เกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】

    เล่มที่ 2 บทที่ 47 ฉันไม่มีน้องสาว (2)

           เมื่อหลิวกุ้ยหลานเห็นว่าคำพูดของตนเมื่อครู่ไม่ทำให้ทิงเสวี่ยมีปฏิกิริยาใดๆ เธอก็คิดว่าทิงเสวี่ยไม่ได้หรือไม่เข้าใจชัดเจน


        ดังนั้นหลิวกุ้ยหลานจึงอดไม่ได้ที่จะพูดจาหว่านล้อมอย่างจริงใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกครั้ง “เสียวเสวี่ย คำพูดที่แม่พูดเมื่อกี้ลูกห้ามละเลยนะ ลูกต้องตั้งใจเรียนหนังสือให้ดี เหมือนน้องสาวของลูกที่สอบได้ที่หนึ่งทุกครั้ง ถ้าลูกสามารถไปอยู่กับแม่ได้ แม่ยังสามารถช่วยลูกสมัครเรียนคลาสเรียนพิเศษอะไรพวกนั้นได้นะ ลูกก็จะสามารถเรียนเก่งและมีความสามารถหลากหลายเหมือนน้องสาวของลูก แบบนี้จะมีอนาคตไกลแค่ไหน!”


        ทิงเสวี่ยถูกหลิวกุ้ยหลานพูดจาจู้จี้จนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ เธอวางตะเกียบในมือลงบนโต๊ะเสียงดังปัง จากนั้นก็หันหน้าไปมองหลิวกุ้ยหลานด้วยสายตาเย็นชาแล้วพูดว่า “ฉันไม่มีน้องสาว”


        คำว่า “ฉันไม่มีน้องสาว” สี่คำนี้ถูกทิงเสวี่ยพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกัดฟันกรอด


        ท่าทีของทิงเสวี่ยทำให้สีหน้าของหลิวกุ้ยหลานเปลี่ยนไปในทันที “เสียวเสวี่ย แม่รู้ว่าลูกโกรธแม่ แต่เหยาเหยาเป็นน้องสาวแท้ๆ ของลูกนะ พวกลูกสองพี่น้องต้องรักใคร่ปรองดองกัน ลูกเป็นพี่ต้องรักและเอ็นดูน้องสาว”


        ทิงเสวี่ยหัวเราะเบาๆ อย่างเย็นชา “ฉันบอกแล้วว่าฉันไม่มีน้องสาว เฉินเหยาเหยาแซ่เฉิน ไม่ได้แซ่หลิน จะมาเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย!”


        หลิวกุ้ยหลาน “…”


        “กุ้ยหลาน เธออย่าไปบังคับเสียวเสวี่ยเลย ถึงเสียวเสวี่ยกับเหยาเหยาจะเป็นพี่น้องร่วมมารดาแต่ต่างบิดากันก็จริง แต่พวกเขาก็ไม่เคยอยู่ด้วยกันเลย จะมีความผูกพันอะไรกันได้ล่ะ” ในคำพูดของหลินกั๋วผิงยังคงมีความน้อยใจหลิวกุ้ยหลานอยู่บ้าง เธอไม่ได้ให้ความรักแบบแม่แก่ลูกสาวคนโตเท่าไหร่ แล้วจะมาบังคับให้ลูกสาวคนโตไปรักน้องสาวที่เธอไม่คุ้นเคยและเป็นคนแย่งความรักจากแม่ไปจากเธออย่างไม่มีเงื่อนไขได้อย่างไร?


        คำพูดของหลินกั๋วผิงทำให้สีหน้าของหลิวกุ้ยหลานยิ่งแย่ลงไปอีก “คุณสอนเสียวเสวี่ยแบบนี้เหรอ? คำพูดแบบนี้ของคุณจะทำให้เสียวเสวี่ยยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้นรู้ไหม?”


        ท่าทีของหลิวกุ้ยหลานต่อหลินกั๋วผิงทำให้ทิงเสวี่ยถึงกับโกรธจนขนลุกชัน “คุณไม่มีสิทธิ์มาวิพากษ์วิจารณ์พ่อของฉัน ท่านสอนฉันมาดีแล้ว ถ้าคุณมาที่นี่เพื่อจะมาตำหนิพ่อของฉัน และจะมาให้ฉันไปดีกับลูกสาวคนเล็กของคุณล่ะก็ ฉันขอเชิญคุณออกไปเลย ต่อไปคุณก็ไม่ต้องมาอีก ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ ฉันไม่ต้องการ!”


