ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 14 เหล่าผู้ถือครองปราณธาตุ


    รุ่งเช้าของวันใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้น วันนี้เป็นวันที่อากาศแจ่มใสเป็นอย่างมาก ท้องฟ้าสีคราม ปุยเมฆสีขาวนวลลอยล่องอยู่เต็มท้องนภาเหล่าศิษย์พี่น้องของสำนักหยางอินต่างวิ่งวุ่นช่วยกันตระเตรียมข้าวของสำหรับการทดสอบพลังปราณธาตุของศิษย์หน้าใหม่ลูกแก้ววิเศษลูกใหญ่ก็ถูกเคลื่อนย้ายออกจากห้องเก็บอาวุธเวทย์มาตั้งไว้ที่ลานกว้างหน้าสำนักหยางอิน ท่านเจ้าสำนักเองก็เดินทางมายังลานกว้างแห่งนี้ด้วยเช่นกัน เจ้าสำนักใช้นิ้วสัมผัสไปที่ลูกแก้วแล้วร่ายคาถาใส่ตามลงไป ไม่นานนักแสงสว่างก็ได้ล้อมรอบลูกแก้วเหล่านั้นเอาไว้ เมื่อร่ายคาถาจนเสร็จสิ้น เจ้าสำนักจึงใช้ฝ่ามือแตะลงไปยังลูกแก้วเพื่อทำการทดสอบว่ามันยังคงใช้การได้หรือไม่ทันทีที่ฝ่ามือของเจ้าสำนักสัมผัสเข้ากับลูกแก้ววิเศษลูกนั้น ชั่วพริบตาแสงสีเขียวหลายกลุ่มก็ปรากฏขึ้น ก่อนจะวิ่งไปมาในลูกแก้วจนกระทั่งเต็มลูก ธาตุของเจ้าสำนักที่ปรากฏขึ้นมาคือธาตุลม...เจ้าสำนักคือผู้ถือครองปราณธาตุลม และยังเป็นปราณธาตุเดี่ยวอีกด้วยนับว่าพลังของเจ้าสำนักเองก็แข็งแกร่งไม่แพ้ผู้ใดเลยเช่นกันเจ้าสำนักยิ้มเล็กๆแสดงถึงความพึงพอใจก่อนจะเดินกลับไปยังเรือนพักของตน
    แก๊ง! แก๊ง!เสียงของระฆังทองแดงดังลั่นไปทั่วเรือนพักของศิษย์หน้าใหม่ ส่งผลให้ผู้คนที่ยังหลับอยู่ภายในเรือนลืมตาตื่นด้วยความพร้อมเพรียงศิษย์พี่ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นพี่เลี้ยงของศิษย์หน้าใหม่กำลังยกหอบผ้ามาหลายหอบ ในหอบผ้าเหล่านี้มีเครื่องแบบของสำนักบรรจุอยู่ เมื่อศิษย์พี่เลี้ยงนำไปแจกจ่ายศิษย์ใหม่จนครบแล้วก็พากันออกไปรอด้านนอกเรือน จางหลี่หลินนั่งมองหอบผ้าหอบใหญ่ที่วางไว้บนเตียงด้วยสายตาที่เหม่อลอย...อา...ข้าง่วงเหลือเกิน...นึกได้เพียงเท่านั้นร่างเล็กๆของข้าก็พลันหงายหลังล้มนอนลงเตียงทันที หลังจากที่ข้าพยายามฝืนสังขารตนเองให้อาบน้ำและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตัวในจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าจึงเอื้อมมือไปแกะห่อผ้าที่ได้รับมาออกอย่างช้าๆในห่อนั้น มีชุดกระโปรงสีดอกเหมยและเสื้อคลุมสีแดงเพลิงบรรจุอยู่ภายใน อีกทั้งยังมีป้ายหยกขาวประจำตัววางอยู่ด้วยข้ารีบหยิบมันออกมาใส่ให้เรียบร้อย ส่วนเส้นผมของข้า ข้าเลือกที่จะปล่อยสยายเอาไว้ทั้งอย่างนั้น ด้วยเหตุที่ข้าเกล้าผมไม่เป็นจึงได้เลือกตัดปัญหาโดยการปล่อยผมแทน ด้านหน้าลานกว้างของสำนักหยางอิน มีศิษย์พี่ศิษย์น้องและศิษย์ใหม่กำลังยืนรวมตัวกัน ทางด้านหน้ามีลูกแก้ววิเศษปรากฏอยู่ลูกแก้วยังคงส่องแสงเรืองรองอ่อนๆออกมาอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นร่างของศิษย์พี่ใหญ่ก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะเอ่ยคำประกาศ“วันนี้ทางสำนักได้จัดการทดสอบพลังปราณธาตุขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนได้แยกย้ายกันไปฝึกพลังปราณธาตุกับอาจารย์ที่ถือครองธาตุเดียวกันกับพวกเจ้า...”บริเวณลานกว้างต่างเงียบสงบเป็นอย่าง
