อวดเก่งไม่ดูสังขารตัวเองคงใช้ได้กับผมตอนนี้เลย ผมน่าจะฟังไอ้เตี๋ยวที่เตือนไม่ให้กินเหล้ามากทั้งที่แผลบนหัวยังไม่หายดี ตอนนี้จึงต้องมารับกรรมปวดหัวจนแทบะเิ ทั้งที่ผ่านมาสองวันแล้วแต่อาการก็ยังเป็ ๆ หาย ๆ จนน่าหงุดหงิด
“ไอ้บิว...กูคิดว่ามึงจะไม่มาเรียนซะแล้ว เมื่อเช้ากูมองหาในคลาสแต่ไม่เห็นมึงเลย” คำทักทายจากเพื่อนทำให้ผมที่กำลังจะเดินออกจากคลาสเรียนหันไปมอง
“กูมาสายว่ะ ตอนนี้ก็จะกลับแล้ว ่นี้เมาหนักไปหน่อย”
“อย่างมึงเนี่ยนะเมากับเขาด้วย”
“เออ อย่างกูนี่แหละ แล้วมึงเรียกกูเนี่ยมีไรวะ”
“กูอะไม่มี แต่มีคนฝากของไว้ให้มึง”
“ใครวะ” ผมถามเพื่อนที่ยื่นถุงในมือมาให้ ผมรับมาและเปิดดูถึงได้รู้ว่าเป็พวกวิตามินอาหารเสริมสองสามขวด
“น้องเดือนมหา’ลัยปีนี้ไง...มึงไปรู้จักกับเด็กทันตะได้ไงวะ หรือว่าเพราะเป็รุ่นพี่เดือนเหรอ”
ไอ้พิชญ์งั้นเหรอ...
“เปล่า...แค่บังเอิญรู้จักกัน”
“บังเอิญอีท่าไหนวะเนี่ย ถึงได้เอาของมาฝากให้ด้วย กูคิดว่าสนิทกันซะอีก”
“กูไม่ได้สนิทอะไรกับมันหรอก”
“เออ...น้องมันฝากบอกว่าให้มึงกินของที่ฝากไว้ให้หมดด้วย มันดีต่อสุขภาพ”
“กูไม่แดกอะไรพวกนี้หรอก ขนาดป่วยกูยังไม่ค่อยจะกินยาเลย”
“มึงก็ไปบอกน้องมันเอง กูแค่รับฝากให้เฉย ๆ”
“เออ ๆ ขอบใจนะ ฝากเช็กชื่อให้ด้วย วันนี้กูขอโดดว่ะ”
“เออ ๆ”
ผมโบกมือลาเพื่อนพลางยัดถุงวิตามินของไอ้เด็กอสรพิษใส่กระเป๋า โดยมีเป้าหมายในการกำจัดของพวกนี้ทิ้งอย่างชัดเจนนั่นคือไอ้คิว ไอ้น้องผมคนนี้มันชอบกินอาหารเสริมทุกชนิดครับ เหตุผลเพราะว่ามัน้าออร่าในการเป็นักแสดงในอนาคต ส่วนผมน่ะกินแต่เหล้าเป็อาหารเสริม
.
.
ลานจอดรถมันก็อยู่ไม่ไกลนี่หว่า แต่ทำไมผมเหนื่อยขนาดนี้วะ รู้อย่างนี้ไม่น่าขี่ลูกรักมาเลยขึ้นแท็กซี่มาดีกว่า แต่ตอนนี้ต่อให้เหนื่อยแค่ไหนก็คงต้องขี่รถกลับบ้านอยู่ดี เพราะผมไม่ทิ้งของรักของหวงไว้ที่นี่หรอก
“พี่บิว!”
เอี๊ยด!
ผมเบรกบิ๊กไบก์คู่ใจจนหัวทิ่มทั้งที่เคลื่อนรถออกมายังไม่ทันพ้นลานจอดรถเลย เพราะมีคนปัญญาอ่อนวิ่งเข้ามาขวางทางไว้ซะก่อน
“มึงอยากตายเองหรืออยากให้กูตายกันแน่เนี่ยไอ้พิชญ์!” ผมเปิดชิลด์หมวกกันน็อกด่าไอ้ตัวบ้าบิ่นที่ยืนกางแขนอยู่หน้ารถ
“โทษทีพี่ ผมกลัวว่าเรียกแล้วพี่จะไม่ได้ยิน”
“งั้นก็ไม่ต้องเรียกดิวะ!”
“ได้ไง...ผมตั้งใจมาหาพี่นะครับ เมื่อเช้าผมมาแล้วก็ไม่เจอ”
“เออ กูรู้แล้วและก็รับของฝากมึงไว้แล้วด้วย มึงจะมาทำไมอีกล่ะ”
“ผมไม่ได้แค่เอาของมาให้นะพี่ ผมตั้งใจจะมาดูว่าแผลพี่เป็ไงบ้าง”
“กูยังปกติดี ไม่ถึงกับตาย รู้แล้วก็ถอยไป” ผมบอกมันอย่างหงุดหงิด
“ถอยไม่ได้ครับ...ผมตั้งใจจะมาชวนพี่ไปกินข้าว ผมสัญญาไว้แล้วว่าจะเลี้ยงข้าวพี่ไง”
“กูก็บอกแล้วว่าไม่ต้องเลี้ยง ถือว่าวิตามินของมึงเป็ของตอบแทนก็แล้วกัน”
“ไม่ได้พี่บิว นั่นมันของฟรี”
“ของฟรี? มึงขโมยของใครมาให้กูหรือไง”
“จะบ้าเหรอพี่ นั่นมันของผม...แม่ผมส่งมาให้น่ะแต่ผมไม่กิน”
“มึงไม่กินก็เลยเอามาให้กูกินเนี่ยนะ กูก็ไม่ชอบกินเหมือนมึงนั่นแหละ”
“เฮ้ย! อันนี้พี่ต้องกินนะเพราะมันเป็ตัวบำรุง พี่จะได้หายเร็ว ๆ ไง”
“กูแค่หัวแตกนิดหน่อย ไม่ได้นอนโคม่าอยู่โรงพยาบาลนะไอ้พิชญ์”
“แต่ว่า --”
“พอ! กูี้เีเถียงกับมึงแล้ว ถ้าไม่อยากโดนกูชนก็หลบไปซะ”
“จะไปไหนอะพี่”
“กูจะกลับบ้านไปนอนแล้ว”
“เอ้า...แต่วันนี้พี่มีคลาสบ่ายด้วยไม่ใช่เหรอ”
“มึงรู้ตารางเรียนกูได้ไง”
“ผมขอตารางเรียนพี่มาจากเพื่อนพี่น่ะ”
“มึงนี่เริ่มทำตัวน่ารำคาญแล้วนะ!”
