ชายวัยกลางคนรูปร่างค่อนข้างเ้าเนื้อวิ่งพรวดพราดเข้ามาอย่างดุดันพลางะโเสียงดังลั่น “ใครอนุญาตให้พวกนายมายุ่งกับของพวกนี้?วางลงเดี๋ยวนี้!”
ลู่เหย่หยิบใบอนุญาตปฏิบัติงานของเขาออกมาแสดงตามมารยาท“หัวหน้าสถานีหวังเป็คนอนุญาตให้พวกเรามาครับ ไม่ทราบว่าคุณคือใคร?”
“ผมชื่อหลี่เฉิงเต๋อ เป็หัวหน้าแผนกของสถานีเครื่องจักรกลการเกษตร”หลี่เฉิงเต๋อกวาดสายตามองบัตรประจำตัวของลู่เหย่น้ำเสียงจึงอ่อนลงเล็กน้อย “ขยะพวกนี้ขายออกไปหมดแล้วพวกคุณห้ามแตะต้อง”
“ขยะ? ขายแล้วเหรอคะ?” ชีชีมองเขาด้วยสายตาเคลือบแคลงสัญชาตญาณบอกเธอว่าผู้ชายคนนี้ต้องมีลับลมคมในแน่ๆ
แววตาของหลี่เฉิงเต๋อสั่นไหววูบหนึ่ง“อะไหล่ที่พังแล้วต้องมีการจัดการเดือนละครั้ง นี่เป็กฎของสถานีฉันก็แค่ทำตามระเบียบข้อบังคับเท่านั้น”
“แต่ของพวกนี้หลายชิ้นยังใช้งานได้ดีอยู่นะคะ จะกลายเป็ขยะไปได้ยังไง?”
เมื่อถูกชีชีไล่เบี้ยหลี่เฉิงเต๋อก็เริ่มมีอาการลนลานอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าเขายังคงเชิดหน้าเถียงคำไม่ตกฟาก“จะเสียหรือไม่เสียไม่ใช่เื่ที่คุณจะมาตัดสินเอาเป็ว่าของพวกนี้ขายไปแล้ว และกำลังจะถูกขนย้ายออกไปเดี๋ยวนี้ หลีกทางไปซะอย่ามาเกะกะ”
ชีชีเดินไปยืนขวางหน้ากองอะไหล่ที่เธออุตส่าห์คัดเลือกมาอย่างยากลำบากโดยไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว“อะไหล่พวกนี้ยังใช้งานได้ค่ะและพวกเราก็แจ้งกับหัวหน้าสถานีหวังไว้เรียบร้อยแล้ว...”
“แจ้งกับใครก็ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้นผมจะพูดเป็ครั้งสุดท้ายว่าของพวกนี้ขายแล้ว ตอนนี้เ้าของเขากำลังจะมาขนไปพวกคุณอย่ามาขวางทาง”
หลี่เฉิงเต๋อก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวเพื่อตัดบทชีชีพร้อมกับขึ้นเสียงดังกว่าเดิมหลายระดับ
“รอให้หัวหน้าสถานีหวังกลับมาค่อยคุยกันดีกว่าครับ” ลู่เหย่ก้าวขึ้นมาขนาบข้างพลางแทรกตัวเข้าขวางระหว่างคนทั้งสองอย่างสุขุม
“รถจากร้านรับซื้อของเก่าก็มาถึงแล้ว จะให้มารออะไรอีก? หลีกทางไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นผมจะไม่เกรงใจแล้วนะ”
เหงื่อเริ่มผุดซึมเต็มหน้าผากของหลี่เฉิงเต๋อจะรอให้หัวหน้าสถานีหวังกลับมาได้อย่างไรกัน?
