Lineage Of Monarch (สายเลือดแห่งราชันย์)

    Scene 3: คฤหาสน์ตระกูลกูเรียน


    ศาสตราเวท คือชื่อเรียกของสิ่งประดิษฐ์จำพวกอาวุธหลายประเภทรวมกัน ไม่ปรากฏแน่ชัดในบันทึกของประวัติศาสตร์ว่าถูกริเริ่มมาตั้งแต่สมัยใด แต่เชื่อกันว่าเป็นที่นิยมกันในหลังยุคสมัยของราชันย์ผู้โดดเดี่ยว เนื่องจากคำสาปที่ทำให้มนุษย์ไม่สามารถหยิบยืมพลังเวทจากธรรมชาติได้เหมือนแต่ในอดีต จึงมีการสร้างสรรค์อาวุธต่างเหล่านี้ขึ้นมาภายหลัง เพื่อทำให้มนุษย์ธรรมดายังคงสามารถใช้พลังเวทได้เหมือนครั้งก่อน

    มีเพียงสายเลือดบริสุทธิ์กับนักเวทที่พ้นขีดจำกัดของสายเลือดเท่านั้น ถึงจะสามารถสร้างศาสตราเวทขึ้นมาได้ โดยที่อาวุธต่างๆเหล่านั้นจะมีแกนกลางของพลังเวทสถิตอยู่ จะมากหรือน้อยนั้นขึ้นกับความสามารถของผู้สร้าง
    กลุ่มสายเลือดบริสุทธิ์คือพวกลูกหลานของเหล่าราชวงศ์ผู้ก่อตั้ง สายเลือดที่หลงเหลืออยู่น้อยนิดในปัจจุบันนี้ พวกเขายังสามารถหยิบยืมพลังเวทจากธรรมชาติโดยไม่ถูกกีดกั้นจากคำสาปของราชันย์ผู้โดดเดี่ยว ทำให้พวกเขาคงเหลือความสามารถที่ได้จากบรรพบุรุษ คือมอบพลังเวทให้กับอาวุธได้เพียงแค่สัมผัส แต่คุณสมบัติของศาสตราเวทที่ถูกสร้างก็มักจะด้อยค่าลง หรือมีพลังเวทหลงเหลืออยู่น้อยนิด ตามสายเลือดที่เจือจางลงตามกาลเวลานับหมื่นปี
    ส่วนนักเวทที่พ้นขีดจำกัดทางสายเลือดนั้น จากบันทึกในประวัติศาสตร์ตลอดหมื่นปี สามารถนับคนพวกนี้ได้เพียงแค่มือเดียว สองคนในนั้นคือ กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ผู้ก่อต้อง ผู้รวบรวบดินแดนสีน้ำตาลเป็นปึกแผ่น กับอีกคนคือ ราชันย์ผู้โดดเดี่ยว กษัตริย์คนสุดท้ายของราชวงศ์ จัดอยู่ในสายเลือดบริสุทธิ์ที่พ้นขีดจำกัดของสายเลือดตนไปอีกขั้น เป็นกลุ่มพิเศษกว่าปกติ และอีกสามที่ยังไม่ถูกเปิดเผยในหน้าประวัติศาสตร์นั้น ว่ากันว่าสามคนที่เหลือนี้เป็นเพียงแค่มนุษย์ธรรมดาทั่วไป ไม่มีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ผู้ก่อตั้ง แสดงให้เห็นว่าไม่จำเป็นต้องเกี่ยวพันธุ์กับสายเลือดบริสุทธ์เท่านั้น
