เสียงกริ่งดังขึ้นสองครั้ง จอห์นเทรวิส เอื้อมไปหยิบหูโทรศัพท์ที่แขวนอยู่ข้างผนังกดปุ่มเปิดสายตรงเข้าสู่ส่วนหัวของเครื่องบินรับฟังข้อความอยู่เงียบๆ เป็ครู่ แล้วจึงได้หันมาพูดกับทุกคน
“เราเตรียมบินลงแล้วนักบินสั่งให้รัดเข็มขัด”
คิทหันกลับมาจากหน้าต่างลดขาลงควานหารองเท้า จากปลายหางตาเธอทันเห็นชิพ ฟรีแมนที่กระดกเหล้าอึกสุดท้ายเข้าปาก รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นเมื่อคิดถึงว่าชิพกําลังใช้เหล้าย้อมใจให้เกิดความกล้าขึ้นเท่านั้น
เธอหยิบเข็มขัดที่ติดอยู่กับเบาะขึ้นมาคาดขณะชิพเดินไปยังที่นั่งซึ่งติดกับพอล่า ใบหน้าเผือดซีด สายตามองตรงไปข้างหน้าไม่ได้เหลียวซ้ายแลขวาเลยแม้แต่น้อย จึงไม่ทันเห็นยิ้มที่คิทส่งไปให้อย่างปลอบใจ
“น่าเห็นใจชิพจัง”
เธอพูดเบาๆ กับจอห์น เทรวิส
“ท่าทางตอนนี้เหมือน้ายาระงับประสาทที่จริงคุณน่าจะชวนเขาคุยเื่หนังไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะลงถึงพื้นดินนะ”
“เดี๋ยวก็ถึงแล้วละน่า”
เขาตวัดสายตามองไปทางชิพอย่างขบขัน
“รับรองว่าเขาต้องทําได้โตเป็ผู้ใหญ่แล้วนี่”
ที่จริงจอห์น เทรวิสก็พูดไม่ผิดหรอก...คิทครุ่นคิดเงียบๆ อยู่ในใจ ถ้าจะว่าไปแล้ว ชาร์ลส์หรือที่ทุกคนเรียกเขา “ชิพ ฟรีแมน” นั้นท่าทางเหมือนเด็กที่ตัวโตเท่าผู้ใหญ่มากกว่า เพราะนอกจากเขาจะตื่นกลัวกับการนั่งเครื่องบินแล้วเขาก็มีรูปร่างใหญ่โตจะดูเป็เด็กก็ไม่ใช่ ผู้ใหญ่ก็ไม่เชิงแต่ถ้าจะพูดถึงเื่สติปัญญาแล้ว ชิพเป็อัจฉริยะทีเดียวมีทั้งความคิดสร้างสรรค์และความตั้งใจที่มุ่งมั่นอยู่กับการทํางานอย่างมากมาย
ชิพกับเธอดูจะไม่แตกต่างกันเท่าไรนักหลังจากที่ต่อสู้ดิ้นรนมาเป็เวลาหลายปี เขาก็สร้างภาพยนตร์เื่แรกขึ้นโดยมีดาราใหญ่เข้าร่วมแสดงด้วยหลายคนและยังมีเงินที่ใช้ในการลงทุนเพื่อการถ่ายทําอีกถึงห้าสิบล้านเหรียญ
อย่างไรก็ตามข่าวที่ประกาศออกมาว่าเขาได้ขึ้นมาอยู่ในตําแหน่งผู้อํานวยการสร้างดูจะสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนในวงการภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดไม่น้อยและที่ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเป็คนเขียนบทภาพยนตร์เื่ “ไว้ท์ ไล”ซึ่งทุกบททุกตอนล้วนแต่น่าสนใจติดตามและมีผู้สนใจที่จะสั่งซื้อภาพยนตร์เื่นั้นไปฉายซึ่งทําให้ฝ่ายจัดจําหน่ายมองเห็นลู่ทางว่ามันจะเป็ “หนังทําเงิน”อย่างไม่ต้องสงสัย แม้ว่าก่อนหน้านั้นภาพยนตร์ที่เขาเป็ผู้กำกับจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบและไม่ประสบความสําเร็จในทรรศนะของชาวฮอลลีวู้ดมาก่อนก็ตาม