ผมโดนไอ้เด็กบ้าคุกคามความเป็ส่วนตัวอยู่หรือเปล่าวะเนี่ย ทั้งที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าผมเป็พวกติสต์แตกขนาดไหน แต่ไอ้พิชญ์ที่ไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรเลยกลับมาวุ่นวายกับผมไม่เลิก นี่มันตั้งใจจะมาลองดีอะไรอีกหรือเปล่าเนี่ย
“ด่าไปก็เท่านั้นแหละครับ ผมต้องรับผิดชอบที่พี่ต้องมาเจ็บตัวเพราะผม” ไอ้พิชญ์ส่งยิ้มเป็มิตรมาให้แต่ยิ่งทำให้ผมหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ เพราะผมไม่ชอบไอ้พวกดื้อด้านต้องให้พูดอะไรซ้ำซากแบบนี้
ปี๊น! ปี๊น!
“เฮ้ย!”
ผมไม่สนใจเสียงร้องโวยวายของไอ้พิชญ์ที่โดนบีบแตรและพุ่งรถใส่ จนมันะโหลบแทบไม่ทัน ผมใช้โอกาสนี้ขี่รถหนีออกมาเพราะรำคาญที่จะเสวนากับไอ้เด็กพิลึกพิลั่น และไม่สนใจด้วยว่ามันจะรู้สึกยังไง ที่อุตส่าห์มีน้ำใจแต่ผมกลับไร้มารยาทกับมัน ถ้ามันโกรธหรือไม่พอใจก็ยิ่งดีมันจะได้ไม่มาวุ่นวายกับผมอีก
“กลับบ้านดี ๆ นะครับพี่บิว!”
แม่ง! ไม่ได้ผลสินะไอ้เด็กพิลึก!
หลังจากที่ไอ้พิชญ์เอาวิตามินมาให้เมื่อวันก่อน ผมก็หยุดเรียนไปอีกหนึ่งวันเพราะอาการปวดแผลที่เริ่มรุนแรงขึ้น จนตัดสินใจว่าควรไปให้หมอเช็กอีกสักที วันนี้ถึงมาเรียนได้ตามปกติพร้อมหอบหิ้วเพื่อนซี้มากินข้าวด้วยกันที่โต๊ะประจำของแก๊ง โดยมีพวกไอ้ก๋วยเตี๋ยวนั่งรออยู่เหมือนทุกทีแต่วันนี้มีสมาชิกใหม่มาเพิ่ม
“มึง...มานั่งทำอะไรที่นี่วะ” ผมยืนงุนงงอยู่ที่โต๊ะ เมื่อเห็นไอ้พิชญ์นั่งยิ้มร่าอยู่กับน้อง ๆ ของผมอย่างสนิทสนมราวกับว่าเป็สมาชิกในกลุ่มอย่างนั้นแหละ
“เอ้า...พี่บิวมาเรียนแล้วเหรอ หวัดดีครับพี่ ๆ” ไอ้พิชญ์หันมาถามผมและไหว้ทักทายเพื่อนของผมอีกสองคน
“กูถามว่ามึงมาทำอะไร” ผมเริ่มถามด้วยน้ำเสียงเ็าใส่มัน
“น้องมันมากินข้าวด้วยน่ะพี่ เมื่อวานมันก็มากินข้าวกับพวกผม ผมเจอมันมารอพี่ที่คณะแต่ว่าพี่ไม่มาเรียน ผมก็เลยชวนไอ้พิชญ์มากินข้าวด้วยกัน” ไอ้เตี๋ยวอธิบาย
“แล้ววันนี้มึงมานั่งเสนอหน้าอะไรที่นี่อีกล่ะ”
“ผมก็แค่มากินข้าวเท่านั้นแหละ แต่พวกพี่เตี๋ยวบอกว่านั่งกินที่นี่ก็ได้ ผมก็เลยจะขออาศัยใบบุญพวกพี่มานั่งกินที่โต๊ะนี้บ่อย ๆ เพราะว่ามันใกล้ร้านข้าวดี”
“กูไม่ให้”
“แต่พี่เตี๋ยว พี่ฟ่า พี่คิวอนุญาตแล้วนะครับ...นี่พี่จะเผด็จการเหรอ ไม่เป็ประชาธิปไตยเลยอะ”
แม่งงงง กวนตีนจริง ๆ
“มึงนี่มัน!”
“ให้น้องมันนั่งด้วยก็ได้พี่บิว ไม่เห็นเป็อะไรเลย พี่ก็ช่วยน้องมันมาตั้งหลายอย่างแล้ว แค่นี้ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร” ไอ้ฟ่าออกความคิดเห็นเข้าข้างไอ้อสรพิษที่หันไปพยักหน้ารัว ๆ สนับสนุนอีกแรง
“มึงเล่าเื่นั้นให้คนอื่นฟังด้วยเหรอเนี่ย”
“ทำดีก็ต้องยกย่องดิพี่”
“การที่มึงกับกูไปมีเื่จนต้องขึ้นโรงพักมันคือเื่ดีหรือไงไอ้อสรพิษ!”
