บุรุษผู้นั้นมองซูอี้หว่านบรรจงแกะปูกินปู จากนั้นก็ประกอบปูตัวเดิมกลับไปดังเดิม ทุกท่วงท่าล้วนราบรื่นดุจสายน้ำไร้ร่องรอยว่าปูตัวนั้นถูกผู้ใดลิ้มรส
เขาหารู้ไม่ว่านั่นคือความชอบส่วนตัวของซูอี้หว่านเมื่อเห็นเข้าก็ถึงกับตะลึงลาน
เขาพยายามเลียนแบบเปิดกระดองปูออกมองปูขนตรงหน้าด้วยความสับสน
สิ่งนี้กินได้จริงหรือ?
บุรุษผู้นั้นส่ายหน้ากุมท้องที่เริ่มส่งเสียงร้องประท้วง ตัดสินใจเด็ดขาปูมากัดกินทว่าก็ต้องพ่นออกมาในทันที
"ฮ่าๆๆ ท่านไม่รู้วิธีกินเสียแล้วกระมัง?"
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงประหลาดใจดังขึ้นในหูเมื่อหันไปก็เห็นซูอี้โจวที่ไม่รู้ว่ามานั่งข้างกายเขาั้แ่เมื่อใดกำลังใช้มือหยิบปูขนมาแกะขาอย่างคล่องแคล่ว
"ดูสิ ต้องทำเช่นนี้"
กล่าวจบซูอี้โจวก็พับขาปูเป็สองทบ ใช้ปลายด้านเล็กแทงเข้าไปก็เห็นเนื้อปูทะลักออกมาโดยง่าย เขาจึงนำเข้าปาก
จากนั้นก็เห็นเขานิ้วชี้ไปยังสี่ส่วนอธิบายให้บุรุษผู้นั้นฟัง "กระเพาะปู เหงือกปูหัวใจปู และลำไส้ปู สี่ส่วนนี้กินไม่ได้ ทิ้งไปได้เลย ปูทุกตัวเป็เช่นนี้"
"มาๆ ท่านลองชิมไข่ปูดู ปูขน สิ่งที่เลิศรสที่สุดก็คือเ้านี่!!"
ถึงแม้ในใจบุรุษผู้นั้นจะเต็มไปด้วยความสงสัยแต่ก็ยังเชื่อฟัง กินไข่ปูเข้าไปคำหนึ่ง
เป็ดังคาดรสชาติความอร่อยล้ำที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนก็อบอวลทั่วปากทำให้เขารู้สึกว่าลิ้นแทบจะถูกกลืนลงท้องไปพร้อมกับด้วยซ้ำ
บุรุษผู้นั้นอดไม่ได้ที่จะมองซูอี้หว่านไม่คิดเลยว่านางจะมีฝีมือในการปรุงอาหารที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้
"เป็อย่างไร? เรียนรู้จากพี่ชายให้เยอะๆ เข้าล่ะ!"
ซูอี้โจวมองบุรุษผู้นั้นที่เริ่มเลียนแบบวิธีกินอย่างเอร็ดอร่อยก็รู้สึกภาคภูมิใจยิ่งนัก "ท่านลองน้ำจิ้มนี้ดูอีกทีเนื้อปูจิ้มกับสิ่งนี้ก็อร่อยมาก!"
ไม่นานนักสองบุรุษก็แข่งกันกินอย่างไม่ยอมน้อยหน้าใคร
ซูอี้หว่านมองดูท่าทางของพวกเขาก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ
ด้วยปริมาณการกินของบุรุษร่างใหญ่สองคนนี้ประมาณว่าหม้อใหญ่ๆ นี้คงพอให้พวกเขาอิ่มได้แค่ครึ่งเดียว
ซูอี้หว่านเห็นพวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อยจึงลุกขึ้นไปนึ่งอีกหม้อ
สภาพที่นี่ค่อนข้างอัตคัดขัดสนนางก็ไม่สามารถเสกหาวัตถุดิบขึ้นมาได้ มิเช่นนั้นหากทำให้ผู้อื่นสงสัยเกรงว่าจะต้องเผชิญกับเคราะห์ภัยแล้ว
ช่างเถิดรอจนถึงเมืองอวิ๋นทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง
ซูอี้หว่านปลอบใจตัวเองพลางคอยเติมฟืนใส่เตาอบดินเป็ระยะๆสายตาก็เหลือบไปมองต้นไม้ใหญ่ที่ไม่ไกลออกไปนักอย่างตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง
ในเวลานี้สองแม่ลูกซูไท่ไท่ที่หลบอยู่หลังต้นไม้แทบจะยืนจนขาแข็งไปหมดแล้ว
"เกิดอะไรขึ้น? เ้าแมลงหนีบคนนั่นกินได้จริงๆ หรือ?"
