท่าทางที่เขาแสดงออกมา ดังนั้นเธอจึงไม่คิดที่จะยุ่งกับเขา
“ ไม่เอาน่า นี่มันเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ ” ฉียู่เสินยิ้มปฏิเสธอย่างหน้าด้าน เขาพยายามปั้นหน้าอารมณ์ดีออกมาเท่าที่จะทําได้ ทว่าในใจของเขากลับเดือดพล่าน
‘ ซินเสวี่ยเธอมันก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง อย่าให้มันมากเกินไป ไม่งั้นเธอจะได้เป็นเหมือนกับผู้หญิงคนอื่นๆ ! ’ แน่นอนว่าเขาเพียงคิดเงียบๆและไม่ได้พูดมันออกมา
ในเวลานั้นเองยูหมิงก็เดินมาถึงซุ้มอาหารพอดี ซุ้มอาหารนี้เป็นซุ้มที่ต้องผ่านก่อนไปยังซุ้มอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นยูหมิงจึงต้องใช้ทางนี้เป็นทางผ่าน