แต่สําหรับทรรศนะของคิทแล้วอนาคตในวงการภาพยนตร์ของเธอจะรุ่งโรจน์ได้ก็ด้วยฝีมือของชิพเท่านั้นแม้ว่าความสันทัดจัดเจนของเธอในวงการนี้จะยังน้อยอยู่มากก็ตาม
เธอร่วมงานกับเขามาเมื่อเจ็ดปีก่อนในละครเวทีเื่ “เดอะ กลาส แม็จเนจเจรี่”เป็เื่ราวที่สนุกสนานให้ความบันเทิงใจแก่ผู้ชมอย่างมาก และเมื่อการสิ้นสุดลงทุกคนก็ต้องปรบมือให้ว่าเขาเป็ผู้ที่มีฝีมืออย่างแท้จริง
ดังนั้นกับภาพยนตร์เื่ที่กําลังจะถ่ายทําต่อไปนี้ย่อมเป็โอกาสที่เขาจะพิสูจน์ฝีมือให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงความเป็อัจฉริยะและแน่นอนที่เขาจะต้องก้าวขึ้นมาสู่ความมีชื่อเสียงเช่นที่สมควรจะได้รับเมื่อคิดมาถึงตรงนี้ คิทก็ดีใจกับเขาเช่นเดียวกับที่ดีใจกับตัวเองมาตลอด
เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มกึกก้องเมื่อเครื่องเริ่มลดเพดานบิน สีหน้าของชิพเผือดซีดลงกว่าเดิมเกาะแขนเก้าอี้ไว้แน่นพอล่าตบหลังมือเขาเบาๆอย่างปลอบใจชิพจึงถือเป็โอกาสที่จะเกาะกุมมือเธอไว้ตลอดเวลาเมื่อไม่มีทางจะดึงมือให้หลุดจากการเกาะกุมนั้นได้พอล่าก็หันมามองหน้าคิทส่ายศีรษะอย่างอ่อนใจกับความตื่นกลัวของผู้ชายคนนี้
แต่การแสดงออกดังกล่าวมันก็อดทําให้คิทสงสัยในความสัมพันธ์ระหว่างพอล่ากับชิพไม่ได้ บางครั้งสองคนนี้จะคุยกันราวพี่ชายกับน้องสาวบางครั้งก็ดูเหมือนเพื่อนที่ดีต่อกันอย่างที่สุดแต่หลายครั้งที่เธออดสงสัยไม่ได้ว่าทั้งสองจะเป็คู่รักกันมันก็ออกจะเป็เื่น่าแปลกอยู่เหมือนกันที่เธอมิได้ล่วงรู้ในเื่นี้ท่าจะว่าไปแล้วคิทถือว่าในฮอลลีวู้ดพอล่าเป็เพื่อนที่ดีที่สุดของเธอโดยเฉพาะตลอดเวลาสามปีที่เธอกับพอล่าต้องทํางานร่วมกันใน“วินด์ส ออฟ เดสตินี่”
“คุณจะจับมือผมไว้หน่อยไหมล่ะ”
จอห์น เทรวิส เอียงหน้าเข้ามาถาม
“ถามทําไมหรือว่าคุณก็กลัวกับเขาด้วย”
คิทถามยิ้มๆ รู้ดีว่าที่เขาพูดนั้นมันหมายถึงอะไร
“ก็อาจเป็ได้นะ”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงอ้อยอิ่ง
“ถ้าคุณเป็ยังงั้นละก็ฉันว่าหมูมีปีกบินได้แน่”
แต่กระนั้นเธอก็ยังสอดประสานมือเข้ากับเขาอยู่ดีรู้สึกอบอุ่นใจไม่น้อยที่ได้นั่งจับมือกันไว้อย่างนี้
ที่โต๊ะทํางาน อีวอน เดวิส สอดกระดาษที่จดบันทึกข้อความแผ่นสุดท้ายลงในกระเป๋าหนังจระเข้สีดําและกดปิดลงมัวรี่ โรส กวาดถั่วในจานมาทั้งหมดแล้วก็นั่งเอนหลังพิงพนักกินถั่วอย่างสบายอารมณ์ขาที่ค่อนข้างสั้นแทบจะไม่แตะพื้นเสียด้วยซ้ำเรือนผมสีน้ำตาลแกมเทายุ่งเหยิงตามแบบของเขา