“ฮ่า ๆ เอาน่าพี่บิวจะโมโหอะไรนักหนาวะ...กินข้าวเหอะพี่” ไอ้คิวก็เสือกช่วยห้ามทัพอีกแรง
“เออ ๆ พวกกูหิวข้าวแล้ว เลิกด่าน้องเดือนมหา’ลัยซะทีเหอะ อีกอย่างโต๊ะก็ออกจะกว้าง มึงจะหวงเป็เ้าที่อะไรนักหนาเนี่ย...พวกกูไปซื้อข้าวก่อน” ไอ้ดอนเพื่อนซี้ของผมช่วยห้ามปรามแล้วเดินกอดคอไอ้แมนซี้อีกคนไปซื้อข้าวร้านประจำ
“ผมนั่งที่นี่ได้แล้วใช่ไหมครับ ผลโหวตเป็ประชาธิปไตยเห็น ๆ”
“เออ! เื่ของมึง!” เห็นหน้าระริกระรี้ของมันแล้วทำไมต้องหงุดหงิดแปลก ๆ วะ แต่เพราะทำห่าอะไรไม่ได้ก็เลยต้องจำใจนั่งลงฝั่งตรงข้ามมันนั่นแหละ
“พี่บิวจะกินอะไร เดี๋ยวผมไปซื้อให้” ไอ้พิชญ์ลุกขึ้นยืนเหมือนว่าจะไปซื้อข้าวมาบริการอย่างที่พูด
“ไม่ต้อง กูซื้อเองได้”
“ไม่ได้ ผมบอกแล้วไงว่าจะเลี้ยงตอบแทน ผมเลี้ยงวันนี้เลยแล้วกัน ไหน ๆ ก็ได้กินข้าวด้วยกันแล้ว”
“ถ้ากูยอมให้เลี้ยงข้าวมึงจะเลิกมาตื๊อเื่นี้แล้วใช่ไหม” ผมถามมันตรง ๆ แบบที่พวกไอ้เตี๋ยวนั่งขำกันคิกคักกับความไร้มารยาทแบบปกติของผม
“ครับผม! ผมจะไม่มาตื๊อเื่เลี้ยงข้าวแล้ว สาบานเลย” ส่วนไอ้เด็กพิลึกมันก็กวนตีนกลับด้วยการยกมือทำท่าสาบานเหมือนลูกเสือสำรอง จนพวกไอ้เตี๋ยวหัวเราะหนักเข้าไปอีก
“เลิกกวนตีนแล้วไปซื้อข้าวมา ก่อนที่กูจะอารมณ์เสียมากกว่านี้”
“พี่อยากกินอะไรล่ะ” ไอ้พิชญ์ถามพร้อมรอยยิ้มอารมณ์ดี ขัดกับอารมณ์ของผมโดยสิ้นเชิง
“อะไรก็ได้ กูกินหมดแหละ”
“โอเค...งั้นเดี๋ยวผมมานะ”
“ไอ้พิชญ์มันก็เป็เด็กดีออกนะพี่บิว ทำไมพี่ถึงดูไม่ค่อยชอบหน้ามันเลยล่ะ” พอไอ้พิชญ์เดินออกไปจากโต๊ะไอ้ฟ่าก็เอ่ยถามผม โดยมีไอ้เตี๋ยวกับไอ้คิวพยักหน้าเห็นด้วยเป็กองหนุน
“มันกวนตีนไง พวกมึงไม่เห็นหรือไงล่ะ”
“กับพวกผมน้องมันก็ไม่เห็นกวนตีนเลยนะพี่” ไอ้เตี๋ยวออกตัวแทนไอ้เด็กพิชญ์อีกตามเคย
“งั้นแสดงว่ามันจงใจล่อมือล่อตีนกูไง”
“ฮ่า ๆ แต่พี่ก็ไปช่วยมันเนอะ”
“กูก็ไม่ได้ตั้งใจจะช่วยหรอกนะไอ้คิวแต่เพราะมันเป็นิสัยของกู มึงก็รู้...ถ้ารู้ว่ามันจะมาเสนอหน้าตามติดชีวิตกูเป็สัมภเวสีแบบนี้นะ กูปล่อยให้มันโดนกระทืบซะดีกว่า”
กูกำลังหงุดหงิดแต่พวกมึงเสือกขำห่าอะไรกันนักหนาวะ แม่ง...
“อ้าว...ไอ้น้องเดือนมหา’ลัยไปไหนแล้วล่ะ” พวกไอ้ดอนเดินกลับมาที่โต๊ะและเอ่ยถามถึงไอ้ตัวปัญหา
“ไปซื้อข้าว”
“แล้วมึงไม่แดกข้าวหรือไง”
“ไอ้พิชญ์มันปรนนิบัติให้พี่บิวอยู่ครับพี่” ไอ้คิวชิงตอบก่อน
“มึงไปสนิทกับน้องมันตอนไหนวะ กูไม่รู้มาก่อนเลยว่ามึงรู้จักเด็กแพทย์แบบนั้นด้วย”
ผมไม่แปลกใจหรอกที่ไอ้แมนจะถาม เพราะมันรู้ดีว่าถ้าผมรู้จักไอ้พวกวิศวะย่อมไม่ใช่เื่แปลก แต่ไอ้พวกเด็กเรียนอย่างคณะแพทย์ผมไม่รู้จักสักคน
“กูไม่ได้สนิทกับมันซะหน่อย”
“ไม่สนิทแต่น้องมันไปซื้อข้าวให้มึงกินเนี่ยนะ”
“มันติดหนี้กูต่างหาก ช่างหัวมันเหอะ...อยากทำห่าอะไรก็ให้มันทำ จะได้เลิกยุ่งกับกูสักที”
“ฮ่า ๆ อินดี้พุ่งอีกแล้วเหรอมึง”
ผมปล่อยให้ไอ้พวกที่โต๊ะหัวเราะครื้นเครงกันไป จนไอ้พิชญ์โผล่หัวมาพร้อมถาดอาหารเต็มสองมือ
“มึงซื้ออะไรมาเยอะแยะวะ กินหมดหรือไงเนี่ย”
“ก็แบ่งพี่คนอื่นด้วยดิ อยู่กันตั้งหลายคน”
“เออ ๆ น้องมันมีน้ำใจโว้ยไอ้บิว งั้นพี่ไม่เกรงใจนะน้อง” ไอ้ดอนจัดการตักของกินก่อนใครเพื่อน
“ตามสบายครับพี่”
ไอ้เด็กนี่ก็เสือกมีน้ำใจ อนุญาตให้แร้งที่โต๊ะรุมทึ้งของกินที่มันซื้อมาเต็มถาด ผมหมั่นไส้ความใจใหญ่ของมันเหลือเกิน ทั้งที่มีปัญหาการเงินอยู่แท้ ๆ ถ้าป้ามันไม่ยอมคืนเงินให้ผมคงได้เห็นมันอดข้าวตายก็คราวนี้
“กินดิพี่ อันนี้ผมซื้อพิเศษมาให้เลยนะ” ไอ้พิชญ์ดันข้าวผัดทะเลจานโตให้ผมซึ่งเหมือนกับของมันเป๊ะ
“สั่งซะจืดเลยนะมึง”
“เอ้า! ก็พี่บอกว่ากินอะไรก็ได้ผมก็สั่งที่ผมกินดิ พอดีผมไม่กินเผ็ดอะ”