        ทิงเสวี่ยลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ แค่นเสียงฮึ่มใส่หลิวกุ้ยหลาน แล้วก็วิ่งหนีไป


        หลิวกุ้ยหลานไม่คิดว่าเรื่องราวจะกลายเป็นแบบนี้ เธอรีบวิ่งตามออกไป “เสียวเสวี่ย ลูกอย่าโกรธแม่เลยนะ แม่ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ถ้าลูกไม่ชอบให้แม่พูดถึงน้องสาว ต่อไปแม่ก็จะไม่พูดถึงอีกก็ได้ ต่อไปแม่จะไม่ทำท่าทีไม่ดีกับพ่อของลูกอีกแล้ว ลูกยกโทษให้แม่ได้ไหม?”


        หลิวกุ้ยหลานวิ่งตามทิงเสวี่ยไปไม่กี่ก้าวก็ทัน แล้วคว้าแขนเธอไว้ เธออยากจะดึงลูกสาวเข้ามากอดให้แน่นๆ แต่ทิงเสวี่ยไหนเลยจะยอมให้เธอเข้าใกล้ตัวเองได้ “ปล่อยมือนะ ปล่อยมือ!”


        การที่ลูกสาวคนโตแสดงท่าทีต่อต้านขนาดนี้ แน่นอนว่าในใจของหลิวกุ้ยหลานย่อมรู้สึกไม่ดีอย่างมาก


        คนเรามักจะเป็นแบบนี้ พอคนอื่นเข้ามาใกล้ชิดสนิทสนมด้วยมากๆ กลับไม่เห็นคุณค่า


        เมื่อก่อนทิงเสวี่ยสนิทสนมกับหลิวกุ้ยหลานมาก ทุกครั้งที่หลิวกุ้ยหลานมาเยี่ยม เธอก็จะคอยคลอเคลีย ต้องการเธอมาก แต่หลิวกุ้ยหลานกลับไม่ได้ใส่ใจลูกสาวคนโตคนนี้เท่าไหร่ แต่ทิงเสวี่ยในตอนนี้กลับเหมือนเม่นน้อยตัวเล็กๆ ทุกครั้งที่หลิวกุ้ยหลานมาก็จะถูกหนามของเธอทิ่มแทง แบบนี้กลับยิ่งทำให้เธออยากจะเข้าใกล้ลูกสาวคนโตมากขึ้นไปอีก


        หลิวกุ้ยหลานกลัวว่าจะยิ่งทำให้ทิงเสวี่ยโกรธมากขึ้น จึงจำใจต้องปล่อยมือเธอ “เสียวเสวี่ย แม่แค่อยากจะกอดลูก แม่คิดถึงลูกมากนะ ลูกไม่คิดถึงแม่จริงๆ เหรอ?”


        “ฉันไม่คิดถึงคุณ” คำพูดนี้ของทิงเสวี่ยเปรียบเสมือนการใช้กริชคมกริบแทงเข้าไปที่หัวใจของหลิวกุ้ยหลานอย่างแรง


        เธอทั้งไม่คิดถึงและไม่เกลียดหลิวกุ้ยหลาน เพราะไม่ได้ใส่ใจมานานแล้ว


        ในชาติก่อน ก่อนที่ตัวเองจะตาย เธอก็ได้ทำให้หลิวกุ้ยหลาน เฉินเฉียง และเฉินเหยาเหยาชดใช้แล้ว


        ในชาตินี้ ทิงเสวี่ยเพียงแค่อยากจะใช้ชีวิตเหมือนคนแปลกหน้ากับพวกหลิวกุ้ยหลาน ไม่เกี่ยวข้องกันอีกต่อไป


        แม้ว่าท่าทีของทิงเสวี่ยจะไม่ดีขนาดนี้ หลิวกุ้ยหลานก็ยังคงพยายามฝืนยิ้ม “เสียวเสวี่ย แม่รู้ว่าลูกไม่ชอบน้องสาว แต่เธอก็เป็นน้องสาวของลูกจริงๆ นะ น้องสาวของลูกป่วย แม่หวังว่าลูกจะใช้เลือดของลูกช่วยชีวิตเธอ การที่ลูกทำแบบนี้ไม่ใช่เพื่อแม่ ไม่ใช่เพื่อน้องสาว แต่เพื่อตัวลูกเองนะ ตอนคุณย่าของลูกยังมีชีวิตอยู่เคยพูดบ่อยๆ ว่า ช่วยชีวิตคนหนึ่งคนย่อมได้บุญกุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น”