เขาต้องรีบขนของพวกนี้ออกไปให้เร็วที่สุดเมื่อถึงตอนนั้นก็ไร้หลักฐานยืนยันคราวนี้เขาจะปั้นน้ำเป็ตัวอย่างไรก็ได้ตามใจชอบ
“ฉันสงสัยว่าคุณกำลังยักยอกทรัพยากรของรัฐเพื่อหาประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองถ้าคุณยืนยันจะขนของพวกนี้ไป ฉันจะแจ้งความค่ะ”
ชีชีมองทะลุถึงความพิรุธของหลี่เฉิงเต๋อและดูออกว่าเขา้าจะทำลายหลักฐานโดยเร็วที่สุด
เธอจะปล่อยให้เขาทำสำเร็จได้อย่างไร?
รูจมูกกว้างของหลี่เฉิงเต๋อพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรงด้วยความโกรธจัด
หากไม่ใช่เพราะลู่เหย่มียศทหารติดตัวอยู่เขาคงจะสั่งให้พวกฝ่ายรักษาความปลอดภัยมาลากตัวทั้งสองคนออกไปตื้บให้เข็ดแล้ว
แต่ลู่เหย่เป็ถึงรองผู้บังคับกองพันหากไม่ถึงที่สุดจริงๆ เขาก็ไม่อยากจะมีปัญหากับคนของทางกองทัพ
ทว่าเื่นี้ก็รอช้าไม่ได้อีกแล้วประการแรกคือนัดแนะเวลาส่งของกับทางร้านรับซื้อของเก่าไว้แล้ว
ประการต่อมาหากหัวหน้าสถานีหวังกลับมาถามถึงเื่นี้ต่อให้เขามีปากเป็สิบปากก็คงอธิบายให้รอดตัวไปไม่ได้
“พวกคุณบอกว่าหัวหน้าหวังอนุมัติแล้ว งั้นขอถามหน่อยเถอะมีใบสั่งของหรือเปล่า?”
ชีชีหันไปมองลู่เหย่เมื่อเห็นเขาขยับศีรษะส่ายไปมาเบาๆเธอก็รู้ทันทีว่าเื่นี้เริ่มจะยุ่งยากเสียแล้ว
“ใบสั่งของน่ะไม่มีหรอกค่ะ แต่ว่า...”
“งั้นจะมาเสียเวลาพล่ามอะไรอีกล่ะ?” หลี่เฉิงเต๋อได้ทีหัวเราะร่า“มาเลย! รีบขนของขึ้นรถ อย่าให้ทางนั้นเขาต้องรอนาน”
หลี่เฉิงเต๋อโบกมือเรียกลูกน้องที่เป็เด็กหนุ่มห้าหกคนให้รีบเข็นรถลากเข้ามายกของทันที
ลู่เหย่อยากจะรีบไปแจ้งความใจจะขาดแต่เขาก็ไม่สบายใจที่จะทิ้งชีชีไว้ที่นี่เพียงลำพัง
ทว่าชีชีกลับเป็ฝ่ายวิ่งมุ่งหน้าไปยังทางออกเสียเองหลี่เฉิงเต๋อชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะะโลั่น “ขวางยัยนั่นไว้!อย่าปล่อยให้หลุดออกไปจากที่นี่เด็ดขาด!”
พริบตานั้นเด็กหนุ่มสองคนก็เข้าไปยืนขวางทางเดินของชีชีไว้ทันที
ลู่เหย่รีบวิ่งตามเข้าไปขวาง“พวกคุณคิดจะทำอะไร?”
หลี่เฉิงเต๋อยิ้มกริ่มอย่างเ้าเล่ห์“พวกคุณก็รออยู่นี่สักพักเถอะ พอขนของเสร็จแล้วผมถึงจะปล่อยให้ไป”
“นี่คุณคิดจะกักขังหน่วงเหนี่ยวเ้าหน้าที่ทหารเหรอคะ? ใจกล้าไม่เบาเลยนะ”
ชีชีจ้องเข้าไปในตาของหลี่เฉิงเต๋ออย่างไม่เกรงกลัวจนเขาต้องเป็ฝ่ายหลบสายตาไปเอง
ความผิดที่เขาเคยก่อไว้มีมากแค่ไหนเ้าตัวย่อมรู้ดีที่สุด
หากเื่ในวันนี้ถูกเปิดโปงออกไปอย่าว่าแต่จะรักษาหน้าที่การงานไว้เลย เผลอๆอาจต้องถึงขั้นต้องโทษปะาชีวิตด้วยซ้ำ
ตอนนี้หลี่เฉิงเต๋อตัดสินใจเดิมพันหมดตัวเขาต้องขนของขึ้นรถให้ได้ ตราบใดที่ของถูกขนออกไปแล้วต่อให้สองคนนี้จะมีอิทธิฤทธิ์แค่ไหนก็พูดอะไรไม่ได้อีก
“พวกคุณควรจะรู้จักกาลเทศะบ้างนะ ต่างคนต่างอยู่จะดีกว่า ไม่อย่างนั้น...”
