ท่ามกลางกลุ่มควันที่ยังไม่จางหายภายใน ปราสาทดารารจนา อันรุ่งโรจน์เสียงะเิเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเหล่าบ่าวรับใช้ที่หมอบกราบอยู่กับพื้นด้วยความหวาดกลัวทว่าท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมนั้นกลับมีเสียงกระซิบอันแ่เบาแต่เต็มไปด้วยความรื่นเริงดังขึ้น
“ท่านพ่อ... ท่านพ่อขอรับ ไม่ต้องร่ายอาคมต่อแล้วข้าปิดนิมิตสดไปเรียบร้อยแล้วขอรับ!”
เมฆสิทธิ์ หรือคุณชายดาราผู้มีร่างท้วมสมบูรณ์และใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ ค่อยๆคลานออกมาจากหลังเสาปราสาทประดับโมรา เขาขยิบตาให้ ท้าววิรุฬห์จักรผู้เป็บิดาซึ่งยามนี้ยืนหอบหายใจโรยรินรังสีอาคมสีมรกตที่แผ่ออกมาเมื่อครู่เริ่มมอดดับลงตามคำบอกของลูกชาย
ท้าววิรุฬห์จักรขมวดคิ้วแน่นดวงตาพญาั์จ้องมองไปยังบุตรชายอย่างไม่วางตา ก่อนจะค่อยๆสลายอาคมอัคคีที่กำไว้ในมือทิ้งไป “เมฆสิทธิ์...เมื่อกี้เ้าบอกว่าปิดนิมิตอะไรนั่นไปแล้วรึ?”
“เรียบร้อยแล้วขอรับท่านพ่อ! แหม... เมื่อครู่ท่านพ่อร่ายรำท่า ‘ทุบธรณีสีหบัญชร’ได้สมจริงสมจังนักพลานุภาพของท่านทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญในห้องนิมิตสดถึงกับหัวใจแทบหยุดเต้น!”เมฆสิทธิ์ลุกขึ้นปัดฝุ่นตามร่างกายพลางหัวเราะร่า
“เ้าลูกคนนี้นี่!” ท้าววิรุฬห์จักรเสียงสั่นด้วยความสับสน“เมื่อครู่ข้าเกือบจะลงมือสังหารเ้าจริงๆ แล้วนะ! ข้าเห็นเ้าเอา ทรายดาริกาอันเป็สมบัติล้ำค่าของตระกูลไปเทขายประดุจเศษกรวดในราคาเพียง 5แก้วมณีรัตน์ต่อหนึ่งบาท ข้าก็เหลืออด...แต่เ้ากลับบอกว่านี่คือการแสดงละครอย่างนั้นรึ?”
“มันคือกลยุทธ์สร้างเื่ราวเพื่อกระตุ้นความ้าซื้อขอรับท่านพ่อ”เมฆสิทธิ์อธิบายพลางหยิบ ศิลาเนตรทิพย์ ขึ้นมา แล้วชูหน้าจอให้บิดาดู“ท่านพ่อดูนี่สิขอรับ ทรายดาริกาที่เราเตรียมไว้ 3 แสนชั่งบวกกับที่ข้าแอบไปขนมาจากคลังมหาสมบัติหลวงอีก 5 แสนชั่ง รวมเป็ 8 แสนชั่ง...ยามนี้ไม่เหลือแม้เพียงละอองเดียวในโกดังเลยขอรับ!”
ท้าววิรุฬห์จักรเบิกตากว้างประดุจไข่ห่าน “เ้าว่าอย่างไรนะ! 8แสนชั่ง... ขายหมดสิ้นในชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงอย่างนั้นรึ? เป็ไปได้อย่างไร! ปกติเราต้องส่งผ่าน เทวสภาศัสตราเพื่อกระจายสินค้าให้เหล่าเ้าเมืองและสำนักต่างๆกว่าจะระบายหมดต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี!”