        ในที่สุดหลิวกุ้ยหลานก็พูดถึงจุดประสงค์ที่เธอมาในครั้งนี้ออกมา ทิงเสวี่ยอดหัวเราะเยาะออกมาเสียงดังไม่ได้ “คุณก็แค่ต้องการเลือดของฉันไปช่วยเฉินเหยาเหยาไม่ใช่เหรอ ไม่ต้องมาพูดอ้อมค้อมกับฉันหรอก ฉันช่วยเธอได้ แต่คุณต้องให้เงินฉันหนึ่งพันห้าร้อยหยวน ขาดไปแม้แต่เฟินเดียวฉันก็ไม่ยอม”


        “เสียวเสวี่ย ลูกอย่าทำแบบนี้เลยนะ คนที่ลูกช่วยคือน้องสาวแท้ๆ ของลูกนะ ลูกจะไม่ยอมรับเธอก็ได้ แต่ในร่างกายของพวกเธอสองคนก็มีเลือดครึ่งหนึ่งที่เหมือนกันไหลเวียนอยู่ แม่รู้ว่ามีบางเรื่องที่ตอนนี้ลูกยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจ โตขึ้นลูกจะเข้าใจเอง ลูกกับน้องสาวมีกรุ๊ปเลือดที่หายากเหมือนกัน นี่แหละคือสายใยความผูกพันของพวกเธอสองพี่น้อง”


        “ลูกจะไม่ยอมรับเหยาเหยาก็ได้ แต่วันนี้ถ้าลูกช่วยเขาไว้ พอโตขึ้นรู้ความแล้วลูกจะไม่เสียใจเหรอที่ไม่ได้ช่วยน้องสาวของตัวเอง เสียวเสวี่ย น้องสาวของลูกป่วยหนักมากนะ ต้องผ่าตัด การผ่าตัดคือการลงมีดกับร่างกายของน้องสาว ดังนั้นน้องสาวของลูกจะเสียเลือดมาก”


        “เพราะฉะนั้นถึงต้องการให้เลือดเธอ กรุ๊ปเลือดของน้องสาวลูกมันหายากมาก มีแต่เลือดของลูกเท่านั้นที่เข้ากันได้ เสียวเสวี่ย ถ้าลูกไม่ช่วยเหยาเหยา เธอจะต้องตายจริงๆ นะ คำว่าตายรู้ไหมว่าหมายถึงอะไร คือคนคนนั้นจะหายไปจากโลกนี้เลย”


        “เสียวเสวี่ย แม่ขอร้องล่ะนะ เงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนที่ลูกต้องการ แม่กับลุงเฉินของลูกหามาให้ไม่ได้จริงๆ เอาแบบนี้ดีไหม แม่ให้ลูกก่อนแปดร้อยหยวน ส่วนที่เหลืออีกเจ็ดร้อยหยวนขอติดไว้ก่อน พอน้องสาวของลูกหายดีแล้ว พอแม่มีเงินแล้วจะรีบเอามาให้ลูกเลย”


        “ต่อไปแม่จะให้เงินลูกทุกเดือน ซื้อชุดสวยๆ ซื้อขนมอร่อยๆ ให้ลูก ดีไหม?”


        คำพูดเมื่อครู่ของหลิวกุ้ยหลาน หลินกั๋วผิงได้ยินทั้งหมด เขาไม่คิดว่าอดีตภรรยามาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อมาเยี่ยมลูกสาว แต่กลับมาพูดเรื่องเก่าซ้ำซาก จะมาเอาเลือดของลูกสาวอีกแล้ว


        ไม่ต้องพูดถึงการให้เลือดเลย แค่ดึงผมลูกสาวไม่กี่เส้น หลินกั๋วผิงก็เจ็บปวดเหลือทนแล้ว


        ด้วยความรักลูกสาวสุดหัวใจ หลินกั๋วผิงไม่อาจทนเงียบต่อไปได้อีก พอหลิวกุ้ยหลานพูดจบ เขาก็เดินมาอยู่ตรงหน้าสองแม่ลูก แล้วดึงลูกสาวมาอยู่ข้างหลังตน “กุ้ยหลาน เธอเลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลย ต่อให้เธอเอาทองคำมาให้ฉัน ฉันก็ไม่มีทางยอมให้เสียวเสวี่ยไปเสี่ยงเด็ดขาด เหยาเหยาป่วยฉันก็เห็นใจนะ แต่ฉันจะไม่ยอมให้เสียวเสวี่ยไปเสี่ยงเด็ดขาด เธอกับพ่อของเหยาเหยาก็ไปหาวิธีอื่นหาเลือดที่เหมาะสมเอาเองเถอะ”


