“อันหราน... ข้าขอโทษเ้าจริงๆ” ซางไห่เอ่ยเสียงอ่อย
“แต่เ้าก็รู้ว่าในจวนนี้บ่าวไพร่ต่างก็มีเส้นสายหนุนหลัง ลูกพี่ลูกน้องของลี่จงเป็ถึงคนบังคับม้าที่ติดตามใกล้ชิดท่านอ๋อง ตำแหน่งของเขาสูงกว่าพวกเรามากนัก หากข้าให้ร้ายน้องสาวเขา เ้าคิดว่าพวกเราสองคนจะมีที่ยืนหรือ?"
ต้าชวนยกมือขึ้นเกาศีรษะพลางค้อมตัว "ที่เราสองคนทำไปก็เพื่อเอาตัวรอดทั้งนั้น หากเ้าจะโกรธแค้นพวกเราก็ไม่แปลกเลย เราสองคนขออภัยเ้าด้วยแล้วกัน”
มู่อันหรานเบี่ยงตัวหลบการโค้งคำนับขอขมาของบุรุษทั้งสองด้วยท่าทีเ็า
“ครั้งนี้เขาบังคับพวกท่านได้ แล้วครั้งหน้าเล่า? หากวันหน้าลี่จงอยากได้ชีวิตข้า พวกท่านก็ต้องยอมอีกใช่หรือไม่? หรือหากเขาสั่งให้พวกท่านเข่นฆ่ากันเอง พวกท่านก็จะยอมเป็เบี้ยล่างให้ผู้อื่นจูงจมูกไปตลอดชีวิตเช่นนี้หรือ!”
คิ้วของชายหนุ่มทั้งสองขมวดแน่นจนแทบจะเป็เส้นเดียวกัน ความจริงที่มู่อันหรานจี้จุดทำให้พวกเขาเริ่มตระหนักถึงความไร้ศักดิ์ศรีของตนเอง ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ อย่างขมขื่น
“เ้าอยากให้เราสองคนช่วยเป็พยานเอาผิดลี่จงอย่างนั้นหรือ?” ต้าชวนถามขึ้น
มู่อันหรานยิ้มกว้างออกมา ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับดูเยือกเย็นจนคนมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบไปทั่วร่าง
“ข้ามีวิธีที่ดีกว่านั้นเ้าค่ะ...”
ร่างเล็กๆ ยกสองมือขึ้นป้องปาก เขย่งตัวขึ้นเพื่อให้คำพูดส่งถึงหูของคนทั้งสอง ซางไห่และต้าชวนต้องก้มลงมาฟังด้วยใจจดจ่อ บางจังหวะพวกเขาก็เบิกตากว้างด้วยความใตะลึง แต่เพียงครู่เดียวก็เปลี่ยนเป็พยักหน้าหงึกหงักตามคำบอกเล่าของเด็กสาวอย่างเคร่งครัด ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
……….
มู่อันหรานอาศัย่เวลาพลบค่ำที่ทุกคนกำลังชุลมุนกับการเก็บกวาดลานหน้าเรือนพัก ปลีกตัวไปยังศาลาร้างท้ายจวนที่เป็จุดนัดพบประจำของเหล่าสาวใช้ชั้นสาม
ที่นั่นนางเห็นเสี่ยวชุ่ยกำลังนั่งขะมักเขม้นใช้กิ่งไม้แห้งขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนพื้นทรายอย่างโดดเดี่ยว เด็กสาวค่อยๆ ขยับกายเข้าไปใกล้จนได้เห็นสิ่งที่เสี่ยวชุ่ยกำลังทำอยู่
"พี่สาว ตัวอักษร 'หย่ง' ต้องตวัดปลายขึ้นอีกนิด ถึงจะดูมีพลัง" นางเอ่ยขึ้นเบาๆ
เสี่ยวชุ่ยสะดุ้งสุดตัว นางรีบลบสิ่งที่เขียนบนพื้นทรายทิ้งด้วยความลนลาน
"อัน... อันหราน! เ้าถูกปล่อยตัวมาแล้วหรือ?"
"ข้าเพิ่งออกมาเมื่อวานนี่เอง" มู่อันหรานทรุดกายลงนั่งข้างๆ เสี่ยวชุ่ย พลางมองดูพื้นทรายที่นางเพิ่งลบตัวอักษรออกไป
"ทำไมต้องลบมันทิ้งด้วยเล่าเ้าคะ?"
