“ฝ่าาเสด็จกลับตำหนักแล้วพวกเ้าตระเตรียมแต่งสำรับถวายหรือยัง”ข้ารับใช้ใกล้ชิดองค์ฮ่องเต้อู๋กงกงเดินเข้าไปพูดเบา ๆ กับนางในหน้าห้องเครื่อง
“เ้าค่ะ อู๋กงกง”นางห้องเครื่องคำนับก่อนที่จะวิ่งหายเข้าไปในห้องเครื่องรีบตระเตรียมสำรับขึ้นให้ทันเวลาเพราะยังต้องเผื่อเวลาให้อู๋กงกงทดสอบพระกระยาหารก่อนนำขึ้นแต่งโต๊ะอีกด้วย
ผ่านไปครู่ใหญ่อู๋กงกงเข้าทดสอบพระกระยาหารทุกสำรับ ก่อนที่จะนำขึ้นแต่งโต๊ะมื้อกระยาหาร
“เครื่องคาวขึ้นแต่งโต๊ะเรียบร้อยแล้วขอเชิญฝ่าาเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” บุรุษผู้ทรงเครื่องักำลังเสวนาออกรสกับหลานชายพยักหน้ารับคำของข้ารับใช้คนสนิทข้างกาย
“ร่วมโต๊ะอาหารกันสักมื้อนะจางหย่งปะ” เซวียนจางหย่งพยักหน้ารับ เขาลอบมองสีหน้าและแววตาพระปิตุลาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงจากเข้มขรึมเมื่อครู่จางหายไปราวกับเป็คนละคนอย่างเห็นได้ชัดในยามที่ฝ่าาไม่ได้ว่าราชการใด ๆ พระปิตุลาของเขาก็เป็เหมือนคนทั่วไป มียิ้มมีหัวเราะ เฉกเช่นปุถุชนคนธรรมดาทว่าบทบาทที่ต้องแยกกันอย่างชัดเจนนำพาบางสิ่งที่เขา้าที่ไม่มีใครให้เขาได้นอกจากฝ่าาผู้นี้
“สำรับพวกนี้ วิเศษเสียจริง”
“ขอรับ” เซวียนจางหย่งเอ่ยสนับสนุน
“เพียงไม่กี่ฝนเ้าก็เติบใหญ่เป็หนุ่มน้อยแล้วข้าก็แก่ลงไปอีกสิบสี่ปี ครบสิบสี่หนาวปีนี้เ้าอยากได้สิ่งใดเป็ของขวัญวันเกิดล่ะ”น้ำเสียงมีความสุขอารมณ์ดีสลับกับหัวเราะร่าออกมาก่อนที่จะเอ่ยถามผู้มีศักดิ์เป็หลานชาย
“แค่เสด็จลุงทรงจดจำวันเกิดของกระหม่อมได้ก็ถือเป็พระมหากรุณาธิคุณแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” เซวียนจางหย่งรีบประสานมือคารวะ
“ไม่ต้องพิธีรีตองอะไรให้มาก ไหนบอกมาสิว่าเ้าอยากได้สิ่งใด”เสียงทุ้มคะยั้นคะยอ แววตาเริ่มใส่อารมณ์จางหย่งเห็นทีว่าเขาต้องมีอะไรสักอย่างที่้าตามพระประสงค์ของพระปิตุลา
“ขอฝ่าามีพระราชโองการอนุญาตให้กระหม่อมเดินทางไปปราบชนเผ่านอกด่านที่ชายแดนเหนือด้วยพ่ะย่ะค่ะ”เซวียนจางหย่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นคงและทันทีที่คนรอฟังคำตอบได้ยินสายตากร้าวก็เพ่งมองเด็กหนุ่มตรงหน้าในทันที
“เหตุใดเ้าไม่้าสตรี? จวน? ที่ดิน? สิ่งใดที่ข้าให้แล้วไม่ลำบากใจเล่า”
“กระหม่อมตรึกตรองดีแล้วฝ่าา”นอกจากฮ่องเต้จะโกรธมากแล้วซ้ำยังจะไม่ให้อภัย
“เ้าจะให้ข้ากับไทเฮาน้ำตาตกในตายหรืออย่างไรกัน”แววตาแห่งความเมตตาและสีหน้าอิ่มสุขเมื่อครู่หายวับไปกับตาเซวียนจางหย่งรีบคุกเข่าลงกับจดหน้าผากลงกับพื้น
“อาญามิเกล้าพ่ะย่ะค่ะ”เยวี่ยจั้นลุกยืนหันหลังให้คนคุกเข่าเต็มความสูงก่อนที่จะเอ่ยปากเรียกอู๋กงกงเข้ามา
“เอาตัวองค์ชายเซวียนกลับจวนกั๋วกงหากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามมิให้ออกจากจวนเด็ดขาด!”