ไม่รู้ว่าเป็เพราะอดอยากมานานเกินไปหรือกลิ่นหอมของปูขนนั้นร้ายกาจเกินไป ถึงแม้จะอยู่ห่างกันพอสมควรซูฉงกวงก็ยังคงได้กลิ่นหอมนั้นอยู่ดี
เขาไม่ได้ลิ้มรสเนื้อมานานเท่าไรแล้ว!
ดวงตาของซูฉงกวงวาบประกายสีเขียวหวังจะพุ่งออกไปแย่งของกินจากซูอี้หว่านและพวก
แต่โชคดีที่สติของเขายังคงอยู่จึงไม่ได้ทำอะไรโดยพลการ เพียงแต่หันไปมองซูไท่ไท่
"มองอะไร? หากสิ่งนั้นกินได้ป่านนี้คงไม่มีใครปล่อยให้เหลือหรอกกระมัง? ข้าว่านางแพศยาน้อยนั่นต้องหิวจนตาลายไปแล้วอย่าว่าแต่กินแมลงหนีบคนเลย ตอนนี้ต่อให้เป็ดินขาวนางก็กล้ากินเข้าไป! ถุย!มิกลัวถูกพิษสังหารหรืออย่างไร!"
"ครอบครัวต่ำช้า กินแม้กระทั่งแมลงหนีบคน ตายๆ ไปเสียก็ดีจะได้ไม่ต้องให้พวกเราลำบาก!"
ซูไท่ไท่นึกถึงเื่ที่ถูกซูอี้หว่านและพวกสั่งสอนไปก่อนหน้านี้ก็แค้นเคืองจนอยากจะกลืนกิน เสียงด่าทอจึงดังไม่หยุดปาก กลิ่นหอมนั้นราวกับมือเล็กๆ มาเขี่ยยั่วในใจนาง ทว่าต่อหน้าซูฉงกวงนางยังต้องรักษาภาพลักษณ์ของผู้าุโไว้
"แล้วพวกเราจะเอาแต่รอแบบนี้หรือ?"
ซูฉงกวงฟังคำด่าทอของซูไท่ไท่ลูบท้องที่ส่งเสียงร้องดัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
เอาแต่นั่งรอแบบนี้จะต้องรอไปอีกนานเท่าไรไม่ต้องรอให้ซูอี้หว่านและพวกกินแมลงหนีบคนแล้วเกิดอาการเป็พิษเขาก็ทนไม่ไหวแล้ว!
"ท่านแม่ ท่านจะลงมือเมื่อไร?"
ซูฉงกวงเอ่ยอย่างหมดความอดทนเขารู้สึกว่าตอนนี้ต่อให้เป็เปลือกไม้เขาก็ยังกินลง
ซูไท่ไท่เห็นซูอี้หว่านยกหม้อปูขนหอมกรุ่นออกมาอีกหม้อปูสีแดงตัวใหญ่ๆ ดูน่าลิ้มลองเป็อย่างมาก ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอ
"รอต่อไป! ข้าไม่เชื่อหรอก!"
ซูไท่ไท่และบุตรชายคนโตได้หารือกันแล้วว่าจะฉวยโอกาสตอนที่ซูอี้หว่านและทั้งครอบครัวกินแมลงหนีบคนแล้วเกิดอาการท้องเสียลงมือบุกเข้าไปในโรงฟืนจับตัวพวกเขาทั้งหมด
ครั้งนี้พวกเขาฉลาดขึ้นตั้งใจว่าจะจับมัดไว้ก่อน ปล้นเอาเงินทองทั้งหมดบนตัวพวกเขาทั้งสามคนจากนั้นก็เอาป้ายประจำตัว รีบขายพวกเขาทั้งเป็ในตอนที่ยังมีลมหายใจ
ชายจะขายไปเป็แรงงานทาสหญิงจะขายเข้าหอคณิกาเมื่อถึงตอนนั้นครอบครัวสามคนนั้นจะเป็ตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่เกี่ยวกับตระกูลซูของพวกเขาแล้ว!
