สายฝนโปรยปรายยามวสันตฤดู ทำให้สภาพบรรยากาศรอบกายอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งสายฝนและความชุ่มฉ่ำ กู้เยว่ซินนั่งมองสภาพบรรยากาศด้านนอกแล้วก็ทอดถอนใจออกมา ในยามนี้นางเริ่มจะปลงตกแล้วว่าตนเองทะลุมิติเข้ามาอยู่ในโลกแห่งนิยายแล้วจริงๆ และไม่สามารถหาหนทางกลับไปใช้ชีวิตในโลกของตนเองได้อีกด้วย โชคดีที่ร่างที่นางอาศัยอยู่นี้มีรูปร่างเหมือนตัวนางทุกอย่าง แถมยังใช้ชื่อสกุลเดียวกันกับนาง จะแตกต่างก็แค่ยามนี้ร่างนี้มีอายุแค่เพียงสิบหกปีเพียงเท่านั้น
ในโลกที่นางจากมานางใช้ชีวิตเป็สาวออฟฟิศทั่วไป มีอายุสามสิบปีแล้วนอกจากจะยังโสดหน้าที่การงานของนางใน่นี้ยังนับว่าดีมากด้วย ่นี้งานของฝ่ายการตลาดที่นางทำงานอยู่กำลังยุ่งมากเป็พิเศษ เพราะเป็่ที่บริษัทกำลังจะเปิดตัวสินค้าตัวใหม่ นางในฐานะคนที่ต้องคอยดูแลเื่ภาพลักษณ์และช่องทางการตลาดของสินค้าจึงต้องวิ่งรอกหาข้อมูลจนแทบจะไม่ได้พัก หลังจากเลิกงานตอนเย็นทั้งปวดหัวปวดหลังและอ่อนล้าไปกายและใจ เมื่อเห็นนิยายเล่มหนึ่งวางอยู่จึงได้คิดจะหยิบขึ้นมาอ่านเพื่อผ่อนคลายจิตใจ คิดไม่ถึงว่าจะสนุกจนวงไม่ลง แล้วสุดท้ายเมื่อรู้สึกตัวอีกทีตนเองก็หลุดเข้ามาอยู่ในโลกที่บรรยายเอาไว้ในหนังสือนิยายเล่มนั้นไปเสียแล้ว
ยามนี้นางอยู่ในร่างของกู้เยว่ซินเด็กสาวที่นิยายเอ่ยถึงเพียงไม่กี่หน้าแต่ก็สามารถจดจำได้เพราะมีชื่อเดียวกันกับนาง สกุลกู้คือสกุลพ่อค้าที่ตกอับทั้งสกุลมีเพียงสองพี่น้องที่คอยดูแลกันและกันหลังจากที่มารดาล้มหายตายจาก กู้เยว่อันพี่ชายของร่างนี้คือคุณชายใหญ่สกุลกู้ที่นางเอกในนิยายให้การยอมรับและชื่นชมว่าเป็บุรุษที่มีความสามารถ ยึดมั่นในคุณธรรม ซื่อสัตย์เปิดเผยและจริงใจ เหมาะสมที่จะลงทุนทำการค้าด้วย สุดท้ายสกุลกู้ของกู้เยว่อันและสกุลสวีของนางเอกในนิยายก็จับจูงกันกลายเป็คหบดีใหญ่ในและมีอิทธิพลมากที่สุดแคว้นต้าหรงแห่งนี้
แต่ยามนี้นางกลับไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ในสกุลกู้ นางกลับกำลังนั่งปลงตกอยู่ในสกุลเผิง ก่อนหน้าที่นางจะเข้ามาอยู่ในร่างนี้ กู้เยว่ซินผู้เป็เ้าของร่างพึ่งจะแต่งงานกับคุณชายใหญ่สกุลเผิง เผิงเหวินอี้เพื่อช่วยต่อชะตาให้เขา แม้จะพูดว่าช่วยต่อชะตาแต่อันที่จริงต้องเรียกว่านางพึ่งจะขายตัวเองเข้าสกุลเผิงเพื่อช่วยเหลือเื่เงินทุนให้พี่ชายต่างหาก
ในนิยายเอ่ยถึงจุดเริ่มต้นความสำเร็จของกู้เยว่อันว่าได้เงินจากการแต่งงานของน้องสาว แต่ชีวิตความเป็อยู่ของน้องสาวที่ต้องแต่งออกไปจะราบรื่นหรือว่าตกอับกลับไม่ได้เอ่ยถึง นางจะกลายเป็ม่ายหรือไม่ นางจะมีชีวิตที่ดีหรือว่าย่ำแย่ก็ไม่อาจจะคาดเดาได้เลย มีเพียงยามนี้ที่กู้เยว่ซินสามารถรับรู้ได้ก็คือ สามีในนามของนางน่าจะไม่รอดแล้ว
“คุณหนูเ้าคะ…” ชิงอีสาวใช้ที่ติดตามมาจากสกุลกู้เอ่ยเรียกเพื่อเตือนสติ กู้เยว่ซินจึงคิดได้ว่ายามนี้ไม่ใช่เวลาที่นางจะมาทอดถอนใจ สามีกำลังล้มป่วยนางในฐานะภรรยาก็ควรจะเข้าไปดูเสียหน่อย เมื่อนางขยับตัวลุกขึ้นก็เหมือนจะได้ยินเสียงทอดถอนใจอย่างโล่งอกของชิ่งอีเบาๆ นางจึงได้หันไปมองชิงอีพลางเลิกคิ้วขึ้น