    ศาสตราเวทที่ถูกสร้างสรรค์โดยผู้ที่พ้นขีดจำกัดทางสายเลือดนั้น เชื่อว่าคืออาวุธที่มีพลังเวทมากที่สุดในบรรดาศาสตราทั้งหลายบนแผ่นดิน ไม่มีสิ่งประดิษฐ์ไหนเทียบเท่า ในบันประวัติศาสตร์ศาสตราเวทถูกออกแบ่งออกถึง 7 ระดับ คือ ศาสตราเวทริเริ่ม ศาสตราเวทปกครอง ศาสตราเวทสงคราม ศาสตราเวทพิพากษา ศาสตราเวทตำนาน ศาสตราเวทโบราณ และศาสตราเวทศักดิ์สิทธิ์ ปัจจุบันศาสตราเวทที่ถูกค้นพบและบันทึกไว้ มีถึงระดับพิพากษาเท่านั้น ส่วนระดับที่เหลือเป็นความเชื่อที่ส่งต่อทอดๆกันมาตั้งแต่อดีตเท่านั้น ยังไม่ปรากฏหลักฐาน
    ทางฝั่งตะวันตกของย่านการค้าเมืองการากัส เป็นบริเวณที่ตั้งของคฤหาสน์ตระกูลกูเรียน 1ใน4ตระกูลใหญ่ของเมืองการากัส ตระกูลกูเรียนขึ้นชื่อในเรื่องการค้าขายเป็นส่วนใหญ่ มีพื้นที่ในการเช่ายืมในการขนส่งและพักสินค้าตามท่าเรือแม่น้ำซอช รวมไปถึงย่านการค้าบริเวณปราสาทไมอาก็เป็นกรรมสิทธิ์ถือครองของพวกเขา จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าตระกูลกูเรียนเป็นผู้มีอิทธิพลกลายๆของเมืองการากัสไปแล้ว
    คฤหาสน์ขนาดใหญ่กินพื้นที่หลายพันตารางวา ประดับตกแต่งวิจิตรงดงามสมฐานะของตระกูลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเมือง บริเวณภายนอกไปด้วยสีเขียวของผืนหญ้าและสวนขนาดใหญ่อันกว้างขวาง ถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงที่สูงกว่าสามเมตร มีสัญลักษณ์รูปใบไม้ สัญลักษณ์ประจำตระกูลกูเรียนวางอยู่บนขอบกำแพงให้เห็นเป็นระยะๆ
    ตรงมุมกำแพงทางด้านหลังของคฤหาสน์ มีเงาดำยาวที่สาดสะท้อนมาจากแสงจันทร์ พาดกับขอบกำแพงเข้าไปในพื้นที่ของคฤหาสน์ ปรากฏมนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ขอบกำแพงด้านบน กระโดดลงมาด้วยความรวดเร็ว เสียงเท้าที่กระทบพื้นไม่ต่างจากแมวกระโดดเอง แทบไม่เกิดเสียงที่ทำให้รบกวนความเงียบ เขาเดินย่องไปตามชายกำแพงไม่ช้าไม่เร็ว และยังยากที่จะมองเห็น หากว่าเขาคนนี้เป็นโจร ก็สมควรถูกฉายาให้เป็นนักย่องเบาตัวจริง แต่กับผู้ที่ใช้ความสามารถนี้ในยามค่ำคืน เขามีแค่จุดประสงค์อยากกลับบ้าน
    แสงจากจันทราคืนนี้สว่างกว่าทุกๆคืน อาจเป็นเพราะไร้เมฆมาบดบัง ทำให้พอจะเดานักย่องเบาคนนี้ออกว่าเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ ที่กำลังกุลีกุจอทำอะไรที่คนอื่นเขาไม่ทำกันในตอนกลางคืนแบบนี้