        หลิวกุ้ยหลานพูด “กั๋วผิง ถ้ามีวิธีอื่นฉันคงไม่มาหาเสียวเสวี่ยหรอกค่ะ เสียวเสวี่ยยังเล็กขนาดนี้ต้องมาให้เลือด ฉันก็เจ็บปวดใจเหมือนกัน ถึงฉันจะไม่ได้เลี้ยงดูเธอมาเท่าไหร่ แต่เธอก็เป็นลูกสาวของฉัน เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของฉัน ฉันจะไม่เจ็บปวดใจได้ยังไงล่ะคะ ฉันหมดหนทางแล้วจริงๆ ค่ะ ตอนนี้เหยาเหยาไข้ขึ้นสูงมาก หมอสันนิษฐานว่าเป็นเพราะเนื้องอกในร่างกายของเขา หวังว่าจะรีบผ่าตัดโดยเร็ว โรงพยาบาลก็หาเลือดกรุ๊ปเดียวกับเหยาเหยามาให้เธอไม่ได้เลย กั๋วผิง ฉันขอร้องคุณนะคะ ฉันรู้ว่าคุณเป็นคนดี เป็นคนใจบุญ เป็นฉันเองที่ผิดต่อคุณกับเสียวเสวี่ย ผิดต่อครอบครัวนี้ แต่เหยาเหยาบริสุทธิ์นะคะ ฉันขอร้องคุณนะคะ ยอมให้เสียวเสวี่ยไปให้เลือดเหยาเหยาเถอะค่ะ เงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนฉันตกลงค่ะ เพียงแต่ตอนนี้พวกเรายังหามาให้ไม่ได้จริงๆ ขอให้ก่อนแปดร้อยหยวน ส่วนที่เหลืออีกเจ็ดร้อยหยวนฉันรับรองว่าจะหามาคืนให้ภายในครึ่งปีแน่นอนค่ะ”


        โดยไม่รู้ตัว หลิวกุ้ยหลานก็น้ำตานองหน้าแล้ว


        เมื่อเห็นหลิวกุ้ยหลานร้องไห้ หลินกั๋วผิงก็อดรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้


        เขาคบกับหลิวกุ้ยหลานมาสามปีกว่า ไม่เคยเห็นเธอร้องไห้เลยสักครั้ง


        เขารู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนเข้มแข็ง ไม่เคยร้องไห้ง่ายๆ


        ภาพที่เธอร้องไห้ในตอนนี้ทำให้หลินกั๋วผิงอดนึกถึงช่วงเวลาที่พวกเขาสองคนคบหากันไม่ได้


        ในตอนนั้น พวกเขาทั้งสองอยู่ในวัยหนุ่มสาวที่กำลังดี กำลังมีความสุขกับความรักแบบอิสระที่หวานชื่นและสวยงาม


        กาลเวลาผันผ่านไปนานปี ตัวเขากับหลิวกุ้ยหลานกลายเป็นคนแปลกหน้าที่คุ้นเคยที่สุดไปแล้ว สำหรับการทรยศของหลิวกุ้ยหลาน หลินกั๋วผิงก็ค่อยๆ ทำใจและปล่อยวางได้แล้ว


        อย่างน้อยที่สุดเธอก็ได้ให้ลูกสาวที่ฉลาดและน่ารักแก่เขาคนหนึ่ง


        บางครั้งหลินกั๋วผิงก็ยังคงนึกถึงช่วงเวลาที่รักกันดูดดื่มกับหลิวกุ้ยหลาน


        ความหวานชื่นที่เคลือบแฝงไปด้วยความเศร้าเหล่านั้น คงเป็นสิ่งปลอบประโลมใจอันน้อยนิดของหลินกั๋วผิงในยามค่ำคืนที่ฝันถึงอดีต หมอนเดียวดายยากข่มตาหลับล่ะมั้ง


        เขารู้ว่าทั้งชีวิตนี้คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไปรักผู้หญิงคนอื่นอีกแล้ว จะไม่แต่งงานใหม่แล้ว เขาจะอยู่กับลูกสาวแบบนี้ไปเรื่อยๆ มองดูลูกสาวเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่งงานมีลูก


        กระบวนการนี้ยาวนานมาก และก็โดดเดี่ยวมากเช่นกัน


        ความทรงจำอันสวยงามที่ห่างไกลเหล่านั้น นับเป็นความหวานชื่นเพียงน้อยนิดบนเส้นทางชีวิตรักอันโดดเดี่ยวของหลินกั๋วผิง


        ในตอนนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับน้ำตาของหลิวกุ้ยหลาน ความสิ้นหวังของเธอ หลินกั๋วผิงรู้สึกสะเทือนใจมาก ถ้าสิ่งที่เธอต้องการคือเลือดเนื้อของเขาเอง เขาอาจจะให้เธอไปก็ได้ ไม่ใช่เพียงเพราะนั่นคืออดีตภรรยาของเขา ผู้หญิงที่ทำให้เขาได้ลิ้มรสความสวยงามของความรักแบบอิสระ แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะความเมตตาสงสารในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง


        แต่สิ่งที่หลิวกุ้ยหลานต้องการกลับเป็นเลือดของลูกสาว ลูกสาวที่ยังเล็กขนาดนี้


        ทิงเสวี่ยเห็นความลำบากใจและความลังเลของพ่อ เธอก็ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างเด็ดเดี่ยว “คุณไม่ต้องมาขอร้องพ่อของฉันหรอกค่ะ เลือดของฉัน ฉันตัดสินใจเอง ถ้าคุณจะให้ฉันให้เลือดเฉินเหยาเหยา ก็เอาเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนมาวางตรงหน้าฉัน ขาดไปแม้แต่เฟินเดียวก็ไม่ได้ ถ้าคุณทำไม่ได้ ก็เชิญกลับไปเลยค่ะ แล้วต่อไปก็ไม่ต้องมาอีกแล้ว ถือซะว่าไม่มีลูกสาวคนนี้ก็แล้วกันค่ะ”


        พูดจบทิงเสวี่ยก็จูงมือพ่อเดินเข้าบ้านไปอย่างเด็ดเดี่ยวแน่วแน่


        หลิวกุ้ยหลานยืนอยู่คนเดียวในลานบ้าน ลมวสันต์ที่ยังคงหนาวเหน็บพัดปอยผมข้างขมับของเธอปลิวไสว ลูบไล้แก้มที่เปื้อนน้ำตาของเธอ


        มือของหลิวกุ้ยหลานกำชายเสื้อของเธอแน่น ปากของเธออ้าค้างเล็กน้อย


        เธอไม่เคยรู้สึกสิ้นหวังเท่านี้มาก่อนเลยในชีวิต


        ด้านหนึ่งคืออาการป่วยของลูกสาวคนเล็ก อีกด้านหนึ่งคือลูกสาวคนโตที่แข็งกร้าว


        เมื่อก่อนหลิวกุ้ยหลานเคยคิดว่าการจากหลินกั๋วผิง จากชนบท แต่งงานไปอยู่ในอำเภอคือการได้ใช้ชีวิตที่ดีแล้ว แม้ว่าจะต้องเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกคนอื่น แม้ว่าจะมีแม่สามีที่ไม่ค่อยถูกกัน แต่เวลาหกเจ็ดปีที่ผ่านมาก็ทำให้เธอค่อยๆ ล้มล้างความคิดที่ว่าสิ่งที่เธอเคยวาดวิมานไว้... แท้จริงแล้วมันไม่ใช่เลย


        ชีวิตแต่งงานครั้งที่สองของเธอเต็มไปด้วยปัญหาจุกจิกวุ่นวาย แม้ว่าความเป็นอยู่เรื่องอาหารการกินจะดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก แต่เรื่องปวดหัวที่เธอประสบพบเจอก็มากกว่าเมื่อก่อนไม่รู้กี่เท่า


        หลิวกุ้ยหลานเสียใจหรือเปล่า?


        บางทีอาจจะใช่ แต่เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะเสียใจ ทำได้เพียงกัดฟันเดินหน้าต่อไปเท่านั้น


        หลิวกุ้ยหลานยืนอยู่คนเดียวในลานบ้านประมาณสิบกว่านาที จากนั้นก็ค่อยๆ หันหลังกลับ เธอเดินด้วยฝีเท้าที่หนักอึ้งกลับเข้าไปในห้องโถงกลางบ้านอีกครั้ง


        “เสียวเสวี่ย แค่ลูกยอมช่วยน้องสาว แม่ยอมทำตามที่ลูกต้องการทุกอย่าง” หลิวกุ้ยหลานตัดสินใจหลังจากครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้ลูกสาวคนเล็กหายป่วยโดยเร็วที่สุด เธอทำได้เพียงยอมทำตามข้อเรียกร้องที่ดูเหมือนจะไม่มีเหตุผลของลูกสาวคนโต


    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ยุค 90 ทวงคืนวาสนาตัวข้าในวัย 8 ขวบ! 【จบ】 ที่คุณอ่าน