“นั่นมันวิถีโบราณขอรับท่านพ่อยามนี้ข่ายใยมนตรามหาละลวยเชื่อมโยงทุกดวงจิตเข้าด้วยกัน”เมฆสิทธิ์ใช้นิ้วปัดหน้าจออย่างแคล่วคล่อง “ผลประกอบการรวมทั้งหมดคือ 40ล้านแก้วมณีรัตน์ ขอรับ! หลังจากหักเบี้ยอากรระบบหรือค่าธรรมเนียมให้ทางข่ายใยมนตราไปแล้วข้ายังเหลือรายได้สุทธิถึง 38 ล้านแก้วมณีรัตน์... เพียงแค่ข้ากดปลายนิ้วลงตรงนี้มหามณีรัตน์กองเท่าูเาเลากาจะมาปรากฏเบื้องหน้าท่านพ่อทันที!”
พญาั์ผู้เกรียงไกรถึงกับทรุดลงนั่งบนตั่งไม้แกะสลักอย่างหมดแรงใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากสีมรกตเข้มเป็สีซีดขาวด้วยความงุนงง “38 ล้าน...ภายในวันเดียว... นี่ข้าฝันไปหรือเปล่าเมฆสิทธิ์? ปราสาทดารารจนาของเราที่กำลังจะล้มละลายเพราะถูกเทวสภาศัสตรากดราคาบัดนี้กลับมีทรัพย์สมบัติมากกว่าการทำกิจการทรายดาริกามาทั้งสิบปีอย่างนั้นรึ?”
“ความจริงแท้แน่นอนขอรับท่านพ่อ!” เมฆสิทธิ์ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ“เห็นหรือไม่ว่าข้าไม่ได้เหลวไหลศิลาเนตรทิพย์นี้มิใช่เพียงเครื่องเล่นของพวกเทพสำรวยแต่มันคือศาสตราที่ทรงพลังที่สุดในชมพูทวีปยุคใหม่!”
ท้าววิรุฬห์จักรทอดมองบุตรชายด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปความกังขาถูกแทนที่ด้วยความเลื่อมใสในสติปัญญา “ลูกพ่อ... เ้าเติบโตขึ้นแล้วจริงๆบางทีสิ่งที่เ้าเคยบอกว่าศิลาเนตรทิพย์จะเปลี่ยนโฉมหน้าไกรลาสและลงกานั้น...อาจจะเป็ความจริงในไม่ช้านี้”
เมฆสิทธิ์ยิ้มรับก่อนจะเสนอแผนการถัดไป “ท่านพ่อขอรับข้ายังมีอีกหนึ่งความคิด ข้า้าจดทะเบียน ‘บัญชีตราตั้งสำนักเทวสภา’(เปิดบัญชีร้านค้า) ให้กับปราสาทดารารจนาของเราในข่ายใยมนตรามหาละลวยเพื่อสื่อสารกับเหล่าสาวกและลูกค้าโดยตรง ข้าเห็นว่าระบบนี้มี ตราตั้งสุพรรณบัฏ(เครื่องหมายยืนยันตัวตนทางการ) เพื่อยืนยันว่าเป็ของแท้ด้วยนะขอรับ...”
....
ในขณะเดียวกัน...ณ เทวสภาศัสตรา (สาขาภาคพื้นสมุทร เขตปกครองกรุงลงกา)
บรรยากาศภายในโถงประชุมบนยอดเขานิลกาฬ (หนึ่งในสามเขาแห่งลงกา) ห้องโถงกลางของเทวสภาศัสตรายามนี้กลับเต็มไปด้วยความเงียบสงัดอันน่าขนลุก รังสีอำนาจที่เคยแผ่ออกมาอย่างหยิ่งทะนงของเหล่าผู้าุโ และผู้าุโมุนีรัตน์ลำดับที่สามแห่งเทวสภาศัสตรา ยามนี้กลับกลายเป็ความอึดอัดรุ่มร้อน
ผู้าุโมุนีรัตน์ลำดับที่สามแห่งเทวสภาศัสตรา ผู้กุมอำนาจในการจัดเก็บและกระจายศัสตราวุธทั่วชมพูทวีปยามนี้เขากำศิลาเนตรทิพย์ในมือแน่นจนสั่นเทิ้ม ดวงตาของเขาฉายแววอาฆาตและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็นเช่นเดียวกับเหล่าผู้จัดการสาขาจากทั่วสารทิศที่นั่งเรียงรายอยู่เบื้องล่าง
“มันเกิดขึ้นได้อย่างไร... มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน!” ผู้าุโมุนีรัตน์ แผดเสียงะโจนโถงประชุมสั่นะเื“ปราสาทดารารจนาข้ามหน้าข้ามตาพวกเราไปได้อย่างไร! พวกเขากล้าขายทรายดาริกา 8 แสนชั่งโดยไม่ผ่านนายหน้าอย่างพวกเราแม้แต่ชั่งเดียว!”