    เด็กชายเริ่มวิ่งจนมาถึงด้านหลังคฤหาสน์กูเรียนในเวลาเพียงไม่นาน เขาต้องคอยแอบทหารยามสองสามคน ที่ทำหน้าที่กันเคร่งครัดเกินไปนิดหน่อยในสายตา พอเดินผ่านประตูทางเข้าเด็กชายก็เจอบันไดขึ้นลงเล็กๆเชื่อมชั้นใต้ดินกับชั้นบน
    หากเปลี่ยนเป็นนักย่องเบาสักคนมาอยู่แทนที่เด็กชาย เขาคงเลือกขึ้นบันไดไปชั้นบนเพราะหวังสิ่งของมีค่ามากกว่าลงไปชั้นใต้ดินเหมือนที่เด็กหนุ่มทำตอนนี้ การแอบเข้ามาครั้งนี้เด็กชายไม่ได้คิดมาขโมยอะไรล้ำค้าจนต้องถูกไล่เหมือนเมื่อตอนกลางวัน เพราะเขาแค่กลับมาบ้าน ถึงอาจเรียกไม่เต็มปากก็เถอะ
    เสียงเปิดประตูไม้ที่ต้องกลั้นลมหายใจ ค่อยๆแง้มออกมาจนพอเห็นสภาพจากในห้องหนึ่งในชั้นใต้ดินของคฤหาสน์ เด็กชายค่อยๆก้าวขาไปที่เตียงเล็กๆสองเตียงที่ตั้งวางอยู่ด้านหนึ่งของมุมห้อง
    “โนเอล เจ้าไปไหนมา”
    เสียงดุของหญิงวัยกลางคนดังขึ้น ก่อนที่เขาพยายามจะซุกตัวลงไปในผ้าห่มที่วางบนเตียงด้วยซ้ำ
    “เอ่อออ ... คือ ... ท่านแม่ ข้าไปชิ้งฉ่องมา”
    “ตั้งแต่ตอนกลางวันเลยงั้นรึ”
    คำถามตอบกลับของหญิงวัยกลางคนทำเอาเด็กชายยืนตัวแข็ง เหมือนยอมสารภาพผิดกลายๆหญิงสาววัยกลางคนลุกขึ้นจากที่นอนแล้วเดินไปจุดตะเกียงที่ติดกับผนังห้อง แสงไฟที่ถูกจุดเผยให้เห็นใบหน้าใจดีของหญิงสาววัยกลางคนแต่ดูออกว่าอารมณ์ตอนนี้แตกต่างจากใบหน้า ผมยาวรวบไปข้างหลัง แซมด้วยผมหงอกสีขาวเป็นหย่อมๆ ให้เห็นถึงความสูงวัย
    โนเอลได้แต่ก้มหน้ามองพื้นพยายามไม่สบตากับแม่ของตน ทั้งมือที่ไขว่หลังพร้อมยอมรับความผิดพอหญิงสาววัยกลางคนมองไปเห็นท่าทางของลูกตนเองก็กลับโกรธไม่ลง เธอเดินมานั่งบนเตียงของเด็กชาย พร้อมเอื้อมไปหยิบมือทั้งสองข้างที่ไขว้หลังทั้งสองข้างมากุมไว้ครู่หนึ่ง
    “ตั้งแต่เสียงระฆังเตือนภัยดังไปทั่วเมือง แม่เป็นห่วงเจ้าแค่ไหนรู้ไหม ถึงเจ้าไม่ชอบอุดอู้อยู่ในคฤหาสน์ แต่เวลาจะออกไปข้างนอกเจ้าควรบอกแม่ทุกครั้ง แม่จะได้รู้บ้างว่าเจ้าอยู่ที่ไหน”
    เมื่อได้ยินคำพูดที่อ่อนโยนของผู้เป็นมารดา โนเอลก็ทำได้แต่ยิ้มแป้นและคิดว้าเขาโชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดเป็นลูกของคนคนนี้