มัวรี่ โรส เป็ผู้ชายที่ค่อนข้างพิถีพิถันในเื่การแต่งตัวเสื้อผ้าทุกชุดของเขาจะประกอบด้วยสามชิ้น และมักจะเป็ผ้ามันอย่างเช่นผ้าชาร์คสกินแต่แม้เสื้อกั๊กตัวนอกจะตัดให้ฟิตสักแค่ไหนก็ยังมองเห็นได้ชัดว่าน้ำหนักตัวของเขาเกินขนาดอยู่ไม่น้อยกว่าสามสิบปอนด์อยู่ดีแม้ว่าเขาจะใช้สายคาดเพื่อช่วยรัดส่วนหน้าท้องไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ก็ตาม
“อ้อ...แล้วก็อย่าลืมจดด้วยนะว่าจะต้องเชิญผู้สื่อข่าวจากหนังสือพิมพ์พีเพิลมาร่วมด้วย”
มัวรี่ทําเสียงสั่ง
“ผมไม่อยากให้พวกเขาเข้าใจผิดเื่ปาป้าราสโซ่เข้าใจไหม”
“อยู่ในรายชื่อเรียบร้อยแล้วละค่ะคุณโรส”
เ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ซึ่งมีเชื้อสายเท็กซัสตอบเสียงขุ่นออกจะรําคาญใจมัวรี่ โรส ทําราวกับว่าเธอไม่รู้หน้าที่ของตนเอง
“ฉันเชิญให้เขามาร่วมงานคืนนี้เสียด้วยซ้ำ”
แต่มัวรี่หนังหนาเกินกว่าที่จะรู้สึกถึงน้ำเสียงห้วนๆของเธอได้ อีวอน เดวิส จึงหันไปทางคิท
“นานเท่าไหร่แล้วนี่ที่เธอไม่ได้กลับมาแอสเพน”
เธอมีเจตนาจะเปลี่ยนเื่พูดมากกว่าอย่างอื่น
“ถ้าที่ถามนี่หมายถึงว่านอกเหนือจากที่กลับมาเยี่ยมบ้านบ้างเป็ครั้งคราว แล้วก็พักอยู่เพียง่สั้นๆแล้วละก็...หลายปีเหมือนกัน”
คิทตอบอย่างยอมรับในความเป็จริง
“ที่จริงฉันก็วางแผนมาตลอดนั่นแหละแต่เป็เพราะเวลา เงิน หรือไม่บางครั้งก็สถานการณ์มันไม่อนุญาตให้”
“ฉันเข้าใจที่เธอพูดดี”
อีวอนพยักหน้ารับ
“ตอนที่ฉันออกเดินทางมาจากฮิวสตั้นฉันก็คิดอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องกลับไปเยี่ยมบ้านในทอมบอลล์ทุกปีเหมือนกันแต่ตลอดเวลาสิบหกปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้กลับไปจริงๆ เพียงแค่สี่ครั้งเท่านั้นคนเราเมื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่มันมีภารกิจยุ่งเหยิงที่จะต้องจัดทําแทบจะลืมชีวิตเก่าไปเลยด้วยซ้ำ ฉันน่ะไม่อยากคิดเลยนะว่าเมื่อถึงเวลานี้ต้องเสียเพื่อนดีๆ ไปตั้งกี่คนแต่มันก็เป็เื่ที่ช่วยไม่ได้จริงๆ”
เธอวางกระเป๋าลงกับพื้นใกล้ตัว
“ฉันก็ว่ายังงั้น”
คิทครุ่นคํานึงไปถึงแองจี้ มาร์ตินเพื่อนรักที่เรียนร่วมโรงเรียนเดียวกันมา และออกเสียใจไม่น้อยเพราะสมัยก่อนเคยคุยโทรศัพท์กันชนิดมาราธอนก็ว่าได้ แต่พอคิทย้ายไปอยู่แอลเอ ความััก็เริ่มห่างเหินไป
เมื่อตอนที่พ่อตายแองจี้ได้มาร่วมในพิธีฝังศพด้วย แต่ก็มีโอกาสพูดคุยกันไม่กี่คําแต่ครั้งนี้...ในการเดินทางเที่ยวนี้เธอจะไม่ยอมให้เหตุการณ์เช่นนั้นเกิดขึ้นอีกเพราะเธอกับแองจี้จะต้องมีเื่นินทาอดีตสามีของแองจี้ที่เพิ่งหย่าขาดกันไปคิทพยายามทบทวนความทรงจําว่าสามีคนใหม่ของแองจี้ชื่ออะไรเมื่อนึกไม่ออกก็อดยิ้มอย่างนึกขำตัวเองไม่ได้
“เธอรู้ตัวหรือเปล่าคิท...”
เสียงอีวอนขัดจังหวะความคิดของเธอลง
“ว่าเวลานี้น่ะเธออยู่ในความฝันของใครทุกคนในเมื่อเธอเดินทางกลับบ้านอย่างคนที่ประสบความสําเร็จมากมายขนาดนี้คิดดูสิ...เวลานี้น่ะเธอคือคิท มาสเตอร์ส ดาราดังของฮอลลีวู้ดไปแล้วนะ”
คําพูดประโยคนั้นทําให้คิทหัวเราะออกมาอย่างขบขัน
“จะยอกันมากเกินไปหน่อยละมั้งอีวอนฉันน่ะมันแค่นักแสดงฝึกหัดเท่านั้นละ และสําหรับหนังเื่ใหม่นี่มันก็ยังไม่ได้ถ่ายทําเสียด้วยซ้ำ”
“มันอาจจะเป็ยังงั้นก็จริง...แต่ฮันนี่...ฉันน่ะได้อ่านสคริพท์แล้วแล้วก็ได้เห็นการซ้อมหน้ากล้องของเธอมาแล้วด้วยเธอน่ะทําให้ฉันถึงกับตะลึงเชียวนะคิด มาสเตอร์ส”
อีวอนชะโงกหน้าเข้ามาพูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
“รับรองว่าเมื่อหนังเื่นี้ออกฉายเธอจะเป็ดาวดวงใหม่ที่พุ่งแรง ชนิดที่คนข้างหลังไม่เห็นฝุ่นเลยละ”
คิทถึงกับจ้องมองหน้าเพื่อนร่วมงานตาค้างอยู่นึกไม่ถึงว่าอีวอนจะพูดจาอย่างจริงจังและมั่นใจขนาดนั้นมันทําให้เธอนึกไปถึงคําพูดของโนแลน วอล์คเกอร์ ซึ่งเป็ผู้กํากับของจอห์น เทรวิสซึ่งก็พูดอะไรทํานองเดียวกันนี้ แต่ตอนนั้นเธอเพียงแต่ยักไหล่อย่างไม่สนใจคิดเอาเองว่าเป็เพราะโนแลน วอล์คเกอร์ อยากจะให้งานชิ้นตรงหน้าเสร็จๆ ไปเท่านั้นดังนั้นจึงไม่ได้ยึดถือจริงจังกับคําพูดของเขาเท่าไรนัก
แต่ขณะนี้ คําพูดของอีวอนดูราวจะส่งเสริมความจริงในเื่นี้ให้แข็งแรงขึ้นมันทําให้คิทต้องคิดต่อไปว่า ไม่ว่าภาพยนตร์ที่กําลังจะถ่ายทําที่ดีหรือเลวแค่ไหนมันก็สามารถส่งเธอขึ้นมาเป็ดาวดวงใหม่ได้อย่างไม่ต้องสงสัยเธอรอเวลาที่จะได้ััความตื่นเต้นที่จะเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้ยินคําทํานายทํานองเดียวกันนี้มาถึงสองครั้งสองคราและความปลาบปลื้มยินดีก็เกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้
แต่ถึงอย่างไรคิทก็พยายามบอกตัวเองอยู่ว่าชื่อเสียงเกียรติยศนั้นไม่ใช่เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของเธอเธอเพียงแต่้าแสดงในบทที่ตนพอใจเท่านั้น แต่กระนั้นก็ยังอดนึกถึงความตื่นเต้นเมื่อได้อ่านสคริพท์เื่นี้ครั้งแรกไม่ได้
ตอนนั้นเธออยู่ที่สตูดิโอถ่ายทําภาพยนตร์เื่
“วินด์ส ออฟ เดสตินี่”
ซึ่งมีความยาวตอนละหนึ่งชั่วโมงอยู่