เหล่าผู้จัดการต่างก้มหน้ามองพื้น ไม่มีใครกล้าปริปากจนกระทั่งผู้จัดการสาขาหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผู้าุโมุนีรัตน์ ขอรับ... แม้เื่นี้จะฟังดูเหลือเชื่อ แต่นิมิตสดเมื่อครู่เป็ประจักษ์พยานชัดเจนทรายดาริกาที่เคยอยู่ในคลังของพวกเขา บัดนี้ถูกระบายออกสู่มือผู้ชมนับแสนรายโดยตรงแล้วขอรับ”
“ข้าเองก็เพิ่งคว้ามาได้ 10 ชั่งขอรับ!”ผู้าุโอีกท่านหนึ่งกล่าวพลางชูถุงผ้าบรรจุทรายประกายระยิบระยับ“นี่คือทรายดาริกาชั้นเลิศจากปราสาทดารารจนาของแท้แน่นอนข้ากดซื้อผ่านหน้าจอคุณชายดาราเมื่อครู่...ราคาถูกกว่าที่เราตั้งขายถึงสามเท่าตัว!”
เมื่อเห็นสินค้าของจริงปรากฏตรงหน้า ความเงียบงัดก็ยิ่งดิ่งลึกลงไปอีกาุโมุนีรัตน์ลุกขึ้นเดินจงกรมไปมาด้วยความกระสับกระส่าย“สืบ!ไปสืบมาให้ได้ว่าใครเป็ผู้รังสรรค์ศิลาเนตรทิพย์และข่ายใยมนตรามหาละลวยนี้ขึ้นมา!ข้าจะสั่งปิดมันเดี๋ยวนี้!”
“ท่านผู้าุโมุนีรัตน์...โปรดระงับโทสะก่อนขอรับ” ผู้จัดการระดับสูงฝ่ายที่สนับสนุนเนตรทิพย์รีบเตือน“ศิลาเนตรทิพย์และข่ายใยมนตรานี้ ถูกส่งออกมาจาก ศาลาจตุรสมุทร... ท่านลืมไปแล้วหรือว่าอำนาจของศาลาจตุรสมุทรนั้นยิ่งใหญ่เพียงใดแม้แต่เ้ากรุงลงกาก็ยังต้องเกรงใจอีกทั้งยังมีข่าวลือว่าผู้บงการเื้ัคือพญาั์ผู้มีสิบหน้าสิบมือ...”
คำพูดนั้นทำให้ผู้าุโมุนีรัตน์ ชะงักไปชั่วครู่รังสีอำนาจของเขาลดวูบลงด้วยความหวั่นเกรงต่อบารมีของ ‘ทศกัณฐ์’แต่ความโลภและความโกรธยังคงคุกรุ่น “แล้วเราจะปล่อยให้เป็เช่นนี้รึ? หากปล่อยให้ข่ายใยมนตรานี้แพร่หลายไปใครจะยังมาซื้ออาวุธและของวิเศษผ่านเทวสภาศัสตราของเราอีก? ครั้งนี้ปราสาทดารารจนาข้ามหัวเราไปครั้งหน้าจะเป็สำนัก อาศรม หรือเมืองใดอีกล่ะ!”
“ท่านผู้าุโมุนีรัตน์ขอรับข้ากลับเห็นว่าการอุบัติขึ้นของศิลาเนตรทิพย์และข่ายใยมนตรานี้ มิใช่ภัยคุกคาม...แต่มันคือโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่์ประทานมาให้เราต่างหากขอรับ”
ผู้าุโมุนีรัตน์ขมวดคิ้ว“โอกาสรึ? เ้าหมายความว่าอย่างไรรึ?”