เซวียนจางหย่งเบิกตาโพลงมองชายฉลองพระองค์ของผู้เป็พระปิตุลาระหว่างที่อู๋กงกงเข้ามายืนต่อหน้า เซวียนจางหย่งไม่อาจเลี่ยงอาญาที่องค์ฝ่าาลั่นออกมาได้ทว่าถึงอย่างไรสิ่งที่เขาขอนั้นก็ยังเป็สิ่งเดียวที่เขา้าในตอนนี้อยู่ดี
ถึงแม้สายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้จะถูกทอดยาวออกไปอย่างไร้จุดหมายทว่าน้ำตาที่ล้นเอ่อหัวใจของเยวี่ยจั้นก็ส่อปริ่มดวงตาเมื่อย้อนนึกถึงในวันที่เซวียนผู้พ่อทำเช่นเดียวกันนี้หลังจากที่ราชโองการถูกประทับตรา เซวียนจางหย่งน้อยก็ถูกเปลี่ยนสายป่านทันทีถึงเขายังเด็กแต่ก็รู้พอที่จะร้องงอแงถึงผู้เป็บิดา แม้ตนจะเป็ฮ่องเต้ก็ไม่อาจบังคับให้บุตรไม่คิดถึงบิดาได้ทั้งเขาและไทเฮาต่างก็ผ่านวันคืนที่ยากลำบากมาด้วยกันภาพไทเฮากอดหลานหลับไปทั้งน้ำตายังวนเวียนอยู่ในความทรงจำของเขาไม่เลือนจางไปไหน
‘เ้าจางหย่ง ครั้งที่ข้ายอมอภัยให้เ้าตอนที่เ้ากลับไปอยู่จวนเก่าของพ่อเ้าั้แ่สิบสองหนาวนั่นข้าก็ยอมเ้ามากแล้วครั้งนี้กำเริบเสิบสานนักจะไปจากข้าไกลกว่านี้ทั้งที่เพียงสิบสี่หนาวน่ะเหรอหรือจะต้องให้ไทเฮาประทานสมบัติมากกว่าครั้งที่แล้วหรืออย่างไรกัน เ้าเด็กคนนี้นี่นะ’
…
เสียงร่ำลือแพร่กระจายออกไปเป็วงกว้างราวกับโยนก้อนหินลงผืนน้ำอย่างรวดเร็วเื่ฮ่องเต้ทรงกริ้ว[1]เซวียนจางหย่งเป็อย่างมากทั้งที่เขาเป็ผู้ล้ำเลิศทั้งด้านบู๊และบุ๋นสมกับเป็บุตรผู้เดียวของเซวียนกั๋วกง ถึงกระนั้นเขายังไม่อาจเลี่ยงอาญาขององค์ฮ่องเต้ได้ถึงแม้จะเป็แค่เพียงกักบริเวณเฉพาะแค่ในจวนแต่สำหรับเซวียนจางหย่งแล้วพระอัยการู้เป็อย่างดีว่าโทษเพียงเท่านั้นก็สร้างความอึดอัดใจให้กับม้าป่าอย่างพระราชนัดดาของเขาได้ไม่น้อย
“องค์ชาย อู๋กงกงขอรับ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับแสดงการอนุญาตใดๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้
