“รตีแค่รู้ว่า รตีรู้สึก… มีความหมายตอนอยู่ตรงนี้ อยู่กับพวกคุณสองคนพร้อมๆกัน” มารตียิ้ม รอยยิ้มที่ไม่มีคำพูด แต่เปล่งประกายไปถึงหัวใจของอีกสองคน
ปพนต์เอื้อมแขนมาโอบทั้งสองไว้พร้อมเอนศีรษะลงบนบ่าของวรเมธแบบไม่ได้วางแผน “งั้นก็พอแล้ว… แค่รู้สึกมีความหมายเราก็ไปกันต่อได้แล้ว” เสียงของเขาเหมือนหมอนใบใหญ่ที่รองรับความกลัวความไม่มั่นใจ และคำถามทั้งหมดของวรเมธเอาไว้
วรเมธหลับตาพิงหัวกับต้นแขนของปพนต์เล็กน้อย แล้วปล่อยเสียงหัวเราะแผ่วเบาออกมา “พวกคุณสองคนบ้าไปแล้วจริงๆ”
สาวสวยหัวเราะเบาๆพร้อมกับเอียงหัวพิงวรเมธอีกข้าง ร่างของทั้งสามแนบชิดกันบนระเบียงไม้เล็กๆกลางบ้าน หลังจากลมฝนเมื่อคืน ความเร่าร้อนที่ผ่านพ้นไปไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะลืมแต่มันคือบางสิ่งที่ “ยืนยัน” ความรู้สึกในหัวใจ และแม้ว่าทางข้างหน้าอาจยังมีพายุลูกใหม่รออยู่พวกเขาก็รู้แล้วว่า “ตราบใดที่มือยังจับกันไว้...ไม่มีใครต้องเดินคนเดียวอีกต่อไป”
เสียงนกร้องเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆแสงแดดเริ่มเจิดจ้าขึ้นเล็กน้อยพอให้มารตีเอื้อมมือขึ้นบังตา แล้วหันมายิ้มกว้างที่สุดในเช้าวันนั้น “พร้อมหรือยังคะ... กับชีวิตใหม่ของพวกเรา?”
วรเมธไม่ตอบ…แต่ก้มลงจูบหลังมือของเธอเบาๆ แทนคำพูด ส่วนปพนต์ก็พยักหน้า พร้อมรอยยิ้มมั่นคง และเมื่อทั้งสามคนก้าวขาออกจากระเบียงพร้อมเสียงหัวใจเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน เรื่องราวของพวกเขาก็เพิ่งเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง
ทั้งสามชวนกันไปพักผ่อน ชายทะเล เพื่อให้วรเมธคลายความโศกเศร้า...
เสียงคลื่นกระทบฝั่งเป็นจังหวะสม่ำเสมอม้วนตัวไปมาเหมือนลมหายใจของท้องทะเล ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าหม่นในยามสาย แสงแดดอ่อนๆทาบลงบนผืนทรายและผิวเนียนละเอียดของบ้านพักตากอากาศริมชายหาด
สาวสวยเดินเท้าเปล่าบนระเบียงไม้ไอทะเลแตะปลายจมูกพร้อมเสียงหัวใจที่เธอไม่แน่ใจว่าเป็นของตัวเองหรือของใครบางคนที่อยู่ข้างในบ้าน ปพนต์กำลังจัดของในห้องครัว ขณะที่วรเมธยืนนิ่งหน้าประตูบานเลื่อนกระจกใสสะท้อนภาพของชายหนุ่มผู้เคยเฉียบคมแต่บัดนี้กลับดูหล่นหายไปในเงาของอดีต
"อากาศดีนะ" หญิงสาวพูดเบาๆ โดยไม่หันกลับไปมองเธอรู้ว่าเขายืนอยู่ตรงนั้น และรู้ว่าเขาได้ยิน
ชายหนุ่มไม่ตอบ เขาเพียงยกแก้วน้ำแนบริมฝีปากอย่างเงียบงัน สายตาทอดไปยังเส้นขอบฟ้าที่แสนไกลแววตานั้นเหมือนล่องลอยอยู่ในอดีตที่ยังไม่ยอมจาง
มารตีหันกลับมา สายลมพัดผมเธอปลิวเบาๆ หญิงสาวเดินเข้าไปหาเขาอย่างช้าๆจนหยุดอยู่ตรงหน้า "บางที…เราน่าจะลองปล่อยให้หัวใจได้ยินเสียงตัวเองอีกครั้งนะคะ"
วรเมธขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะหลุบตาลง หญิงสาวยื่นมือออกไปแตะเบาๆที่แขนเขา รอยสัมผัสอ่อนโยนนั้นไม่ใช่การเรียกกลับมาสู่ปัจจุบันหากแต่เป็นการแตะไปที่ความรู้สึกลึกซึ้งที่ยังซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของความเจ็บปวด
"ฉันรู้ว่ายังไม่ง่าย"เสียงของเธออบอุ่นเหมือนแสงแดดที่ลอดผ่านผ้าม่าน "แต่ที่นี่ เรามากันสามคนเพื่อเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่เพื่อลืมใคร"
ปพนต์เดินออกมาพร้อมกาแฟสามถ้วย มารตีเหลือบตามองสามีอย่างรู้ใจเขายิ้มบางๆ ก่อนจะยื่นถ้วยให้วรเมธ "เพื่อนที่ดีไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมากแค่อยู่ด้วยกันก็พอแล้ว"
วรเมธรับถ้วยกาแฟมากอดไว้ในมือ สัมผัสอุ่นๆ ผ่านฝ่ามืออาจไม่เท่ากับความอุ่นที่คลี่คลายอยู่ในอก
หลังมื้อสาย ทั้งสามคนพากันเดินลงไปยังชายหาด มารตีสวมเดรสยาวบางเบาโชยไหวตามแรงลม ขณะที่ปพนต์อยู่ในเสื้อเชิ้ตพับแขน กับกางเกงขาสั้น ส่วนวรเมธยังคงอยู่ในเสื้อยืดสีซีดที่กลืนไปกับบรรยากาศทะเลเขามองทะเลด้วยสายตาไกลโพ้น แต่ในดวงตานั้นเริ่มมีเงาของความสงบแทรกตัวเข้ามา
สาวสวยวางผ้าเนื้อหนาลงบนทราย แล้วนั่งลงตรงกลาง เธอมองไปทางซ้าย วรเมธนั่งลงข้างเธอส่วนอีกฝั่งเป็นสามีที่แสนดีของเธอ ทั้งสามเงียบกันอยู่พักใหญ่ต่างคนต่างฟังเสียงคลื่นและเสียงในหัวใจของตัวเอง
"ที่นี่… เหมือนเราถูกล้างคราบเดิมออกไป กลายเป็นคนใหม่" มารตีพูดขึ้นในที่สุด
ปพนต์ยิ้มเห็นด้วยกับคำพูดของภรรยาคนสวย"แต่ลมหายใจยังเป็นของเรา เหมือนเดิม"
ชายหนุ่มที่เพิ่งสูญเสียหญิงอันเป็นที่รักไปหันมามองเธอแววตาเริ่มอบอุ่นขึ้น เธอรู้ว่าเขากำลังต่อสู้กับบางอย่างอยู่ในใจแต่เธอก็เลือกจะไม่เร่งรัด ความรักนั้นไม่จำเป็นต้องพูดให้ชัดเสมอไปบางครั้งแค่ได้นั่งข้างกันก็เพียงพอ
พลันสายลมพัดแรงจนกระโปรงเธอปลิวขึ้นสูง เผยให้เห็น บิกินี่ซีทรูสีดำตัวจิ๋วและเรียวขาขาวนวลที่อยู่ใต้ผืนผ้า วรเมธหลบตา ปพนต์หัวเราะเบาๆพร้อมยื่นมือไปช่วยดึงผ้าให้ห่มคลุมขาสวยของเธอไว้
"ยังจะเขินกันอยู่อีกเหรอ?" ปพนต์หยอก
"บรรยากาศมันพาไป" มารตีตอบพลางกลั้วหัวเราะแต่ก็ส่งสายตาหยอกล้อแต่แฝงเร่าร้อน กลับไป
วรเมธเหลือบตามองเธออีกครั้ง แล้วหันกลับไปมองทะเลอีกหน แต่ครั้งนี้ดวงตาเขามองไปไม่ไกลนัก เธอรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย…บางอย่างในตัวเขาเริ่มกลับมา
บ่ายคล้อย ทั้งสามกลับขึ้นบ้าน ทันทีที่เข้าไปในตัวบ้านกลิ่นไอแดดและไอทะเลยังคงติดตามมาบนผิวกาย มารตีเปิดเพลงคลอเบาๆเป็นดนตรีแจ๊สบรรเลง กลิ่นหอมของผลไม้สดลอยจากห้องครัว
สาวสวยหยิบผลสตรอว์เบอร์รีลูกหนึ่งจ่อปากตัวเองก่อนจะกัดช้าๆแล้วหันไปหาทั้งสองหนุ่ม วรเมธมองอย่างเงียบงัน แต่ริมฝีปากเขายกยิ้มเล็กน้อย ส่วนปพนต์หรี่ตาลงอย่างรู้ทัน
"รู้มั้ย…" มารตีวางผลไม้ลงแล้วเดินไปนั่งคร่อมหมอนอิงตรงกลางระหว่างชายทั้งสอง "สิ่งที่รตีอยากได้มากกว่ารอยยิ้ม…คือการเปิดใจ" เธอหันไปสบตาวรเมธตรงๆแล้วพูดต่อ "เปิดใจให้ตัวเอง ให้อนาคต… ไม่ต้องรีบ แต่แค่อย่า…ปิดมันอีกเลย"
วรเมธก้มหน้า เงียบอยู่อึดใจ ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
มารตีหันไปทางปพนต์ เขาก็พยักหน้าเช่นกัน พลางจับมือเธอมากุมไว้แล้วพาดลงบนมือของวรเมธที่ยังอุ่นอยู่ สามมือประสานกันกลางห้องนั่งเล่นเลือนรางจากแสงแดดยามบ่ายที่ลอดผ่านผ้าม่านหนาบรรยากาศคล้ายโลกทั้งใบกลั้นหายใจไว้ในวินาทีเดียว ไม่ต้องมีคำพูดใดมากกว่านี้เสียงคลื่นยังคงกระทบฝั่งอย่างเนิบช้า แต่ในหัวใจของทั้งสามคนกลับค่อยๆ เร็วขึ้น คืนนี้…อะไรบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป
เช้าวันต่อมา...
สายลมยามเช้าพัดผ่านผิวทะเลอย่างอ่อนโยน แสงแดดที่สะท้อนกับผืนน้ำเป็นประกายระยิบระยับสะท้อนเข้าดวงตาของสาวสวยที่กำลังก้าวเท้าเปล่าไปบนผืนทรายละเอียด เดรสสีขาวบางเบาพลิ้วไหวตามแรงลมร่างเธอดูเหมือนจะกลืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับท้องฟ้าและเส้นขอบฟ้าที่ทอดยาวไกลออกไป
ปพนต์เดินอยู่ด้านข้าง มองรอยยิ้มบางๆ ของภรรยาสาวคนสวยอย่างเอ็นดูส่วนชายหนุ่มอีกคนเดินตามมาช้าๆ เขาไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของเขาตรึงอยู่กับภาพตรงหน้า
หญิงสาวร่างบอบบางในชุดเดรสสายเดี่ยวบางเบาที่แสงแดดยามสายส่องผ่านทะลุทำให้เห็นเส้นเรือนร่างได้เลือนรางราวกับเป็นงานศิลป์ของธรรมชาติที่เผยให้เห็นเพียงเท่าที่ควร
“ลมแรงจังเลยนะคะวันนี้” มารตีเอ่ยขึ้นพลางยกมือขึ้นปัดปอยผมที่ปลิวเข้าหน้า ขณะที่ปลายนิ้วเธอสัมผัสแก้มตัวเอง วรเมธถึงกับต้องเบนสายตาออกชั่วครู่เพื่อควบคุมความรู้สึกบางอย่างที่จู่โจมเข้ามา
ปพนต์เหลือบตามองวรเมธก่อนจะยิ้มมุมปากเขาเดินเข้าไปใกล้หญิงสาวแล้วแกล้งยื่นมือไปดึงชายเดรสที่พลิ้วปลิวของเธอเบาๆ
“ถ้าลมแรงกว่านี้ เดี๋ยวจะบินไปกับลมแล้วนะครับคุณรตี”เขากระซิบเสียงทุ้มชิดใบหู
หญิงสาวหันมาหัวเราะเบาๆ ดวงตาเป็นประกายอย่างล้อเลียน “งั้นคุณปพนต์ต้องจับไว้ดีๆนะคะ เดี๋ยวฉันหลุดลอยไปจริงๆ”
วรเมธหลุบตาลง เขารู้ดีว่าเขาไม่ควรจะรู้สึกอะไรกับสิ่งที่เห็นแต่น้ำเสียงของเธอ เสียงหัวเราะที่คุ้นเคย และรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ของมารตีกลับกระแทกเข้ามาในใจเขาอย่างรุนแรง...นี่เราเป็นอะไรไป ลืมจิรภาแล้วเหรอ...แต่มารตี...
เมื่อพวกเขาเดินใกล้ถึงชายหาดที่น้ำทะเลเริ่มซัดถึงปลายเท้า ปพนต์ก็เดินช้าลงแล้วค่อยๆ เอื้อมมือไปจับมือวรเมธไว้แน่น