ลู่เหย่ก้าวนำขึ้นมาหนึ่งก้าว“ผมให้คุณเลือกสองทาง หนึ่งคือปล่อยพวกเราไปหรือสองคือทิ้งของพวกนี้ไว้ซะ”
“ผมไม่เลือกสักทาง!”
หลี่เฉิงเต๋อทำหน้าตาอวดดีน่าหมั่นไส้จนกำปั้นของลู่เหย่สั่นระริกด้วยความโกรธ
ชีชีรีบคว้ามือเขาไว้จนเขาสงบลงก่อนที่เธอจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างดูไร้พิษสง
“งั้นวันนี้พวกเราก็ไม่ไปไหนแล้วล่ะค่ะ รถคันนี้จะไปที่ไหนพวกเราก็จะตามไปที่นั่นด้วย”
“คุณกล้าเหรอ!”
หลี่เฉิงเต๋อกัดฟันกรอดจ้องมองชีชีหากสายตาของเขาสังหารคนได้ ชีชีคงถูกสับเป็หมื่นชิ้นไปแล้ว
“ทำไมจะไม่กล้าล่ะคะ?” มุมปากของชีชีหยักขึ้นเล็กน้อย“ทำไมคะ... หรือว่าคุณคิดจะฆ่าปิดปากพวกเรา?”
แววตาของหลี่เฉิงเต๋อยิ่งดูอำมหิตขึ้นเรื่อยๆ“ถ้าพวกคุณกล้าขึ้นรถฉันไปจริงๆ ละก็ฉันไม่รับประกันหรอกนะว่าจะได้กลับมาในสภาพที่อวัยวะครบสามสิบสองหรือเปล่า”
“ทำอะไรกันอยู่!”
เสียงตวาดกร้าวของหัวหน้าสถานีหวังดังขึ้นทำเอาหลี่เฉิงเต๋อถึงกับสะดุ้งสุดตัว
สีหน้าอำมหิตเมื่อครู่มลายหายไปในพริบตาแทนที่ด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ “หัวหน้าครับทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ?”
“ผมถามว่าพวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่!” หัวหน้าสถานีหวังไม่ได้ให้เกียรติเขาแม้แต่น้อย
หลี่เฉิงเต๋อโน้มตัวต่ำลงอีก“ก็ถึงเวลาจัดการพวกอะไหล่ที่เสียแล้วนี่ครับคนจากร้านรับซื้อของเก่าเขาก็มารับของพอดี”
“หัวหน้าหวังครับ การจะตัดสินว่าอะไหล่ชิ้นไหนเป็ของเสียควรจะมีมาตรฐานกำกับไว้ไม่ใช่หรือครับ?”
คำถามของลู่เหย่ทำให้หลี่เฉิงเต๋อใจหายวูบเขารีบชิงพูดขึ้นก่อน “หัวหน้าสบายใจได้ครับผมทำตามกฎระเบียบทุกอย่าง ไม่มีนอกลู่นอกทางแน่นอน”
ชีชีชี้ไปยังกองอะไหล่ที่เธอคัดออกมาแล้วกล่าวว่า“ของพวกนั้นยังนำกลับมาใช้ใหม่ได้ค่ะ ส่วนของที่คุณขนขึ้นรถไปแล้วส่วนใหญ่ก็ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่จะต้องทิ้งด้วยซ้ำ”
พอหัวหน้าสถานีหวังได้ยินเช่นนั้นใบหน้าก็บึ้งตึงขึ้นทันที “ไปเรียกคนจากแผนกตรวจสอบคุณภาพมาเดี๋ยวนี้!ขนของลงจากรถให้หมด แล้วทำการตรวจสอบใหม่อีกรอบ!”