    “ใกล้ถึงเวลาแล้ว เจ้าไปล้างเนื้อล้างตัวซะ แม่ต้องให้เจ้าไปเป็นเพื่อนหน่อย”
    หญิงสาววัยกลางคนเอามือของตนขยี้ผมเด็กชายเบาๆเป็นการทำโทษ ก่อนจะออกไปเตรียมของบางอย่างโนเอลยืดคอไปมองแม่ของเขาสักพัก เมื่อตรวจดูว่าไปไกลแล้วก็ถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่
    ‘ดีที่ไม่โดนกักบริเวณ’
    ลิ้นแลบออกจากปากนิดๆของเด็กชาย ดูไม่เหมือนคนสำนึกผิดเท่าไหร่โผล่ออกมาแวบหนึ่ง ก่อนเขาจะออกไปทำธุระของตนบ้าง
    ทางเดินยาวในส่วนกลางของคฤหาสน์กรูเรียน ถูกประดับประดาเต็มไปด้วยของตกแต่งมีค่ามากมาย ในยามค่ำคืนที่ผู้คนต่างพักผ่อนอยู่บนเตียง กลับมีเสียงเดินของคนสองคนอยู่บนทางทอดยาว แสงเทียนนำทางทำให้เห็นว่าเป็นหญิงสาววัยกลางคนในชุดเครื่องแบบแม่บ้าน เดินคู่มากับเด็กชายหน้าตาที่กำลังกลั้นหาวสุดชีวิตเดินถืออ่างน้ำเล็กๆตามหลังมา ทั้งสองมาหยุดตรงหน้าบานประตูสีเงินสุดทางเดิน ก่อนหญิงสาววัยกลางคนจะเปิดเข้าไป ข้างในห้องเผยให้เห็นหญิงสาวผมสีฟ้าผู้ดูสูงศักดิ์กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนเตียง ดาวระยิบระยับบนท้องฟ้าที่มองได้จากช่องหน้าต่างยิ่งส่งให้ความงดงามของหญิงสาวดูล้ำค่า ใบหน้าราวกับเทพีถูกรังสรรค์มาจากนักประติมากรชั้นเลิศ ถ้าใครที่บอกว่านางมีสวยเป็นอันดับสอง โลกใบนี้คงไม่สามารถมีที่หนึ่ง
    “ท่านหญิงเอลียา ยังไม่นอนอีกเหรอคะ”
    เสียงพูดด้วยความนอบน้อมปนดุของหญิงวัยกลางคน ทำให้พอเดาออกได้ว่าหญิงสาววัยกลางคนคนนี้สนิทกับหญิงสาวสูงศักดิ์ที่นั่งอยู่บนเตียงระดับหนึ่ง
    “... เราอ่านหนังสือเพลินไปหน่อยหนะ น้าอีวา”
    คำตอบของนางมาพร้อมกับใบหน้าเปื้อนยิ้ม
    “ท่านหญิงควรจะพักผ่อนให้เยอะๆ มากกว่านะคะ”
    “ไม่ล่ะ ถ้าข้าหายป่วย น้าอีวาก็ไม่ได้มาหาข้าเหมือนทุกคืนสิ”
    “ให้มาหานายหญิงทุกวันน้าไม่มีปัญหาหรอกค่ะ แต่อันดับแรกท่านควรพักผ่อนให้มากก่อนนะเจ้าคะ”
    เสียงสนทนาหยอกล้อขอเจ้านายและบ่าว ทำให้ห้องนอนอันใหญ่โตนี้ดูครื้นเครงขึ้นไม่น้อย
    ท่านหญิงเอลียามีศักดิ์เป็นอนุภรรยาคนที่สามของหัวหน้าตระกูลกูเรียนคนปัจจุบัน แต่ด้วยร่างกายที่อ่อนแอตั้งแต่ยังเล็กทำให้นางสุขภาพไม่ดีและมีอาการป่วยบ่อย เกือบทุกคืนจึงเป็นหน้าที่ของอีวาที่ต้องคอยมาเช็ดตัว ทั้งอยู่เป็นเพื่อนคุยในบางโอกาส