“หน้าแบด ๆ อย่างมึงเนี่ยนะไม่กินเผ็ด”
“อือ...พี่กินได้เปล่า ผมไปซื้อให้ใหม่ก็ได้นะ”
“ไม่ต้อง กูไม่ได้เื่มากขนาดนั้น กูกินได้หมดแหละ”
“อ้าว...แล้วพี่จะบ่นทำไมั้แ่แรกเนี่ย”
“กูอยากบ่นมึงเฉย ๆ มึงมีปัญหาหรือไง”
“ครับ ๆ แล้วแต่เหอะ” ไอ้พิชญ์ยักไหล่ทำท่าไม่สนใจผมและก้มหน้ากินข้าวของตัวเอง
“เห็นไอ้น้องพิชญ์แล้วทำให้นึกถึงตอนปีหนึ่งว่ะ ตอนที่ไอ้บิวเข้ามาใหม่ ๆ หน้าหวานตัวบางกว่านี้เยอะ แบบเด็กมอปลายหน้าใส ๆ เลยอะ หนุ่ม ๆ มาตามจีบกันตรึม” ไอ้แมนสาธยายเื่ในอดีตที่ผมโคตรเกลียดให้ทุกคนฟัง
“เออใช่ จนทุกคนรู้อิทธิฤทธิ์ความห้าว โหด เหี้ยมของมันแหละ ถึงได้หายหัวไปกันหมด ไม่มีใครกล้าลองของอีกเลย” ไอ้ดอนเสริมอีกคน
“จริงดิพี่...ตอนพวกผมเข้ามาปีหนึ่งก็รู้กิตติศัพท์พี่บิวแล้วนะ”
“พี่รหัสมึงดูน่ารักแค่เดือนแรกที่เข้าเรียนเท่านั้นแหละ หลังจากนั้นก็เป็มาเฟียอย่างที่เห็น”
“ถ้ามึงพูดว่าน่ารักอีกคำเดียวมึงจะไม่มีฟันเคี้ยวข้าวแน่ไอ้ดอน”
“ฮ่า ๆ โทษที ๆ กูแค่พูดให้น้อง ๆ มันฟัง น้องพิชญ์พี่ขอเตือนว่าอย่ามาเกาะแกะเพื่อนพี่มากนะ อารมณ์มันไม่ค่อยมั่นคงนะครับ เดี๋ยวจะโดนหางเลขได้”
“ไม่เป็ไรครับพี่ ผมก็พอรู้อยู่”
“แต่ก็ยังกวนตีนกูเป็ประจำ” ผมจ้องหน้าไอ้พิชญ์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
“ฮ่า ๆ น้องมันมากวนตีนก็ดีกว่ามาจีบมึงละนะ แสดงว่ามันไม่ได้โง่เื่มึงหรอก แต่หล่อ ๆ แมน ๆ สาวติดตรึมแบบนี้คงไม่ได้เป็อยู่แล้วใช่ปะ” ไอ้แมนหันไปถามไอ้พิชญ์
“ถึงน้องมันจะเป็ก็คงไม่โง่มาจีบไอ้บิวหรอก ดูอย่างไอ้น้องฟ่าดิ มันยังไม่เอาไอ้บิวเลย”
“พอดีผมชอบผู้ชายอ่อนโยนน่ะครับพี่ดอน”
ไอ้ห่าพวกนี้นินทาไม่เกรงใจตีนกูเลยนะ
“ผมก็เป็คนฉลาดครับพี่ แต่บางอย่าง...ผมก็แกล้งโง่น่ะครับ”
“เฮ้ย...อย่าเล่นกับไฟนะครับไอ้น้องงงง”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
พอไอ้เชี่ยดอนชงปุ๊บไอ้พวกที่เหลือก็ฮาสิครับ ส่วนผมน่ะเหรอ…อยากจะเอาตีนฟาดปากมันคนละที
“ไอ้พิชญ์…กูเคยเตือนมึงแล้วนะว่าอย่ากวนตีนให้มาก กูไม่ได้อารมณ์ดีทุกเื่หรอกนะ” ผมพูดกับไอ้ตัวกวนตีนด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบเอาจริง
“พี่จะโกรธอะไรเนี่ย...ผมหมายถึงที่พี่ด่าผมเื่คบเพื่อนต่างหาก ผมรู้นะว่าใครดีใครไม่ดี แต่บางครั้งผมก็แกล้งโง่ไปงั้นแหละ คบไว้ก็ไม่เสียหาย แต่พอมาคิดตามที่พี่เตือนมันก็เื่จริงอะ...ผมก็เลยคิดว่าจะเลิกคบพวกพี่ต่อแล้วมาเป็เด็กแก๊งพี่แทนไง”
“กูไม่ได้โกรธและก็ไม่รับมึงเข้ากลุ่มด้วย กูไม่ชอบเด็กกวนตีน”
“ก็เห็น ๆ อยู่ว่าโกรธ ดูสายตาพี่ดิ เอาซะผมขนลุกเลยเนี่ย...ดูดิ ๆ”
ไอ้เชี่ย! ขนแขนมึงจะทิ่มตากูแล้วไอ้เด็กเวร!
ผมรีบเอามือปัดแขนไอ้พิชญ์ที่ลุกขึ้นเพื่อยื่นแขนมาให้ดูอย่างใกล้ชิดตามแบบฉบับกวนตีนของมันนั่นแหละ
“ฮ่า ๆ ดูท่าทางมึงไม่ได้กลัวจริงเลยนะไอ้พิชญ์”
เห็นป้ะ...ไอ้ฟ่ายังรู้เลยว่ามันตั้งใจกวนตีน
“เออ...กูแนะนำให้มึงรีบนั่งกินข้าวต่อ ก่อนที่พี่บิวจะเอาเืมึงมาคลุกข้าวดีกว่านะ” ไอ้เตี๋ยวที่รู้อารมณ์ผมดีกว่าใครเอ่ยเตือนไอ้อสรพิษ ที่ยังมีรอยยิ้มเหมือนปกติและนั่งลงกินข้าวต่อแบบไม่สะทกสะท้าน
“กูอิ่มแล้ว กูไปก่อนนะ”
แม่ง...รำคาญลูกตา เห็นรอยยิ้มของมันแล้วหงุดหงิดอย่างไม่มีเหตุผล ไหน ๆ ก็ยอมให้เลี้ยงข้าวแล้วก็หมดธุระแล้วแหละ กินไม่ลงแล้วด้วย เบื่อความกวนตีนของมัน
“เฮ้ย! กินไปนิดเดียวเองนะครับ เดี๋ยวพี่ต้องกินยาอีกนะ”
“มึงเป็หมอของกูหรือไง รู้ดีจริง ๆ!” ผมตะคอกใส่ไอ้พิชญ์และเดินออกจากโต๊ะมาเลย โชคดีที่มันคงยังมีสมองอันชาญฉลาดอยู่บ้างถึงไม่ตามผมมา ไม่งั้นผมได้ขึ้นมากกว่านี้แน่ ไอ้เด็กบ้านี่มันเก่งเื่กวนอารมณ์ผมจริง ๆ ให้ตายเหอะ!