แผ่นหลังของหลี่เฉิงเต๋อเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเฉียบ“คงไม่จำเป็มั้งครับ? สหายจากร้านรับซื้อเขากำลังรออยู่นะครับ”
“ก็ปล่อยให้พวกเขารอไป!”
หลี่เฉิงเต๋อคนนี้อาศัยว่ามีเส้นสายอยู่ในคณะกรรมการปฏิวัติจึงเที่ยววางอำนาจบาตรใหญ่ ย้อมแมวเอาของดีมาตีเป็ของเสียเพื่อนำไปขายกินเองไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้
หัวหน้าสถานีหวังแม้จะพอระแคะระคายอยู่บ้างแต่เพราะไม่มีหลักฐานมัดตัวจึงทำอะไรไม่ได้
วันนี้ประจวบเหมาะที่มีทั้งพยานและหลักฐานคาหนังคาเขาถึงเวลาที่เขาต้องจัดการสั่งสอนเ้าคนชั่วคนนี้เสียที
เ้าหน้าที่จากแผนกตรวจสอบคุณภาพมาถึงอย่างรวดเร็วพร้อมกับเครื่องมือวัดค่าในมือ
อะไหล่บนรถถูกขนลงมาตรวจสอบทีละชิ้นอย่างละเอียด
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปอะไหล่ที่ยังใช้งานได้กับอะไหล่ที่เสียจริงถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
ปรากฏว่าของที่เสียจริงๆมีไม่ถึงหนึ่งในสามของจำนวนทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ
หัวหน้าสถานีหวังโกรธจนตัวสั่น“ดีเหลือเกินนะหลี่เฉิงเต๋อ! นายมันเห็นแก่ตัวยักยอกของหลวงทำลายรากฐานของสังคมนิยม!
พวกเรา...มาจับตัวมันมัดเอาไว้ แล้วส่งไปโรงพักเดี๋ยวนี้!”
“หัวหน้าครับ ผมโดนใส่ร้าย! ผมไม่รู้เื่จริงๆ นะครับ!ผมมีหน้าที่แค่ขนย้ายขยะเท่านั้น เื่ตรวจสอบมันเป็หน้าที่ของแผนกตรวจคุณภาพไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย!”
เ้าหน้าจากแผนกที่ตรวจสอบคุณภาพสองคนถึงกับเหงื่อตกไม่กล้าแม้แต่จะเถียงหรือเงยหน้าขึ้นมอง
หัวหน้าสถานีหวังถลึงตาใส่พวกเขาอย่างดุดัน“พูดมา! มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“หัวหน้าหลี่ครับ... หัวหน้าหลี่เป็คนสั่งให้พวกผมทำพวกผมไม่กล้าขัดคำสั่งครับ ก่อนหน้านี้เสี่ยวหลี่ไม่ยอมทำตามที่เขาสั่งวันรุ่งขึ้นบ้านของเสี่ยวหลี่ก็โดนคนจากคณะกรรมการปฏิวัติไปรื้อค้นจนพังพินาศพวกผมกลัวครับหัวหน้า”
ั์ตาของหัวหน้าสถานีหวังเข้มขึ้นด้วยความแค้นเคือง
เมื่อความจริงกระจ่างแจ้งถึงขนาดนี้แววตาประจบสอพลอบนใบหน้าของหลี่เฉิงเต๋อก็เลือนหายไปจนหมดสิ้น
“หัวหน้าครับ...ผมขอเตือนให้คุณทำเป็หลับตาข้างหนึ่งแล้วปล่อยเื่นี้ผ่านไปซะจะดีกว่าคนที่หนุนหลังผมอยู่น่ะ คุณไม่มีปัญญาไปต่อกรกับเขาได้หรอก!”