"ข้า..." เสี่ยวชุ่ยเม้มริมฝีปาก อ้อมแอ้มตอบด้วยความอาย
"ข้าเป็เพียงบุตรสาวชาวนาที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เพิ่งได้มาเรียนรู้การเขียนอักษรที่จวนนี่แหละ ข้าช้ากว่าทุกคนเลยเ้าก็รู้"
มู่อันหรานยิ้มบางๆ พลางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่เตรียมเอาไว้แล้วออกมา
"นี่คือตัวอย่างอักษรพื้นฐานที่สำคัญ ท่านรับไปสิ เอาไว้ใช้ฝึกคัดตาม พอทำได้แล้วข้าจะเขียนอักษรชุดใหม่มาให้"
เสี่ยวชุ่ยเบิกตากว้าง เอื้อมมือไปรับกระดาษแผ่นนั้นราวกับมันเป็ทองคำล้ำค่า
"นี่มัน...เ้าให้ข้าจริงๆ หรือ?"
"ก็ใช่น่ะสิ ข้าได้กระดาษจากเจิ้นหมัวมัวมาหลายแผ่น พี่สาวไม่ต้องเกรงใจ" มู่อันหรานกุมมืออีกฝ่ายไว้แน่น
"ข้าไม่้าสิ่งใดตอบแทนหรอกเ้าค่ะ ข้าแค่อยากหาสหายที่ไว้ใจได้สักคน ท่านเองก็ถูกผู้อื่นรังแกอยู่บ่อยครั้งไม่ต่างจากข้า มีอะไรที่ข้าช่วยได้ข้าก็อยากช่วย"
เสี่ยวชุ่ยเงยหน้าสบตาที่จริงใจของเด็กสาวเบื้องหน้า นางกอดแผ่นกระดาษไว้แนบอกก่อนจะพยักหน้าขึงขัง
"เ้าเป็คนเดียวที่มองเห็นหัวข้าอันหราน บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืม หากเ้า้าให้ข้าช่วยเหลืออะไรก็บอกข้าได้เสมอ"
แววตาของมู่อันหรานส่องประกายออกมาวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาเป็ปกติอย่างรวดเร็ว
“ข้าเพิ่งถูกสหายร่วมเรือนหักหลังมาหยกๆ นางทำเอาข้าเกือบตายเชียวนะ”
“เ้า..หมายถึงชุนหลิงน่ะหรือ?”
เด็กสาวลอบระบายยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ วันที่นางถูกเจิ้งหมัวมัวลงโทษ นางเห็นเสี่ยวชุ่ยผู้นี้จ้องหน้าชุนหลิงเขม็งราวกับรู้อะไรบางอย่าง และนางก็เดาไม่ผิดจริงๆ
“อืม พี่ชุนหลิงถูกผู้อื่นบงการให้มาใส่ร้ายข้า เสียดายที่ข้าไม่มีพยานมาช่วยยืนยัน พี่ชุนหลิงอ่อนแอเกินไป นางไม่กล้าหรอก”
มือที่กำกิ่งไม้เอาไว้ของเสี่ยวชุ่ย ขูดขีดลงบนพื้นดินไม่หยุดราวกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่างอยู่
“อันที่จริง..ข้า..”
“หืม? มีอะไรหรือเ้าคะ?”
“ข้า..วันที่เกิดเื่ ข้าเห็นลี่จงส่งผ้าชิ้นหนึ่งให้ชุนหลิง ต่อมาก็เกิดเื่ขึ้นกับเ้า บางทีชุนหลิงอาจจะไม่ได้ตั้งใจทำร้ายเ้าหรอก นางเองก็น่าสงสารไม่น้อยเลยนะ เ้าอย่าโทษนางเลย”
“ท่านเห็นจริงๆ หรือเ้าคะ! เป็ลี่จงหรือนี่! ข้าคิดไม่ผิดเลยจริงๆ”
“เ้าอย่าเสียงดังไปสิอันหราน! หากนางรู้ว่าข้าบอกเ้า ข้าตายแน่”
"พี่เสี่ยวชุ่ย... หากวันนี้เรายอมให้คนชั่วลอยนวล วันหน้าเป้าหมายของลี่จงอาจไม่ใช่ข้า แต่เป็ท่าน หรืออาจเป็ใครก็ได้ที่นางนึกหมั่นไส้ ท่านอยากใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวงเช่นนี้ไปตลอดหรือเ้าคะ?”
เสี่ยวชุ่ยชะงักกิ่งไม้ในมือ แววตาที่เคยหวาดกลัวค่อยๆ เปลี่ยนเป็ความฮึดสู้
“แล้วเ้า... เ้าอยากให้ข้าทำอะไร?"