“เย็นนี้ดริ๊งก์ไหมมึง” ไอ้แมนถามผมที่เพิ่งเลิกคลาสของเย็นวันศุกร์ซึ่งเป็วันปล่อยผีอย่างที่รู้ ๆ กัน
“วันนี้ไม่ได้ว่ะ กูมีธุระ”
“อ้าวเหรอ...เออ ๆ เดี๋ยวกูไปกันแค่สองคนก็ได้”
“อือ งั้นกูไปก่อนนะ”
“เออ กลับดี ๆ มึง”
ผมเดินลงบันไดตึกมาด้วยความเสียดายนิดหน่อย ที่ไม่ได้ไปปล่อยผีกับพวกมันเหมือนเคยเพราะต้องไปเช็กแผลตามที่คุณหมอนัด ตอนนี้ก็เกือบได้เวลานัดแล้วด้วย ผมจึงเร่งฝีเท้าวิ่งลงบันไดตึกอย่างเร่งรีบแต่ต้องหยุดชะงักเท้าแทบไม่ทัน เมื่อสายตาของผมดันไปสบเข้ากับไอ้คนที่ไม่คาดคิดว่าจะเจอมันอีก
“พี่บิว!”
“มึงมาทำไม” ผมถามไอ้อสรพิษที่กำลังยืนพิงเสาข้างบันไดตึกคณะด้วยท่าทางสบาย ๆ
“พาพี่ไปหาหมอไง”
“ฮะ? มึงรู้ได้ไงว่ากูจะไปหาหมอ”
“พี่เตี๋ยวบอกครับ พอดีเจอกันที่คณะตอนที่พี่เขาไปรออาจารย์หมอ”
ไอ้เชี่ยเตี๋ยวแม่งปากสว่าง!
ผมเห็นว่ามันเป็น้องคนสนิทหรอกนะ ถึงได้บอกว่าจะไปหาหมอวันนี้ เพราะพวกมันถามไถ่เป็ห่วงเป็ใยเื่แผลของผมแต่มันดันบอกไอ้พิชญ์ด้วย ทั้งที่มันน่าจะรู้ว่าผมรำคาญไอ้เด็กนี่แค่ไหน ผมอุตส่าห์โล่งใจที่ไม่เห็นไอ้พิชญ์มาตอแยหลังจากวันที่กินข้าวที่โรงอาหาร
“กูยอมให้มึงเลี้ยงข้าวแล้ว ทำไมยังมายุ่งกับกูอีก”
“ผมบอกว่าจะไม่มาตื๊อเื่ขอเลี้ยงข้าวอีก ไม่ได้บอกว่าจะไม่มายุ่งอีกสักหน่อย”
“มันก็เหมือนกันนั่นแหละ ตื๊อกับยุ่งวุ่นวายมันก็ความหมายเดียวกันไอ้พิชญ์!”
“แต่ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นนี่...พี่ยังไม่หายดีเลย จะไม่ให้ผมเป็ห่วงได้ไง”
“มึงจะสำนึกผิดห่าอะไรนักหนาเนี่ย กูเริ่มจะรำคาญการพยายามเป็คนดีของมึงแล้วนะ!”
“เอ้า! ถ้าเป็พี่พี่จะปล่อยให้คนอื่นมาเจ็บตัวแทนฟรี ๆ โดยไม่ทำอะไรเลยหรือไง ผมรู้ว่าเป็พี่พี่ก็ต้องทำอย่างผมนี่แหละ”
“เออ กูก็อาจจะทำแต่กูคงไม่หน้าด้านขนาดมึงหรอก ด่าก็แล้วไล่ก็แล้วมึงก็ควรรู้ขอบเขตรึเปล่าวะ!”
“ผม --”
“เอ๊า! ไอ้น้องพิชญ์มากวนตีนอะไรเพื่อนพวกพี่อีกล่ะ”
ไอ้พิชญ์หยุดคำเถียงลงกะทันหัน เมื่อได้ยินคำทักทายจากไอ้คู่ซี้ดอนแมนที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นบน
“หวัดดีครับพี่”
“เออ ๆ หวัดดี เห็นหายไปเป็อาทิตย์ คิดว่าจะกลัวอิทธิฤทธิ์ไอ้บิวซะแล้ว” ไอ้แมนเดินมากอดคอไอ้พิชญ์อย่างสนิทสนมทั้งที่มันเคยเจอกันแค่ครั้งเดียว
“ไม่ได้กลัวครับพี่ แต่ผมมีเื่ยุ่ง ๆ ให้ต้องจัดการนิดหน่อยก็เลยไม่ได้มา”
“อ๋อ ตอนนี้ว่างมาป่วนมันแล้วล่ะสิ ฮ่า ๆ”
“ไม่ได้มาป่วนครับพี่ แต่มาดูแล”
สัด! คำพูดมันแต่ละคำ เปิดช่องให้ไอ้ห่าพวกนี่เล่นจริง ๆ
“เช้ดดดด! น้องพิชญ์พูดแบบนี้พวกพี่คิดนะครับขอบอก” ไอ้เชี่ยดอนเริ่มอย่างที่คิดเลย
“ฮ่า ๆ เออ ๆ น้องจะมาร่วมกับเดือนหรือจะมาสอยเดือนวะครับ”
“ก็...”