    “ว่าแต่คืนนี้หนุ่มน้อยของน้าอีวามาไหม”
    “ถ้าท่านแม่ข้ามา ข้าก็มานะท่านหญิง”
    เด็กชายตัวเล็กทำหน้าทะเล้นโผล่มาจากด้านหลังของอีวา เขายื่นอ่างน้ำใบเล็กที่ถือมาให้ผู้เป็นแม่ของเขาถือแทน แล้วรีบวิ่งมานั่งกับคนที่ทักเขาบนเตียง การกระทำของบุตรชายที่ดูเป็นการเสียมารยาทนี้ ผู้เป็นมารดากลับไม่ได้ต่อว่าอะไรเขา เพราะทุกคราที่มาก็เป็นแบบนี้ทุกครั้ง และดูเหมือท่านหญิงเอลียานึกชอบเสียด้วยที่ได้มีเพื่อนคุยเพิ่ม
    โนเอลที่มาอยู่นั่งบนเตียงหันไปมองสบตากับหญิงสาวของห้องนิดนึง ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางแม่ของเขาที่กำลังเตรียมผ้าเช็ดตัว หญิงสาวเห็นเข้าก็พยักหน้านิดหน่อยเป็นการตอบรับ
    “น้าอีวา ข้าว่าน้ำในอ่างคงเย็นหมดแล้วหละ ข้าว่าข้าอยากได้น้ำอุ่นๆมาเช็ดตัวมากกว่า”
    “แต่น้าก็ว่าน้ำก็อุ่นอยู่นะค...”
    “คืนนี้อากาศเย็นยังไงก็ไม่รู้ ข้ากลัวว่าน้ำเย็นๆ คงทำให้ข้ารู้สึกไม่ดี”
    คำพูดที่แฝงความออดอ้อนของนายสาวตัดบทของบ่าวหญิงอย่างรวดเร็วไม่ให้พูดต่อ
    “อย่างนั้นน้าจะไปเปลี่ยนเป็นน้ำอุ่นให้นะเจ้าคะ”
    เด็กชายแอบยกนิ้วโป้งให้นายหญิงอย่างชื่นชม ก่อนที่เสียงประตูปิดลง
    “ข้าเอาของมาคืนให้ท่าน”
    โนเอลหยิบแหวนในกระเป๋าเสื้อออกมา มันเป็นแหวนตระกูลกูเรียนที่มีสัญลักษณ์รูปใบไม้ประดับอยู่ แหวนวงเดียวกับที่ชายหัวโล้นเจ้าของร้านเชอร์แมนเห็น
    “จริงๆ เจ้าเก็บไว้ก่อนก็ได้นะ ข้าคิดว่ามังคงมีประโยชน์กับเจ้าไม่น้อยเลยแหละ”
    “ของสำคัญขนาดนี้ข้าเก็บไว้นานๆ ไม่ได้หรอกนายหญิง แค่ท่านให้ข้ายืมก็ไม่รู้จะชดใช้ท่านยังไงแล้ว ท่านโปรดเก็บคืนไปเถอะ ถ้าใครในตระกูลกูเรียนมาเห็นเข้าสงสัยตัวข้าต้องไปใช้ชีวิตในคุกตั้งแต่เด็กแน่ๆ อีกอย่างพรุ่งนี้เช้าท่านต้องใช้มันไม่ใช่รึ”
    คำพูดคำจาของโนเอลทำให้เอลียาได้หัวเราะอยู่ไม่น้อย แม้จะตลกกับคำตอบของเด็กชาย เธอก็ต้องยอมรับแหวนของเธอคืนมา
    “เราว่าเรื่องแหวนนี้เอาไว้ก่อน แต่ของที่เจ้าบอกว่าต้องมีแหวนนี่ถึงจะเอามาได้ล่ะ”
    “ไอ้นี้นะเหรอ”