“ข้าขอเพียงแค่ในวันที่ความจริงถูกเปิดเผย ท่านจะช่วยยืนยันในสิ่งที่ท่านเห็น ได้หรือไม่เ้าคะ?”
เสี่ยวชุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพยักหน้าขึงขัง
“ตกลง”
…
กลางดึกสงัด ขณะที่ทุกคนจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา มู่อันหรานลอบเร้นกายออกจากเรือนพักอย่างเงียบเชียบ นางนัดแนะกับซางไห่และต้าชวนไว้กลางทาง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเรือนพักของลี่จงพร้อมกัน
ด้วยความช่วยเหลือจากเสี่ยวชุ่ยที่แอบแง้มบานประตูทิ้งไว้โดยมิได้ขัดดาล ทำให้ทั้งสามลอบเข้าไปด้านในได้อย่างง่ายดาย
ท่ามกลางเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของเหล่าสาวใช้ร่วมห้องคนอื่น ๆ ซางไห่และต้าชวนพุ่งเข้าตะครุบตัวลี่จงที่กำลังหลับสนิท พวกเขาปิดปากนางแน่นก่อนจะอุ้มร่างที่ดิ้นรนนั้นออกมาจากเรือนพักโดยไม่มีใครไหวตัวทัน
พวกเขาช่วยกันมัดลี่จงเข้ากับต้นไม้ใหญ่ในมุมอับสายตา ใช้ผ้าหนาพันปิดปากนางไว้แน่นจนแทบหายใจไม่ออก
“ขอบคุณพี่ชายทั้งสองมากเ้าค่ะ พวกท่านรีบกลับไปก่อนเถิด ข้าไม่อยากให้พวกท่านต้องเดือดร้อนไปมากกว่านี้”
ซางไห่เหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเด็กสาวที่อาบชโลมด้วยแสงจันทร์ นางดูนิ่งสงบและเยือกเย็นจนน่าใจหาย เขากับต้าชวนพยักหน้าตอบรับสั้น ๆ ก่อนจะพากันเร้นกายหายไปในความมืด ทิ้งให้มู่อันหรานยืนเผชิญหน้ากับศัตรูเพียงลำพัง
ร่างเล็กก้าวเดินเข้าไปหยุดตรงหน้าลี่จงที่กำลังดิ้นรนสุดกำลัง พร้อมส่งเสียงร้องอู้อี้ประท้วงอยู่ในลำคออย่างบ้าคลั่ง
“เ้าคงรู้นะว่าที่นี่ไม่มีใครได้ยินเสียงเ้า คราวนี้บอกข้ามาเสียดีๆ ว่าผ้าคาดเอวของท่านอ๋องมาอยู่ใต้ฟูกนอนของข้าได้อย่างไร?!”
“อื้อ!!"
มู่อันหรานไม่แยแสต่อท่าทีขัดขืนนั้น นางชักมีดสั้นเล่มเล็กออกมา ปลายคมวาววับของมันถูกจี้ตรงไปที่ดวงตาข้างหนึ่งของลี่จงอย่างมั่นคง
“หากยังดิ้นไม่เลิก ตาข้างนี้ก็อย่าเก็บมันไว้เลย!”
น้ำเสียงอำมหิตและแววตาที่เอาจริงทำเอาลี่จงตัวสั่นงันงกราวกับลูกนกในกรงเล็บเหยี่ยว นางหยุดนิ่งทันทีพร้อมกับพยักหน้าส่งสัญญาณว่าจะให้ความร่วมมือ
เด็กสาวเห็นเหยื่อสิ้นฤทธิ์จึงกระชากผ้าปิดปากออกแรงๆ
“พูดมา!”
“ข้า...ข้าก็แค่อิจฉาเ้า!” ลี่จงละล่ำละลักบอกทั้งน้ำตา
“ข้าเกลียดที่เ้าคัดอักษรเก่ง วาดภาพได้งดงามกว่าข้า ข้าเพียงอยากแกล้งให้เ้าอับอาย เลยไปเป่าหูเจิ้งหมัวมัวว่าเ้าขโมยของ แต่ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าทำไมผ้าถึงไปอยู่กับเ้าได้! ข้าไม่ได้เป็คนทำนะอันหราน เชื่อข้าเถอะ!”
มู่อันหรานพ่นลมหายใจออกมาอย่างรำคาญใจ นางหันไปหยิบคันธนูไม้ที่ซ่อนไว้หลังโคนต้นไม้ขึ้นมา พาดลูกศรแล้วเล็งเป้าไปที่กึ่งกลางระหว่างคิ้วของลี่จงอย่างแน่วแน่