นึกถึงเงินสีทองที่กำลังจะมาอยู่ในมือซูไท่ไท่ก็เบิกตากว้างขึ้นมา
เพียงแต่จินตนาการนั้นสวยงามทว่าความจริงกลับโหดร้ายเกินไป มองครอบครัวซูอี้หว่านกินกันอย่างเอร็ดอร่อยพวกเขากลับทำได้เพียงทนทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่ซูไท่ไท่และซูฉงกวงต่างก็กัดฟันด้วยความโกรธ
น่าเสียดายที่พวกเขารอแล้วรอเล่าก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ กลับเห็นพวกเขารวบรวมเปลือกปูที่กินแล้วอย่างเรียบร้อยลุกขึ้นจะกลับเข้าไปพักผ่อนในห้อง
"เกิดอะไรขึ้น? นานขนาดนี้แล้วยังไม่เป็พิษอีก?"
ซูไท่ไท่ขยี้ตาไม่เชื่อในสิ่งที่เห็น
"หรือว่าเ้าแมลงหนีบคนนั่นมันไม่มีพิษ?"
ในเวลานี้ซูฉงกวงเริ่มลังเลเขารู้สึกว่าคำพูดของซูไท่ไท่ก่อนหน้านี้ฟังไม่ขึ้นถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้จะไม่มีใครกินแมลงหนีบคนแต่ก็ไม่มีใครเคยบอกว่าสิ่งนี้จะทำให้คนตายเสียหน่อย!
"เป็ไปไม่ได้! ต้องเป็เพราะยังไม่ออกฤทธิ์เท่านั้น! รอต่อไปอย่าเพิ่งตื่นตูม!"
ซูไท่ไท่เห็นบุตรชายคนโตเริ่มใจร้อนก็อดไม่ได้ที่จะดุด่า
"ก็แค่ยังไม่ถึงเวลา เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เ้าก็จะได้เห็นจุดจบของพวกมัน!!"
ซูฉงกวงได้ยินซูไท่ไท่พูดอย่างหนักแน่นเช่นนั้นก็ไม่พูดอะไรอีกได้แต่หมอบรออยู่ที่เดิม น่าเสียดายที่เขารอแล้วรอเล่าก็ไม่เห็นครอบครัวซูอี้หว่านเป็อะไรไปเลย
กลับกันผู้คนจำนวนมากเมื่อเห็นครอบครัวซูอี้หว่านกินปูขนแล้วปลอดภัยดีต่างก็พากันเดินไปยังดงอ้อผืนนั้น
ก่อนหน้านี้บางคนเห็นซูอี้หว่านและพวกจับปูก็คิดว่าพวกเขาหิวจนตาลายแล้ว ยอมเสี่ยงถูกหนีบเพื่อจับแมลงที่ไร้ประโยชน์พวกนั้นมันเป็การเสียแรงเปล่าโดยแท้
ทว่าในตอนนี้เมื่อเห็นพวกเขาไม่เพียงแต่กินอิ่มท้องแถมยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ผู้คนจำนวนไม่น้อยจึงเลียนแบบตาม
คนพวกนี้มีความกระตือรือร้นอย่างมากไม่นานก็จับมาได้ไม่น้อย เลียนแบบวิธีของซูอี้หว่านนำไปนึ่งรอจนกระทั่งเปลือกปูเปลี่ยนจากสีเขียวเป็สีแดง ก็อดรนทนไม่ได้ที่จะเริ่มกิน
เพราะพวกเขาคอยสังเกตซูอี้หว่านและพวกอยู่ตลอดจึงรู้วิธีแกะปูและกินเนื้อปู
บางคนก็อดใจรอไม่ไหวรีบแกะออกมา เอาลิ้นเลียไข่ปู ไม่นานก็ส่งเสียงร้องอุทานออกมา
"์! นี่มันอะไรกัน ทำไมถึงอร่อยเช่นนี้!ในชีวิตข้าไม่เคยกินอาหารที่อร่อยเช่นนี้มาก่อน!"
ซูไท่ไท่และซูฉงกวงได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะสบตากันสายตาเต็มไปด้วยความงงงัน