    มีดสั้นที่หยิบมาจากกระเป๋าข้างเดียวกันกับแหวนอยู่โผล่ในมือของโนเอล เอลียาที่เห็นอาวุธสีดำทะมึนต่อหน้าก็รีบคว้าเอาไปชมใกล้ๆ ปล่อยแหวนตระกูลกูเรียนที่พึ่งรับมาหล่นไปกับพื้นเตียง เหมือนเด็กน้อยที่เห็นของเล่นใหม่แล้วทิ้งของเล่นเก่าอย่างไรอย่างนั้น
    “ศาสตราเวทริเริ่ม”
    “ทำไมท่านทราบ ถ้ารู้อย่างนี้ข้าไม่บากหน้ามายืมแหวนตระกูลกูเรียนของท่านไปเป็นไม้กันหมาหรอก สู้มาถามท่านตรงๆ คงไม่เสียเวลาไปกับตาลุงหัวโล้นเชอร์แมนที่มัวแต่จะข่มเด็กอยู่เรื่อย ส่วนกว่าข้าจะได้เจ้านี้มาต้องหนีสารพัดหมาป่าเป็นฝูงทั้งวันเชียวนะ ไหนจะโดนคุณเรฟหิ้วคอไปนู้นไปนี้อีก ข้านึกว่าท่านจะตกใจกว่านี้”
    มือของโนเอลขยับไปมาประกอบท่าทางเกินจริง จนทำให้เอลียากรอกตามองไปมาแทบไม่ทัน
    “แต่แหวนข้ายังพอมีประโยชน์อยู่ใช่ไหม”
    “ก็พอมีอยู่หละนะ อย่างน้อยตาลุงหัวโล้นก็ดูเหมือนไม่กล้าโกงข้า เพราะแหวนท่านเล่นมีสัญลักษณ์ใบไม้ติดตัวเบ้อเร่ออย่างนั้น”
    เสียงหัวเราะชอบใจของหญิงสาวออกมาจากปากเล็กๆ นั่นตลอดการพูดคุย ก่อนจะมีเสียงเปิดประตูเดินเข้ามาในห้องโดยหญิงสาววัยกลางคน หนึ่งหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ที่ได้ทำตัวเหมือนเด็กกับอีกหนึ่งเด็กชายที่ฉลาดเหมือนผู้ใหญ่ ก็ต่างรีบหยิบของของตนเองไปซ่อน คนหนึ่งหยิบแหวนคนหนึ่งหยิบมีด พยายามนั่งตรงทำตัวไม่รู้ไม่ชี้ หากอีวารู้ว่าเจ้านายเอาแหวนตระกูลอันแสนสำคัญออกมาเล่นไม่ควร ยิ่งกับมีดที่ราคาสูงกว่าเบี้ยเลี้ยงทั้งชีวิตมาอยู่ในมือของลูกชายเธอด้วย คงไม่จบง่ายๆ
    “ท่านหญิงคะ ท่านบ่นอากาศเย็นคงเพราะไม่ยอมปิดหน้าต่างทั้งคืนแบบนี้หละมั้งคะ”
    เสียงดุที่ไม่เข้ากับใบหน้าของอีวาพร้อมเดินตรงดิ่งมาทางเอลียากับโนเอลที่ปั้นหน้ายากอยู่ ก่อนจะเดินผ่านทั้งคู่ไปที่หน้าต่างบานใหญ่แล้วปิดมันลง ทิ้งให้แสงดาวที่ประกอบบรรยากาศในห้องปิดม่านลง ก่อนจะหันมาเอ็ดเล็กๆ ท่านหญิงของตน
    ‘เกือบไปแล้ว’

    คนอยู่บนเตียงทั้งสองหันมามองหน้ากัน พอจะเดาคำพูดของอีกฝ่าย ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ออกมา ส่วนหญิงวัยกลางคนที่พึ่งได้บ่นไปได้แต่สงสัยว่าท่านหญิงเอลียาคงจะอยู่กับลูกของเธอบ่อยไปจนติดโรคประหลาดๆ มาแน่