“พอเลยพวกมึง! กูว่าไม่ใช่แค่ไอ้พิชญ์หรอกที่มากวนตีนกู แต่พวกมึงแหละตัวดี ไปไหนก็ไปเลยไป! เดี๋ยวตีนกูกระตุกขึ้นมาจะหาว่าไม่เตือน”
“โอ้โฮ ขึ้นเว้ยเฮ้ย...พวกกูแค่แซวเล่นเฉย ๆ น้องมันไม่เห็นจะโกรธหรือจริงจังอะไรเลยเนี่ย”
“แต่กูไม่สนุกด้วย ถ้าไอ้พวกเหี้ยมาได้ยินพวกกูจะเสียหาย พวกมึงก็รู้ว่า่นี้ไอ้พวกปากมากมันพูดถึงแก๊งกูว่าไง ได้ยินแล้วกูของขึ้นเข้าใจไหม ไอ้ฟาย! ทั้ง! หลาย!” เน้นหัวพวกมันไปคนละที เห็นแก่ความเป็เพื่อนหรอกนะถึงไม่ถีบแทนเนี่ย
“ไอ้เชี่ยยย ชอบใช้กำลังกับเพื่อนกับฝูงนะไอ้บิว พวกกูไปก็ได้เว้ย ไปหาเื่กวนตีนคนอื่นต่อก็ได้”
“เออ ไปไหนก็ไป”
“เออ ๆ ไปแล้วนะน้องพิชญ์ ดูแลตัวเองให้รอดพ้นจากตีนเพื่อนพี่ด้วยนะ” ไอ้แมนตบไหล่ไอ้พิชญ์แปะ ๆ ก่อนยิ้มกวนตีนจากไปพร้อมคู่หูของมัน
“เพื่อนพี่ตลกดีนะ”
“ตลกตรงไหน พวกมันปากหมาขนาดนั้น มึงชอบแบบนี้หรือไง”
“พวกพี่เขาก็แค่แซวเล่นเท่านั้นแหละ ผมรู้หรอกน่าว่าอันไหนพูดจริงอันไหนพูดเล่น”
“เหรอ...ถ้ามึงฉลาดขนาดนั้นก็น่าจะรู้ว่ากูพูดจริงที่ไม่ให้มึงมายุ่งวุ่นวายกับกูอีกเนี่ย” ผมส่ายหัวใส่ไอ้พิชญ์และเดินหนีออกมานอกตึก แต่มันก็ยังเดินตามติดเป็เงาตามตัวจนมาถึงรถเลย
“มึงมีอะไรก็ไปทำไป กูไม่เอามึงไปเป็ภาระด้วยหรอกนะ”
“งั้นผมนั่งแท็กซี่ตามไปก็ได้นะครับ”
“มึงจะบ้าหรือไง กูไม่ได้เป็อะไรมากสักหน่อย แผลก็จะหายแล้วด้วย หมอเขาแค่นัดดูครั้งสุดท้าย แล้วมึงก็เลิกมาตามตูดกูแบบนี้ซะที เดี๋ยวแก๊งไอ้ต่อพี่มึงมันมาเห็นเข้า ก็ได้หาเื่พวกกูอีก กูไม่ได้อยากมีเื่อีกหรอกนะ”
“ผมไม่ได้ยุ่งกับพวกพี่ต่อตามที่พี่เตือนแล้วนะ”
“มึงเป็เด็กว่านอนสอนง่ายั้แ่เมื่อไรวะ” ผมแดกดันมัน
“ก็ั้แ่เจอพี่นั่นแหละ”
“มึง! เลิกพูดอะไรเสี่ยว ๆ แบบนี้ซะที พวกไอ้ดอนมันจะแซวมึงกับกูตายห่าแล้วเนี่ย” ผมแทบอยากจะเอาหมวกกันน็อกฟาดหน้าไอ้พิชญ์เลยครับ โทษฐานที่มันชอบพูดอะไรให้คนอื่นคิดและเข้าใจผิด ๆ แบบนี้ มันทำให้ผมขนลุกไปด้วยเลย
“ฮ่า ๆ พี่เขินเหรอ”
“เขินห่าอะไรล่ะ! กูรำคาญต่างหาก มึงไม่รำคาญหรือไงที่โดนแซวเื่อะไรแบบนั้นน่ะ!”
“เมื่อก่อนก็เคยนะ...แต่ตอนนี้ไม่แล้วแหละ”
“เมื่อก่อน? หมายความว่ามึงเคยโดนแซวเื่ชอบผู้ชายเหมือนกันเหรอวะ”
“อือ...ตอนเด็ก ๆ น่ะ แต่พอโตมาก็ไม่โดนแล้ว”
“เออ งั้นมึงก็ต้องเข้าใจความรู้สึกของกูเวลาโดนแซวเื่นี้ดิวะ ว่ามันน่ารำคาญขนาดไหนที่โดนเอาไปพูดเื่ไม่จริงแบบนั้น”
“ถ้าเป็เื่ไม่จริงก็คงรำคาญครับ แต่ที่พวกพี่ดอนพูดผมไม่รำคาญนะ...เพราะมัน...เื่จริง”
“ฮะ!”
ว้อททททท!
เื่ Fuck อะไรของมึงวะเนี่ย!
“เฮ้อ...ที่จริงผมก็ว่าจะทำเนียน ๆ นะครับ แต่เพราะว่าพี่ขับไล่ไสส่งผมมากเลย งั้นผมพูดตรง ๆ เลยแล้วกันนะ...ผมว่าผม...ชอบพี่ว่ะ”
“มึง…พูดเหี้ยอะไรเนี่ยฮะ! มึงกำลังกวนตีนกูใช่ไหม!” ตอนนี้กูทั้งช็อกทั้งโมโหกับการเล่นเกินขอบเขตของมึงแล้วนะไอ้เด็กเชี่ย
“ถึงผมจะกวนตีนยังไง ผมก็ไม่ชอบเอาเื่ความรู้สึกมาล้อเล่นหรอกนะครับพี่บิว การที่ผมชอบพี่มันดูเป็เื่ล้อเล่นตรงไหนล่ะ”
ไอ้สีหน้าจริงจังที่ผมไม่เคยเห็นแบบนี้ มันหมายความว่าไงวะเนี่ย...
“แต่มึง...มึง...ไม่ได้ชอบผู้หญิงเหรอวะ” ผมถามอย่างไม่แน่ใจเพราะไม่ได้คิดในแง่ว่ามันเข้าหาผมเพราะเื่แบบนี้เลย ในเมื่อกิตติศัพท์ของมันผมก็ได้ยินมาไม่น้อยว่าเ้าชู้ฟันหญิงมาเยอะขนาดไหน ซึ่งก็โชกโชนพอกับไอ้คิวนั่นแหละ
“ผมชอบผู้หญิง”
“แต่กูไม่ใช่ผู้หญิงไง!”
“ผมรู้...ผมก็ยังชอบผู้หญิงเหมือนเดิม ถ้าพี่ถามถึงรสนิยมทางเพศผมก็ยังยืนยันว่าชอบผู้หญิงทุกคนในโลกนี้นั่นแหละ แต่เพราะว่าตอนนี้ผมชอบพี่และพี่ก็ดันเป็ผู้ชาย แล้วจะให้ผมทำไงล่ะ”
“มึงก็ไม่ควรมาชอบกูไง! มึงบ้าหรือเปล่าเนี่ย มึงชอบผู้หญิงฟันผู้หญิงไปทั่วแต่บอกว่าชอบกูเนี่ยนะ!”
“ทุกคนก็ต้องเคยมีอดีตนะครับพี่บิว แต่นับจากนี้ผมรับรองว่าจะมีพี่แค่คนเดียว”
“ไอ้สัด! หยุดพูดเลย!” ผมกระชากคอเสื้อไอ้พิชญ์อย่างหมดความอดทน ถ้ามันพูดอีกคำเดียวรับรองว่าผมต่อยมันคว่ำแน่
“โอเค...ผมผิดเองที่เลือกพูดวันนี้...พี่คงกำลังช็อก ผมไม่พูดอะไรแล้วก็ได้แต่พี่ห้ามความรู้สึกของผมไม่ได้หรอก” ไอ้พิชญ์ยกมือสองข้างขึ้นเหมือนคนที่ยอมแพ้ แต่ก็ยังกล้าพูดอะไรที่ทำให้ผมหงุดหงิดมากขึ้นไปอีก
“กูขอเตือนเลยนะไอ้พิชญ์...อย่ามาให้กูเห็นหน้าอีก ไม่งั้นกูไม่รับประกันความปลอดภัยของมึง!”
“ต่อให้พี่กระทืบผมให้ตายตรงนี้ผมก็ไม่เปลี่ยนคำพูดหรอกครับ อะไรที่ผมพูดไปแล้ว...ผมไม่เคยกลับคำครับพี่บิว”
“กูก็ไม่กลับคำเหมือนกัน! กูเคยบอกว่าไม่ชอบหน้ามึงยังไง ตอนนี้กูก็ไม่ชอบมึงอย่างนั้นและกูอาจจะเกลียดมึงมากขึ้นไปอีก ถ้ามึงยังไม่เลิกยุ่งวุ่นวายกับกูแบบนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเหี้ยอะไรของมึง กูก็ไม่อยากฟังทั้งนั้นแหละ!”
ผมผลักไอ้พิชญ์ให้ออกห่างจากตัว แล้วขี่รถออกมาโดยไม่หันไปมองมันอีกเลย เพราะผมไม่ชอบสายตาจริงจังที่มันมองมาเลยสักนิด ผมคิดว่ามันเป็เด็กพิลึกมาตลอดแต่ตอนนี้ผมว่ามันไม่ได้แค่คิดอะไรพิลึกหรอก แต่มันคงเป็บ้าไปแล้วที่กล้ามาบอกชอบผู้ชายอย่างผมแบบไม่กลัวตายขนาดนี้
“พี่บิว...พี่บิว!”
“ฮะ?” ผมสะดุ้งจากเสียงเรียกดังลั่นโต๊ะของไอ้เตี๋ยว เพราะผมมัวแต่สอดส่องสายตาไปทั่วโรงอาหารอย่างหวาดระแวงว่าไอ้อสรพิษจะโผล่มา
“เป็อะไรวะพี่...จิตหลุดไปถึงไหนต่อไหนแล้วเนี่ย”
“เออ ๆ กูแค่ต้องระวังอะไรไว้หน่อย”
“ระวัง?” ไอ้เตี๋ยวหันไปมองรอบ ๆ โรงอาหารตามสายตาของผม “พี่มีเื่กับใครอีกแล้วเหรอ”
“กูไม่ใช่นักเลงนะเว้ย จะได้มีเื่ไปทั่วแบบนั้น”
“อ้าว...แล้วพี่ระวังใครล่ะ”
“ก็คนที่กูไม่ --”
“หวัดดีครับพี่ ๆ”
แม่งงงง ตายยากจังวะ!
ผมหันขวับไปมองไอ้พิชญ์ที่มายืนเด่นเป็สง่าอยู่ด้านหลัง แถมยังมีหน้าส่งยิ้มทักทายมาให้เหมือนว่ามันไม่เคยพูดอะไรแปลก ๆ กับผมก่อนหน้านี้เลย
“มึงมาทำไมอีกวะ!” ผมเปิดก่อนเลยแล้วกัน เขาว่าเปิดก่อนได้เปรียบเพราะผมเตือนมันไปแล้ว
“พี่ก็รู้ว่าผมมาทำไม”
“กูจะไปรู้มึงหรือไง!” ไอ้เชี่ยนี่อยากลองของแน่ ๆ
“เฮ้อ...ผมว่าผมก็พูดชัดนะว่าผมจะจีบพี่”
“ฮะ!”
“สัด!”
“แค่ก ๆ ๆ ๆ ๆ!”
ไอ้เหี้ยยยย! ปรี๊ดแตกเลยกู! ถ้าอยากลองตีนกูนักก็จัดให้!
“เฮ้ยพี่! ใจเย็น ๆ”
ผมเกือบได้ซัดไอ้พิชญ์อย่างใจคิด แต่เพราะไอ้ฟ่าดันลุกพรวดพราดขึ้นมาดึงรั้งผมไว้ซะก่อน
“เย็นเหี้ยอะไรล่ะ! กูเตือนมันไปแล้วแต่มันยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีก!”
“ผมก็บอกพี่แล้วเหมือนกันว่าคำเตือนของพี่มันเปลี่ยนความรู้สึกของผมไม่ได้”
“ไอ้พิชญ์!”
“เอาเลยครับ...พี่จะต่อยผมจะทำอะไรแค่ไหนก็ได้ แต่ผมไม่เปลี่ยนใจหรอก ผมยืนยันคำพูดที่บอกพี่ไปแล้วว่าผมชอบพี่”
“ไอ้พิชญ์…พวกกูไม่ขำนะเว้ย” ไอ้เตี๋ยวที่เพิ่งเลิกสำลักน้ำหน้าดำหน้าแดงเอ่ยเตือนไอ้พิชญ์ เพราะมันคงกำลังคิดว่าไอ้เด็กนี่กวนตีนผมเหมือนเดิมนั่นแหละ
“ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ ทำไมทุกคนต้องคิดว่าความรู้สึกของผมเป็เื่ล้อเล่นด้วยล่ะ คนอย่างผมไม่มีสิทธิ์ชอบพี่บิวหรือไง”
“แต่กูไม่ได้ชอบมึง ไม่เข้าใจหรือไงวะ!”
“ผมเข้าใจว่าพี่ยังไม่ได้ชอบผมแบบนั้น แต่ผมก็ไม่ได้บังคับให้พี่ตอบรับวันนี้พรุ่งนี้นะครับ ผมก็แค่อยากทำอะไรตามความรู้สึกของตัวเองบ้าง ต่อให้พี่จะเกลียดผม...ผมก็จะจีบพี่อยู่ดีนั่นแหละ”
“แต่พี่บิวเขาไม่ได้ชอบผู้ชายนะพิชญ์” ไอ้ฟ่าพูดแทนผมที่โมโหไอ้เด็กตรงหน้า จนไม่รู้ว่าจะหาคำไหนมาด่าหรือปฏิเสธมันดีแล้ว
“ผมก็ไม่ได้ชอบผู้ชายทั้งโลกนะครับพี่ฟ่า ผมก็ยังชอบผู้หญิงแต่ผู้ชายคนเดียวที่ผมชอบก็คือพี่บิวเท่านั้นเอง”
“ชัดเจนฉิบหาย”
“กูยอมใจ”
“ไอ้เชี่ยเตี๋ยว! ไอ้เชี่ยคิว!”
จะชื่นชมมันทำเตี่ยอะไรวะ! มันช่วยกู้กรุงอโยธยาหรือไง มันจะมาตีกรุงพี่มึงต่างหากไอ้พวกฟวย!
“ใช้กำลังไปก็เท่านั้นแหละพี่บิว...ผมเข้าใจน้องมันนะ ถ้าพี่ไม่ได้ชอบมันพี่ก็แค่อยู่เฉย ๆ ไป พิชญ์มันรู้อยู่แล้วว่าต้องเจ็บแต่แค่ปล่อยให้มันทำตามใจเหอะ” ไอ้ฟ่าพูดกับผมที่ไม่เข้าใจว่าจะทำแบบนั้นได้ยังไง
ผมจะอยู่เฉย ๆ ให้มันจีบเนี่ยนะ ให้ผมสู้กับคนเป็ฝูงซะยังง่ายกว่า!
“แต่กูไม่ได้ชอบมันไง กูเกลียดมันแล้วเนี่ย มึงไม่เข้าใจหรือไงไอ้ฟ่า!”
“ก็เกลียดไปสิครับ ผมยอมให้พี่เกลียดนะ เพราะเขาว่า...เกลียดอะไรก็ได้อย่างนั้น”
“ไอ้!”
“เฮ้อ...มึงก็รุกเกินไปแล้วไอ้พิชญ์” ไอ้ฟ่ารีบเข้ามากั้นกลางระหว่างผมกับไอ้อสรพิษที่มองหน้ากันคนละขั้วอารมณ์
ผมอยากจะซัดมันสักร้อยหมัดแต่ไอ้พิชญ์กลับส่งยิ้มน้อย ๆ พร้อมสายตาวิบวับน่าขนลุกมาให้ผม
“เวลาผมชอบใครมาก ๆ ผมก็แสดงออกแบบนี้แหละครับ อ้อมค้อมไปก็เสียเวลา พุ่งชนเลยดีกว่าง่ายดี”
“ลองพุ่งเข้าหาหมัดกูหน่อยไหมฮะ!”
“ยังไงก็ได้ครับ ผมยอมหมดแหละ ถ้าทำให้พี่บิวโมโหน้อยลงได้ แต่ถ้าพี่ยังไม่เลิกโวยวาย...ผมว่าคงมีคนอื่นนอกจากกลุ่มพี่รู้แน่ว่าพี่กำลังโดนผมตามจีบอยู่”
“มึงขู่กูเหรอฮะไอ้อสรพิษ!”
“ไม่ได้ขู่นะครับ แต่ถ้าพี่ยังผลักไสผมแบบนี้ ผมก็คงต้องทำอะไรที่มันชัดเจนมากกว่านี้ พี่จะได้มองเห็นความจริงใจของผมบ้าง”
“เอ่อ...ที่จริง...ไอ้พิชญ์มันก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะพี่ มันก็แค่ชอบพี่บิวแค่นั้นเอง”
“ไอ้เตี๋ยว!”
“ก็จริงของไอ้เตี๋ยวนะพี่บิว อีกอย่างพวกผมรู้ก็ไม่เห็นเป็ไรเลย แต่ถ้าคนอื่นรู้...ผมว่ามันจะน่ารำคาญมากกว่านี้นะครับพี่”
“ไอ้คิว! ไอ้เตี๋ยว! นี่พวกมึงเข้าข้างมันหรือไง!”
“พวกมันไม่ได้เข้าข้างพิชญ์หรอกพี่ แต่น้องมันก็พูดถูกนะ มันชอบพี่มันก็บอกพี่ ถ้าพี่จะปฏิเสธมันก็ควรทำด้วยคำพูดและความรู้สึกไม่ใช่ด้วยกำลังแบบนี้”
“พวกมึง!”
ผมอยากจะบีบคอไอ้น้องเวรพวกนี้จริง ๆ จะเห็นอกเห็นใจไอ้ห่านี่อะไรนักหนา ผมต่างหากที่พวกมันควรจะเห็นใจ
“กูไม่น่าช่วยมึงเลยจริง ๆ!” ผมหันไปตะคอกใส่ไอ้ตัวต้นเหตุที่ไม่สะทกสะท้านกับคำด่าของผมเหมือนเคย ผมก็เลยเดินหนีออกมาจากโต๊ะด้วยอารมณ์ที่อยากฆ่าใครสักคน
“สายไปแล้วครับพี่! ผมประทับใจไม่รู้ลืมไปแล้วด้วย!”
แม่ง! อยากหันกลับไปต่อยมันให้ร่วงจริง ๆ สรุปว่าผมต้องทนให้มันมาก่อกวนอีกนานแค่ไหนวะ มันถึงจะเข้าใจว่าผมไม่ได้ชอบมันและไม่มีวันจะชอบด้วย!
ถ้ามันอยากลองดีกับผมนักก็ลองดูสักตั้งก็ได้ เมื่อก่อนผมยังจัดการไล่ตะเพิดไอ้พวกผู้ชายที่มาจีบผมได้เลย แค่ไอ้เด็กกวนตีนอย่างไอ้พิชญ์ทำไมผมจะจัดการไม่ได้ ผมจะทำให้มันรู้ว่าเกลียดอะไรก็ไม่มีวันได้อย่างนั้นต่างหากโว้ย!