“่หลายวันที่ผ่านมา ข้าได้ทำการตรวจสอบข้อมูลนิมิตสดในข่ายใยมนตราอย่างละเอียด”ภารดรเริ่มอธิบายพลางชูศิลาเนตรทิพย์ของตนขึ้นมา“ยามนี้ศิลาเนตรทิพย์แพร่หลายไปทั่วทั้งสี่ทิศ ไม่ว่าจะเป็ทิศอุดร ทิศทักษิณทิศบูรพา หรือทิศประจิม คาดการณ์ว่ามีพวกผู้บำเพ็ญนักสิทธิ์ คนธรรพ์ วิทยาธร พระฤาษี และ พวกกินนร -กินรีศิลานี้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านคนแล้วขอรับ!”
“ถูกต้องขอรับ และคนเหล่านี้นิยมใช้เวลามากกว่าครึ่งวันในการ ‘ปัดชม’นิมิตต่างๆ ในข่ายใยมนตรา” ผู้าุโในห้องโถงกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง “หากเราเดินตามรอยปราสาทดารารจนาโดยการเปิดบัญชีตราตั้งสำนัก (เปิดบัญชีร้านค้า) และจัดนิมิตสดขายสินค้าของเทวสภาศัสตราที่มีอยู่ทั่วชมพูทวีป...ท่านลองจินตนาการดูเถิดขอรับ ในอดีตเราขายของได้เพียงคนในพื้นที่ใกล้เคียงแต่บัดนี้เราสามารถขายให้คนทั้งชมพูทวีปได้ในคราวเดียว! ยอดขายของเราจะพุ่งสูงกว่าเดิมไม่ต่ำกว่าสิบเท่าตัวแน่นอน!”
ดวงตาของผู้าุโมุนีรัตน์เริ่มฉายแววแห่งความโลภขึ้นมาทันที“จริงของเ้า... หากเรามีสินค้ามากกว่าและมีเครือข่ายกว้างขวางกว่าทำไมเราจะทำไม่ได้! ดี! เริ่มดำเนินการเดี๋ยวนี้เราจะเปิดการค้าในข่ายใยมนตรามหาละลวยั้แ่วันนี้เป็ต้นไป!”
“แต่ท่านผู้าุโมุนีรัตน์ขอรับ...”ผู้าุโที่ปรึกษาเอ่ยขัดเบาๆ “การจะนิมิตสดเพื่อขายสินค้านั้นระบบกำหนดว่าเราต้องมี ‘สาวก’ หรือผู้ติดตามครบหนึ่งพันคนเสียก่อนเราจะไปหาคนจำนวนมากขนาดนั้นมาจากไหนในเวลาอันสั้นขอรับ?”
ผู้าุโมุนีรัตน์หัวเราะร่าอย่างมั่นใจ“เื่นั้นง่ายดายนัก! เรามีสาขาของเทวสภาศัสตราอยู่ทุกหัวเมืองมิใช่หรือ? สั่งการลงไปให้ทุกสาขาติดตั้งป้ายอาคมข่ายใยมนตราไว้หน้าประตูใครที่เข้ามากดติดตามบัญชีของเรา จะได้รับส่วนลดทันทีหนึ่งในสิบส่วน!ข้าเชื่อว่าไม่ถึงราตรีเดียว สาวกเราจะพุ่งทะลุพันคนแน่นอน!”
“อีกทั้งเรายังมีศิษย์และบริวารในเทวสภาศัสตรานับหมื่นคนสั่งให้ทุกคนพกศิลาเนตรทิพย์และกดติดตามบัญชีหลักของเทวสภาศัสตราเสียใครไม่ทำตามจะถูกตัดเบี้ยำาญ!เพียงเท่านี้เราก็จะมีกองทัพสาวกที่แข็งแกร่งที่สุดในข่ายใยมนตราแล้ว!”
เมื่อได้ยินแผนการอันแยบยล เหล่าผู้าุโและผู้จัดการต่างพากันโห่ร้องยินดียามนี้ มิใช่เพียงปราสาทดารารจนาที่รอดพ้นจากการล้มละลาย แต่เทวสภาและอาศรมน้อยใหญ่ทั่วชมพูทวีปต่างเริ่มได้กลิ่นอายของเม็ดเงินมหาศาลบัญชีตราตั้งสำนัก(เปิดบัญชีร้านค้า) ต่างๆเริ่มผุดขึ้นประดุจดอกเห็ดหลังฝนชุก สร้างความคึกคักและสีสันที่หลากหลายให้กับโลกแห่งข่ายใยมนตรามหาละลวยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน...