ณจุดกึ่งกลางของะเิที่ถูกหยุดยืนไว้ด้วยร่างใหญ่ของหยางเสี้ยนใต้พื้นเท้าของชายฉกรรจ์ปรากฏบ่อหลุมขนาดใหญ่มีความลึกกว่าสามเมตรจากแรงะเิเป็บริเวณกว้างเศษก้อนน้ำแข็งกระจัดกระจายเกลื่อนกราด ทว่าชุดเกราะสีทองที่เคยงามสง่าก่อนหน้ายามนี้ล้วนแปรสภาพยับเยินหนวดเคราของมันล้วนตั้งชูรุงรังยุ่งเหยิงนอกจากใบหน้ามืดครึ้มอันบิดเบี้ยวไปด้วยความโกรธแทบบ้าคลั่งของมันแล้ว ส่วนต่างๆของร่างกายมันไร้ซึ่งาแใดใดมีเพียงรอยเขม่าดินไฟเล็กน้อยเท่านั้น! เห็นภาพเบื้องหน้าสีหน้าไป๋หยุนเฟยและสตรีชุดแดงฉายแววตื่นตระหนก
กระนั้นสิ่งที่น่าใอย่างยิ่งคือรอบตัวชายฉกรรจ์ถูกห่อหุ้มด้วยเงาภาพกระทิงเหล็กขนาดใหญ่สูงเกือบสองเมตร! เงาร่างกระทิงโปร่งใสสีทองลอยอยู่เหลือศีรษะหยางเสี้ยนอย่างดุร้ายดวงตาแดงฉานโปนโตของมันจ้องมองเฉิดฉันมาทางทั้งสองด้วยความอำมหิตบ้าคลั่งถึงแม้โครงร่างโปร่งใสของมันจะลอยอยู่ในอากาศเจือจางแต่ถ้ามองด้วยสายตาก็ยังมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่า!
เงาร่างกระทิงสีทองอร่ามท่าทางดุร้ายกล้ามเนื้อของมันปูดโปนไปด้วยมัดกล้ามทรงพลัง เขางอสูงใหญ่และดวงตาสีแดงฉายแววเจิดจ้าน่ากลัวพลังิญญาที่ปล่อยออกมาจากหยางเสี้ยนเพิ่มพูนมหาศาลในเสี้ยววินาที
“อาภรณ์...กระทิงเหล็กทองคำ! มันถึงกับเป็ผู้มีพลังพรมแดนหลอมรวมิญญา!?” น้ำเสียงอ่อนแรงของสตรีชุดแดงเอ่ยขึ้นอย่างหวั่นวิตก
“ฮ่าฮ่าฮ่าการไล่จับลิงป่าตัวหนึ่งกับสตรีนางหนึ่งนึกว่าจะมีแต่เื่จืดชืดน่าเบื่อเสียแล้วนึกไม่ถึงว่ายังมีลูกเล่นสนุกๆให้ข้าหยางเสี้ยนผู้นี้สนุกเร้าใจอยู่บ้างนับว่าสนุกไม่ผิดหวังจนเกินไป!” พูดถึงตรงนี้ดวงตาปูดโปนสีแดงอำมหิตจ้องมองมายังไป๋หยุนเฟยอย่างปะทุร้ายความ้าสังหารยิ่งมายิ่งเข้มข้น ก่อนจะกล่าวน้ำเสียงต่ำ “เ้าลิงป่าอวดดียังมีลูกเล่นอะไรที่ทำให้ข้าประทับใจก่อนจะสับเ้าเป็เนื้อบดอีกหรือไม่” แรงกดดันที่มันส่งผ่านเข้าใส่ไป๋หยุนเฟย ส่งผลให้สองขาของชายหนุ่มสั่นสะท้านอย่างช่วยไม่ได้เหมือนโดนูเาขนาดใหญ่กดทับหยางเสี้ยนก้าวเดินออกมาทีละก้าวอย่างเชื่องช้าคล้ายราชสีห์กำลังตะปบเหยื่อเสียงข้อต่อกระดูกแกร่งของชายฉกรรจ์ลั่นกรอบแกรบให้ได้ยินเมื่อเท้าของมันเหยียบย่างลงพื้นหิมะถึงกับจมลึกลงไปถึงหัวเข่าแต่ละก้าวบังเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวตัวมันมีน้ำหนักเป็พันชั่ง
โดนแรงกดดันมหาศาลเช่นนี้สำหรบบุคคลธรรมดาเช่นไป๋หยุนเฟยชายหนุ่มจะทนรับไหวได้เช่นไร ขนาดอากาศหนาวเย็นรอบข้างยังไม่อาจหยุดยั้งเหงื่อกาฬที่เล็ดลอดออกมาจากเสื้อผ้าชุ่มโชกเต็มแผ่นหลังของชายหนุ่มได้ไป๋หยุนเฟยพยายามฝืนทนเผชิญแรงกดดันที่ทับถมเข้ามาอย่างยากลำบาก ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างกล้ำกลืน
“แม่...แม่นาง...ข้าได้ติดตั้งค่ายกล...ไว้ยังซอกหินผาเบื้องหน้า...ช-ช่วยพาข้าไป!...ตรงนั้น…ได้หรือไม่?” แต่ละคำที่เล็ดลอดผ่านซอกฟันของเด็กหนุ่มออกมาล้วนแต่บีบเค้นอย่างยากลำบาก
ได้ยินคำขอของชายหนุ่มยามพูดถึงค่ายกลจิตใจหญิงสาวสั่นไหววูบอย่างโลเลหากมีค่ายกลอย่างที่มันกล่าวออกมาจริง เช่นนั้นด้วยสถานการณ์วิกฤตเบื้องหน้านี่ย่อมคือหนทางสุดท้ายที่เหลือรอด! ถ้ากล่าวถึง‘ค่ายกล’ไม่ว่าจะร้ายหรือดีมันยังนับว่าร้ายกาจอยู่บ้าง!
เมื่อจ้องมองั์ตาแดงของไป๋หยุนเฟยที่ส่องประกายแรงกล้า หญิงสาวลองเชื่อคำกล่าวของชายหนุ่มดูสักครั้งจะอย่างไรพวกมันทั้งคู่ก็ร่วมชะตาลงเรือลำเดียวกันแล้ว! สายตาของนางเสาะหาซอกหินผาอย่างรวดเร็วก่อนจะพบเจออยู่เบื้องหน้าห่างจากทั้งสองเพียงสี่สิบเมตร
ไม่รอช้ารอบตัวหญิงสาวปรากฏคลื่นพลังิญญาสีแดงปลิวละล่องก่อนที่จะกระอักโลหิตออกมาครั้งหนึ่งเปรอะเปื้อนอาภรณ์งดงามย้อมชายเสื้อแดงที่สวมใส่ชั่ววินาทีนี้หญิงสาวละทิ้งไม่สนใจเกี่ยวกับพิษร้ายในร่างกายอีกต่อไปก่อนจะฝืนใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่คว้าชายเสื้อไป๋หยุนเฟยอย่างเร่งรีบก่อนจะกลายเป็เงาพร่ามัวจางหายไปอีกครั้ง
ถึงแม้ร่างกายของนางจะย่ำแย่ทว่าด้วยระยะทางเพียงไม่กี่สิบเมตรสำหรับนางนั้นใกล้ยิ่ง เพียงหญิงสาวขยับตัวออกแรงเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยเพียงชั่วอึดใจเงาร่างสีแดงสองสายกลับหายวับเข้าไปในหลืบซอกหินผาเสียแล้ว
เห็นสตรีชุดแดงพยามหนีชายชรายิ้มเกรียม
“แม่นางเฟิงตอนนี้ร่างกายของท่านสมควรถึงขีดจำกัดแล้วยังพยามยามฉุดรั้งลิงป่าตัวหนึ่งไปด้วยอีกหรือ?คิดว่าหนีรอดข้าได้อย่างงั้นรึ เหอะชั่งน่าขัน!..มา! มาให้ข้าหยางเสี้ยนจับตัวซะดีดี!?” ขณะกล่าวสีหน้าบึ้งตึงฉายแววยิ้มเยาะพอใจกิจวัตรของมันหยางเสี้ยนที่ชื่นชอบอย่างที่สุดคือยามที่ได้ไล่ต้อนผู้คนไร้ทางสู้ให้จนตรอกแล้วบดขยี้อย่างช้าช้าภาพสีหน้าอันสิ้นหวังของผู้คนยามนั้นคือสิ่งที่เร้าใจมันหยางเสี้ยนปรารถนาชื่นชมเป็ที่สุดกับบุคคลเช่นนี้นับว่ามันวิกลจิตรอย่างยิ่ง! เมื่อหลอมรวมกับภาพเงาิญญากระทิงเหล็กทองคำด้านหลังสีหน้าของหยางเสี้ยนยามนี้ยิ่งเลวร้ายวิปลาสบ้าคลั่ง
ทว่าหลังจากเงาร่างสตรีชุดแดงและไป๋หยุนเฟยหายเข้าไปยังซากหินผาสูงเสียดฟ้าได้ไม่นานสีหน้าโเี้วิปลาสของหยางเสี้ยนแข็งค้างแปรเปลี่ยนกลับกลายจิตใจของมันพลันกระตุกวูบอย่างใจากนั้นคิ้วหนาขมวดแน่น สายตาเหี้ยมจ้องมองไปยังร่องหินผามืดสนิทอย่างโง่งม
ภายในเส้นทางคับแคบมืดสนิทของหุบเขาไร้ซึ่งวี่แววของสัญญาณสิ่งมีชีวิตใดใดที่ควรจะรู้สึกได้! แม้กระทั่งพลังิญญาของสตรีชุดแดงที่ควรระเหยออกมาเพียงเล็กน้อยก็ไม่มีร่องรอยราวกับว่าตัวตนของพวกมันสองคนอันตรธานหายไปดื้อดื้อ!
ด้วยความแปลกใจหยางเสี้ยนคำรามลั่นก่อนจะทะยานเข้าไปยังร่องหินผาเบื้องหน้าด้วยความลนลานอย่างที่สุด!
ทันทีที่สตรีชุดแดงนำพาไป๋หยุนเฟยเข้ามายังซอกหินผาภาพในคลองสายตาของนางแปรเปลี่ยนอย่างกะทันหันทำให้หญิงสาวต้องเผยสีหน้าแปลกใจออกมาถ้าจ้องมองจากภายนอกจะเห็นเพียงซอกหินผาขนาดสูงมีความกว้างเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้นแต่เมื่อก้าวเข้ามาข้างในมันกลับมีความกว้างถึงห้าเมตรและภายใจซอกหินผากลับมีอุโมงค์ขนาดเล็กอุโมงค์หนึ่งซุกซ่อนอยู่!
ซึ่งสิ่งที่ทำให้นางแปลกใจอย่างยิ่งยวดก็คือ ยามเข้ามาด้านในแล้วกลับมองเห็นลวดลายอักขระมากมายที่ถูกขีดเขียนไว้รายรอบชั้นผนังหินผาลวดลายจารึกมากมายจนสายตานางยังต้องละลานตาและเมื่อจ้องมองไปยังไป๋หยุนเฟยด้านข้างคิ้วโก่งของนางขมวดเล็กน้อยอย่างฉงนแปลกใจ...เนื่องจากนางไม่อาจรับรู้ถึงการคงอยู่ของชายหนุ่มแม้แต่น้อยแม้กระทั่งตัวตนของนางเองยังไม่อาจรับรู้ได้ คล้ายตัวนางยืนอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนทำได้เพียงจ้องมองส่วนต่างต่างของร่างกายและสถานที่รอบด้านแต่ไม่อาจรับรู้การคงอยู่ของตนได้ราวตกอยู่ในวังวนเขาวงกต!
เห็นท่าทางของสตรีชุดแดงชะงักค้างไป๋หยุนเฟยรีบกล่าวอธิบายอย่างเคร่งเครียด
“ท่านไม่ต้องแปลกใจอันใด? นี่คือค่ายกลอำพลางที่ข้าวางไว้เพื่อปกปิดทางเข้าของหุบเขา” ก่อนจะกล่าวอย่างเร่งรีบ “แม่นางท่านรีบเข้าไปยังอุโมงค์เบื้องหน้าเร็วเข้าไม่ต้องสนใจทางนี้ ข้าจะเปิดค่ายกลอีกชุดเพื่อขัดขวางเ้าควายป่านั่น ไป! เร็วเข้า!”
ได้ยินดังนั้นใบหน้างามระหงส์ภายใต้ผ้าแพรจ้องมองไป๋หยุนเฟยใหม่อย่างประเมิน ชายหนุ่มเบื้องหน้าของนางกลับเอ่ยปากว่ามันเป็คนสร้าง‘ค่ายกลอำพลาง’ด้วยตนเองและยังบอกว่ากำลังจะเปิดค่ายกลที่วางไว้อีกชุดหนึ่ง! ถ้านางไม่ได้ประสบเหตุการณ์ยากลำบากอยู่ตอนนี้แต่เป็สถานการณ์ปกติคำกล่าวไร้แก่นสารของชายหนุ่มล้วนมิมีใครเชื่อแม้แต่ตัวของนางเองยังถูกผู้คนรอบข้างยกยอว่าเป็ยอดอัจฉริยะในยอดอัจฉริยะยังไม่อาจทำความเข้าใจในอักขระค่ายกลจารึกได้อย่างลึกซึ้งถึงเข้าใจนางเพียงมีความรู้ในศาสตร์ลึกลับนี้เพียงผิวเผินเท่านั้น
ในอาณาจักรสุริยันกระจ่าง ผู้มีความรู้เื่อักขระค่ายกลและอักขระชั้นสูงมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยเสียอีกตัวตนของพวกมันล้วนสูงเสียดฟ้าแม้กระทั่งตัวนางที่เกิดในสำนักใหญ่ยังอดเคารพนับถือบุคคลเหล่านี้ไม่ได้...ตัวตนของพวกมันสมควรเทียบเท่าราชันแห่งผู้ฝึกญาณเสียด้วยซ้ำ!
ไม่ปล่อยให้เวลาหยุดชะงักไปแม้สักเสี้ยววินาทีถ้าชายฉกรรจ์หยางเสี้ยนเข้ามาตอนนี้มีหวังชีวิตน้อยๆของมันต้องจบสิ้นแน่!
ไป๋หยุนเฟยกัดนิ้วชี้ของตนทีหนึ่งปรากฏโลหิตไหลซึมออกมาก่อนจะบรรจงขีดเขียนอักขระจารึกลวดลายซับซ้อนลงบนพื้นอย่างรวดเร็วความชำนาญในการเขียนอักขระอักษรของมันทำให้สีหน้าภายใต้ผ้าคลุมของสตรีชุดแดงแปรเปลี่ยนเป็ตกละตึง
สำหรับตัวอักษรที่ไป๋หยุนเฟยขีดเขียนอยู่ในความเข้าใจของสตรีชุดแดงเพียงมองดูปราดเดียวนางสามารถบอกได้เลยว่านั่นคืออักขระขั้นกลางหรือกระทั่งขั้นสูง! ถึงแม้นางจะมีความรู้ทางด้านนี้เพียงผิวเผินแต่ด้วยความซับซ้อนยุ่งยากของตัวอักษรจิตใจที่สั่นสะท้านของหญิงสาวสามารถยืนยันได้เลยว่า มันคืออักขระจารึกขั้นสูงหรือขั้นกลางเป็อย่างต่ำ!
ภายในหุบเขาหิมะภายใต้ขอบเขตขุนเขาสี่ฤดูสถานที่อันพิสดารที่ไม่ควรค่าแก่การอยู่อาศัยเช่นนี้กลับมีผู้คนที่มีความรู้ทางด้านอักขระค่ายกลอยู่จริงจริง!
ทว่าสำหรับเื่ราวเช่นนี้ภายในใจหญิงสาวล้วนเป็เพียงเื่ลอง? ซึ่งสิ่งที่เกิดความขัดแย้งภายในจิตใจของนางอย่างที่สุดภายใน่เวลานี้ก็คือ...ตัวตนของผู้ใช้อักขระจารึกกลับเป็เพียงชายหนุ่มอายุเยาว์ผู้ไร้ซึ่งพรมแดนิญญาคนหนึ่งเพียงเท่านั้น!...ถึงกลับเป็เพียงผู้เยาว์ธรรมดาคนหนึ่ง!
...ไม่ นั่นไม่ถูกต้อง! สำหรับผู้เยาว์คนหนึ่งอันมีความรู้ด้านอักขระจารึกนั้นย่อมไม่อาจใช้คำเรียกว่า ‘ธรรมดา’ ได้!...
“อ่าห์…” ไป๋หยุนเฟยระบายลมหายใจออกมาอย่างผ่อนคลายภายในระยะเวลาไม่กี่ลมหายใจชายหนุ่มขีดเขียนอักขระเป็อันเสร็จสิ้น
หลังจากสิ้นเสียงถอนหายใจโล่งอกได้ไม่นานตัวอักษรเืเปล่งประกายแสงจ้าทีละน้อย ก่อนจะลามเลียไปทั่วทุกตัวอักษรวินาทีต่อมาตัวอักษรที่ถูกขีดเขียนไว้เต็มผนังหินผาเริ่มส่องประกายแสงเรืองรองทีละอันคล้ายตอบสนองต่ออักขระของเชายหนุ่มเบื้องล่างจากนั้นลูกแก้วหลากสีที่ซ่อนไว้ในผนังผาเริ่มเปล่งแสงแรงกล้าก่อนจะล่องลอยออกมาประดุจมีชีวิตลูกแก้วหลากสีสันเริ่มหมุนวนเป็วงกลมก่อนจะปรากฏโล่มนตราขนาดใหญ่ปิดทางเข้าระหว่างหน้าหินผาไว้หมดสิ้น
ชายฉกรรจ์หยางเสี้ยนหมายจะพรุ่งเข้าไปจับกุมทั้งสองอย่างเร่งร้อนเมื่อมันรับรู้ถึงสิ่งผิดปกติเนื่องจากตัวตนที่ควรจะระบุได้กลับหายไปดื้อๆทว่าทันทีที่ร่างบึกบึนของมันกำลังจะบรรลุเข้าไปยังซอกหินผาตรงปากทางเข้ากลับบังเกิดโล่มนตราโปร่งใสขนาดใหญ่ขวางกั้นเบื้องหน้าของมันไว้ โล่มนตราโปร่งใสพร้อมลูกแก้วหลากสีหมุนวนไปมาโอบล้อมปิดบังทางเข้าหน้าผาจนหมดสิ้น! กระนั้นความเร็วของหยางเสี้ยนยังคงไม่ชะงักช้าถึงแม้ภายในใจของมันยามนี้จะตื่นตระหนกถึงขีดสุดแต่ชายฉกรรจ์ก็ไม่อาจถดถอยได้มันะเิพลังิญญาอย่างบ้าคลั่งเสียงคำรามประดุจเสียงกระทิงป่าฮ้อตะบึงดังกึกก้อง จิติญญากระทิงเหล็กทองคำที่ห่อหุ้มร่างกายหยางเสี้ยนเจิดจ้าก่อนที่มัดกล้ามของมันจะปูดพองจนน่ากลัวพละกำลังมหาศาลพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดโดยใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีพลังมากมายที่ะเิออกมาขับไล่ละอองหิมะรอบตัวหยางเสี้ยนปลิวกระเซ็นเผยให้เห็นพื้นหินแกร่งเบื้องล่างเท้าทรงพลังกระทืบพื้นหินแตกละเอียด ก่อนมันจะพุ่งชนข่ายมนตราอย่างแรง
เปรี้ยงง!! ครืนนนน...
ทันทีที่ร่างกายใหญ่โตของหยางเสี้ยนพุ่งชนข่ายเวทอาคมอย่างบ้าระหำบังเกิดเสียงะเิกำปะนาทอย่างรุนแรงประดุจเสียงสายสายฟ้าฟาดสองแก้วหูของไป๋หยุนเฟยลั่นอึนจากการปะทะจนแก้วหูวิงเวียนว่างเปล่าตามมาด้วยหน้าผาหินสั่นะเืเล็กน้อยส่งผลให้ก้อนกรวดและกองหิมะจำนวนมากล่วงหล่นทับถมลงมา ทว่าด้วยแรงปะทะมหาศาลระหว่างหยางเสี้ยนและโล่มนตราภายใต้จิติญญากระทิงเหล็กทองคำอันบ้าคลั่งของหยางเสี้ยน ชายฉกรรจ์ทำให้โล่มนตราเกิดแรงสั่นะเือันเล็กน้อยเพียงเท่านั้น!
ร่างใหญ่โตของหยางเสี้ยนถูกแรงสะท้อนจากแรงปะทะปลิวว่อนถอยหลังไปไกลกว่าสิบเมตร! มันพยุงร่างกายที่สั่นสะท้านยืนขึ้นอย่างทุลักทุเล ก่อนจะจ้องมองไปยังโล่มนตราด้วยสีหน้าแววตาแตกตื่นอย่างไม่เชื่อหมวกัอันน่าเกรงขามบัดนี้กระเด็นกระดอนจากแรงปะทุเมื่อครู่อยู่บนพื้นหิมะด้วยสภาพยับเยินเมื่อไม่มีสิ่งใดปกปิดศีรษะชายฉกรรจ์
ทำให้มองเห็นศีรษะโล้นเกรี้ยงตรงกลางซึ่งตอนนี้เหมือนมีโลหิตสีแดงสดปริซึมออกมาเล็กน้อยก่อนจะกระอักโลหิตออกมาคำโต
ภาพหยางเสี้ยนกระเด็นกระดอนจากการปะทะกับโล่มนตราสร้างความตกตะลึงแก่สตรีชุดแดงและองค์รัชทาราชที่มองดูอย่างยิ่งใบหน้าพวกทหารเกราะทองและกองกำลังชุดดำแต่ละคนล้วนแตกตื่นสั่นผวาโดยเฉพาะปากที่อ้ากว้างของพวกมันเพียงพอที่จะเอาลูกท้อสักห้าลูกยัดใส่ไว้ได้อย่างสบาย
“ค่ายกลป้องกันขั้นกลางที่แข็งแกร่งที่สุด! ล-โล่มนตรา! เป็…เป็ไปไม่ได้!” หยางเสี้ยนสูดลมหายใจอันหนาวเหน็บก่อนะโร้องอย่างไม่เชื่อด้วยแรงปะทะก่อนหน้าหยางเสี้ยนใช้พละกำลังเต็มสิบส่วนเมื่อยามปะทะผลลัพธ์ที่มันคาดไว้คือบดขยี้ค่ายกลนั้นให้แตกกระจุยกระจายทว่าผลที่มันได้รับนั้นไม่ได้เป็อย่างที่หวัง มันทำได้เพียงโยกคลอนโล่มนตราให้สั่นะเืเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแรงสะท้อนยังส่งผลให้อวัยวะภายในของมันต้องเ็ปบอบช้ำความโกรธแค้นบ้าคลั่งยิ่งมายิ่งฉายชัดบนใบหน้าก่อนจะกู่ร้องกึกก้องด้วยน้ำเสียงหยาบกระด้าง
“ไอ้เ้าลิงป่าออกมาให้ข้าสับร่างเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่ยอมออกมาดีดีอย่าหวังเลยว่าลิงป่าตัวหนึ่งเช่นเ้าจะได้มีที่กลบฝัง!?” เสียงข่มขู่ของหยางเสี้ยนเต็มไปด้วยความโมโหโกรธาจนขีดสุดร่างกายของมันสั่นสะท้านด้วยความ้าฆ่าไป๋หยุนเฟยอย่างล้นทะลัก
เสียงข่มขู่ของชายฉกรรจ์ยังคงดังก้องให้ได้ยิน ไป๋หยุนเฟยที่อยู่คนละฟากของโล่มนตรายังคงเงียบเชียบไม่โต้ตอบเมื่อเห็นฉากปะทะก่อนหน้า แรงปะทะส่งผลให้โล่มนตราสั่นะเืบางเบาไร้ซึ่งอาการแตกร้าวรุนแรงแต่อย่างใดเนื่องจากไป๋หยุนเฟยเป็ผู้ขับเคลื่อนค่ายกลด้วยตนเอง ฉะนั้น ชายหนุ่มล้วนทราบกระจ่างชัดแก่คุณภาพและความทนทานของมันอย่างถึงที่สุด! เช่นนั้นแล้วโล่มนตรายังคงป้องกันหยางเสี้ยนได้อีกยาวนานเลยทีเดียว...
ไป๋หยุนเฟยระบายลมหายใจอย่างโล่งอกก่อนจะหันไปพูดกับสตรีชุดแดงด้วยน้ำเสียงหวั่น
“เอ่อ...แม่นาง? ตอนนี้อาการของท่านเป็อย่างไรบ้าง?” ขณะกล่าวสายตาชายหนุ่มจ้องมองลงพื้นดินเนื่องจากด้วยรังสีที่นางปล่อยออกมาเมื่อครู่ยังคงให้ความรู้สึกหนาวเย็นเสียดกระดูกคำถามที่ชายหนุ่มเอ่ยออกไปยังคงไร้ซึ่งคำตอบนอกจากเสียงเห่าหอนของหยางเสี้ยนแล้วมีเพียงเสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนของสตรีชุดแดงเล็ดลอดออกมาเพียงเท่านั้นก่อนที่ร่างบางของนางจะซวนเซไปมา
ตุบบ!!
ปรากฏเสียงบางอย่างล้มลงแ่เบาไป๋หยุนเฟยรีบหันมองสตรีชุดแดงอย่างใ เมื่อเห็นร่างอรชรล้มลงตรงหน้าโดยไม่สนใจสิ่งใดอีกชายหนุ่มรีบวิ่งเข้าไปดูอาการของนางทันที
“แม่นาง แม่นาง!” ไป๋หยุนเฟยร้องใ