“บ่าวรู้ว่าคุณหนูกำลังไม่พอใจและรู้สึกว่าตนเองไม่ได้รับความเป็ธรรมที่ต้องแก่งกับคุณชายสกุลเผิง แต่แต่งกับไก่ก็ต้องอยู่กับไก่ยามนี้คุณหนูเป็ภรรยาของคุณชายเผิงแล้วจะมานั่งอยู่ตรงนี้เพราะความรังเกียจสามีไม่ได้นะเ้าคะ หากฮูหยินผู้เฒ่ารู้เื่นี้เข้าคงจะไม่เป็ผลดีต่ออนาคตในวันหน้าของคุณหนูนะเ้าคะ” คำพูดของชิงอีทำให้กู้เยว่ซินรีบส่งสายตาตำหนิไปให้นาง
“อย่าพูดซี้ซั้ว ข้ารังเกียจเขาที่ไหนกัน หากคนอื่นมาได้ยินเข้าพวกเรานี่แหละที่จะเดือดร้อน” กู้เยว่ซินเอ่ยพลางมองไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าชิงอีก้มหน้ายอมรับผิดแล้ว นางจึงได้แต่ทอดถอนใจออกมา
“ท่านหมอว่าอย่างไรบ้าง อาการของคุณชายใหญ่เป็เช่นไร”
“อาการยังทรงตัวอยู่เ้าค่ะ ยามนี้เป็เพราะอากาศชื้นทำให้อาการไอก็เริ่มกลับมาอีกครั้งอีกส่วนอาการอื่นๆ ก็ยังคงเดิมเ้าค่ะ” ชิงอีเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบา ด้วยยามนี้นางคาดเดาอารมณ์ของคุณหนูของตนเองไม่ได้ ทางหนึ่งก็เกรงว่าคุณหนูจะอาละวาดและก่อเื่วุ่นวายในจวนสกุลเผิง ส่วนอีกทางหนึ่งก็เป็ห่วงคุณหนูของตนเองเกรงจะได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจจนกินไม่ได้นอนไม่หลับเหมือนที่ผ่านๆ มาอีก
“เช่นนั้นพวกเราไปดูอาการของเขากันสักหน่อยเถิด” กู้เยว่ซินเอ่ยพลางเดินนำชิงอีกไปที่ห้องพักของสามีซึ่งอยู่ภายในเรือนเดียวกันกับนาง
“ยามนี้นายท่านกำลังรักษาตัวไม่เหมาะที่ฮูหยินจะเข้าไปเ้าค่ะ” เมื่อเดินไปหน้าห้องพักของเผิงเหวินอี้ผู้เป็สามีก็มีสาวใช้หน้าตาดีสองสามคนเดินเข้ามาขวางนางเอาไว้แล้วพูดกับนางด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยจะแสดงความเคารพเท่าใดนัก หากเป็กู้เยว่ซินคนเก่านางคงจะสะบัดชายแขนเสื้อแล้วเดินจากไปแล้ว แต่เมื่อเป็กู้เยว่ซินคนนี้นางจ้องมองสาวใช้ด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มแล้วเอ่ยออกมาเสียงเบา
“นี่พวกเ้าคิดจะขัดขวางไม่ให้ข้าเข้าไปดูแลสามีหรือ” คำพูดนี้แม้ว่าจะแ่เบาแต่กระแสความกดดันกลับทำให้สาวใช้ทั้งสามหลั่งเหงื่อเย็นออกมา พวกนางเป็สาวใช้หากคำพูดนี้ของฮูหยินใหญ่แพร่ออกไปย่อมทำให้ผู้อื่นพากันคิดและคาดเดาไปต่างๆ นานา ที่เป็ผลร้ายต่อพวกนางเป็แน่
“ขอฮูหยินโปรดเข้าใจ พวกบ่าวก็แค่ไม่อยากให้ฮูหยินเข้าไปรบกวนเวลาพักผ่อนของนายท่านเพียงเท่านั้น”
“ข้าไม่ใช่เด็กสามขวบย่อมจะรู้หนักเบาดี” คำพูดของกู้เยว่ซินทำให้ให้คนที่อยู่ด้านในห้องส่งเสียงไอออกมาแล้วเอ่ยกับสาวใช้ทั้งสามเสียงเบา
“ให้ฮูหยินเข้ามาเถอะ” น้ำเสียงแหบเครือและสั่นพร่าทำให้กู้เยว่ซินขมวดคิ้วนางหันไปส่งสายตาให้ชิงอีทำให้ชิงอีรีบก้าวเท้าไปเปิดประตูห้องเพื่อเปิดทางให้นางก้าวเท้าเข้าไปในห้องในทันที
ภายในห้องพักของเผิงเหวินอี้ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นยา บานหน้าต่างปิดหมดทุกบานยิ่งทำให้บรรยากาศภายในห้องทั้งอึมครึมและอับชื้น เมื่อนางเดินเข้าไปในห้องเผิงเหวินอี้ที่นอนหลับตาหันหน้ามาทางนี้จึงได้ลืมตาขึ้นมามองนาง
“เ้ามาทำไม” เขาเม้มปากแล้วเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงเ็า สีหน้าซูบซีดร่างกายผอมบางแม้ว่าจะนอนอยู่ภายใต้ผ้าห่มผืนหนาแต่่ไหล่และ่ลำคอที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมาก็ทำให้นางรู้แล้วว่ายามนี้ร่างกายของเขาคงจะผอมบางจนแทบเหลือแต่กระดูก กู้เยว่ซินจ้องมองคนตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ลอบทอดถอนใจออกมาด้วยความเสียดาย