“องค์ชาย”ชายาุโผ่านประตูเข้ามาหลังจากที่ถูกเปิดออกกว้างเขาค้อมตัวคำนับก่อนที่จะรับกระดาษแผ่นกว้างจากมหาดเล็กมาไว้ในมือครั้นก็คลี่กางออกต่อหน้าคนที่กำลังตั้งใจฟังความอยู่อย่างใจจดใจจ่อ
“เซวียนจางหย่งรับราชโองการ”เด็กหนุ่มคุกเข่าลงต่อหน้ากระดาษผืนกว้างในมือของชายาุโ
“พระาานุญาตให้เซวียนจางหย่งแต่งขบวนทัพออกสมทบกำลังกับทางชายแดนเหนือ มีผลั้แ่ยามนี้เป็ต้นไป”
“เป็พระกรุณาอย่างยิ่ง”เด็กหนุ่มก้มลงคำนับราชโองการในมืออู๋กงกงจดหน้าผากลงกับพื้นอีกครั้งก่อนที่จะลุกขึ้นยืนพร้อมด้วยสีหน้าเปี่ยมความยินดีในที่สุดการรอคอยของเขาก็เป็ผล ม้าป่าเปี่ยมไปพลังเช่นเขาไม่อาจจะถูกกักอยู่ในคอกข้อนี้พระอัยกาของเขาตระหนักรู้เป็อย่างดี
เซวียนจางหย่งเร่งตระเตรียมแต่งทัพของตนด้วยตั้งใจจะเคลื่อนขบวนทัพให้เร็วที่สุด
“ฮ่องเต้เสด็จ”เสียงขานที่เขาไม่ได้ยินมาแรมเดือน ดังขึ้นทันทีที่ประตูจวนเปิดออก
“เ้าไม่มีใจที่จะไปลาข้ากับไทเฮาก่อนจะออกทัพเลยหรือ”ยังไม่ทันที่เซวียนจางหย่งจะเดินออกไปรับเสด็จ ฮ่องเต้ก็พระราชดำเนินเข้ามาในจวนถึงตัวเขาเสียก่อนพลันก็ตรัสด้วยน้ำเสียงอบอุ่นตัดพ้อการกระทำของเขาในทันที
“พระอาญามิพ้นเกล้าฝ่าากระหม่อมคาดว่าจะทูลลาก่อนออกทัพพ่ะย่ะค่ะ” เซวียนจางหย่งกล่าวความตั้งใจจริงของตน
“เ้าตั้งใจเช่นนั้นหรือข้าและไทเฮาจะรอการมาของเ้าแล้วกันนะ”น้ำเสียงทุ้มกล่าวเพียงเท่านั้นก่อนที่จะหันหลังกลับออกไปจากจวนอย่างไม่ใส่ใจในพิธีรีตองใด
ท้องฟ้ายังไม่ทันจะสางกองทัพที่ถูกตกแต่งตระเตรียมเรียบร้อยก็ตั้งขบวนเป็แนวแถวนายกองเซวียนจางหย่งก้มลงคำนับฮ่องเต้และไทเฮาที่เสด็จพระราชดำเนินออกส่งพร้อมหน้า
“กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”เด็กหนุ่มคุกเข่าก้มใบหน้าลงก่อนที่จะเงยหน้ามองพระพักตร์ของทั้งสองพระองค์ตรงหน้า
แม้สีหน้าของทั้งสองจะมีรอยยิ้มทว่าแววตาทั้งสองของคนทั้งคู่ก็เปี่ยมไปด้วยความเป็ห่วงหาที่มีต่อเขาอย่างไม่มีเสื่อมคลายเซวียนจางหย่งจดจำแววตาของทั้งสองได้ดีภาพจำนั้นทำให้เขามีพลังในทุกครั้งที่กรำศึก
…
[1] าาศัพท์โกรธ