    ศิษย์ใหม่ทุกคนต่างสูดหายใจเข้าไปเฮือกใหญ่พร้อมๆกัน ความกดดันและความตึงเครียดได้ปรากฏขึ้นมาบางๆในจิตใจ“หลังจากจบการทดสอบปราณธาตุแล้ว พวกเจ้าจะถูกส่งตัวไปยังขุนเขาหลักเพื่อทำการฝึกร่วมกับศิษย์สำนักสาขาแยกย่อยอื่นๆในทิศบูรพา เอาล่ะ เริ่มการทดสอบได้!”เสียงประกาศดังไปทั่ว ศิษย์พี่รองแห่งสำนักตีระฆังเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นทดสอบพลัง เมิ่งฉิงก้าวออกไปเป็นคนแรก เขาจ้องมองลูกแก้วลูกนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะใช้มือแตะลงไปยังลูกแก้ว แสงสีน้ำตาลอ่อนๆปรากฏขึ้นมาเป็นแสงกลุ่มใหญ่ๆ หลังจากนั้นก็ปรากฏเป็นแสงสีฟ้าอ่อนขึ้นมาตามๆกัน แสงเหล่านั้นสว่างขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งหยุดลง เมิ่งฉิงคือผู้ถือครองปราณธาตุคู่น้ำและดิน อาจารย์ทุกคนต่างทำสีหน้าเป็นประกายขึ้นมา ถือได้ว่าเมิ่งฉิงถือครองปราณธาตุคู่ที่ดีที่สุดศิษย์ใหม่คนอื่นๆต่างหันมองกันไปมา สีหน้าของทุกคนเริ่มกระอักกระอ่วน เว้นเพียงจ้าวหลิวที่ยังคงท่าทีที่นิ่งเฉยอยู่ดังเดิม หลางและฮุ่ยหวงเป็นผู้ทดสอบพลังปราณธาตุต่อจากเมิ่งฉิง ทั้งคู่ต่างถือครองปราณธาตุเดี่ยว หลางถือครองปราณธาตุดิน ฮุ่ยหวงถือครองปราณธาตุลมเมื่อคนทั้งสามเดินออกไปทดสอบพลังปราณธาตุจนเสร็จเรียบร้อยก็ถึงตาของจ้าวหลิวแล้ว จ้าวหลิวเดินออกมาประจันหน้ากับลูกแก้วลูกนั้นก่อนจะวางฝ่ามือลงไปทันทีแสงสว่างสีทองอมม่วงวูบวาบไปมาบนลูกแก้ว มันวิ่งไปมาด้วยความรวดเร็วและรุนแรงเสียจนฐานที่วางลูกแก้วโอนเอนไปมาเหล่าอาจารย์ต่างเบิกตากว้าง ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้ผลลัพธ์ก่อนลูกศิษย์เสียแล้ว ประกายไฟก่อกำเนิดขึ้นเป็นระยะหลังจากที่กลุ่มแสงวิ่งไปมาในลูกแก้วจนกระทั่งมันหยุดลงในที่สุด ลูกแก้วลูกใหญ่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยแสงสีทองอมม่วงอ่อน“ม...ไม่อยากจะเชื่อ!”“ปราณธาตุบรรพกาล!?”“ธาตุอัสนี!”เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นในลานกว้าง ความประหลาดใจและความปลื้มปีติต่างแฝงอยู่ภายใต้ความรู้สึกของเหล่าอาจารย์ทั้งหลายเหล่าศิษย์ใหม่ทั้งชายและหญิงต่างก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน อัตราของผู้ถือครองธาตุอัสนีหรือธาตุบรรพกาลอยู่ที่หนึ่งในแสนคน ในท่ามกลางเสียงกระหึ่มยินดีของทุกคน ร่างของเจ้าสำนักก็ปรากฏขึ้นมาในใจกลางของลานกว้าง“หยุดความตื่นเต้นของพวกท่านเอาไว้เพียงเท่านี้ก่อนเถิด การทดสอบยังคงดำเนินอยู่”เจ้าสำนักหยางอินได้เอ่ยคำห้ามปรามเหล่าผู้คนเอาไว้ การทดสอบก็ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ น่าแปลกที่พี่น้องแซ่เฉินทุกคนต่างเป็นผู้ถือครองปราณธาตุเดี่ยวที่เป็นธาตุไฟเหมือนกันทั้งหมด เรื่องถือครองธาตุไฟเหมือนกันไม่ใช่ประเด็นที่ชวนให้น่าแปลกใจ หากแต่เป็นสีของธาตุไฟต่างหากที่น่าแปลกใจแม้จะถือครองปราณธาตุไฟเหมือนกัน แต่สีของเปลวไฟกลับแตกต่าง พี่ใหญ่ของพวกนางมีเปลวไฟสีม่วงเข้ม พี่รองมีเปลวไฟสีน้ำเงิน ส่วนฝาแฝดนั้นได้เปลวไฟสีเขียว พี่สี่ได้ไฟสีเหลืองส่วนน้องเล็กของแซ่เฉินมีเปลวไฟสีเลือด ระดับพลังของธาตุไฟล้วนขึ้นอยู่กับสีของเปลวไฟทั้งสิ้น ถ้าคนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาพวกนางก็คงต้องเป็นเฉินอีแล้วการทดสอบผ่านไปราวๆหนึ่งถึงสองก้านธูป ในที่สุดก็ถึงตาของข้าเสียที ข้าตื่นเต้นกับลูกแก้วยักษ์ใหญ่ลูกนี้เป็นอย่างมากในนิยายกำลังภายใน พล็อตเรื่องทั้งหลายก็คงจะคล้ายๆกัน ตัวเอกของเรื่องที่ทะลุมิติมาก็ได้ถือครองปราณธาตุที่แข็งแกร่งกันทั้งสิ้นนั่นจึงทำให้ข้าจินตนาการไปต่างๆนานาว่าข้าอาจจะได้ถือครองธาตุอัสนีหรือไม่ก็ธาตุน้ำแข็ง หากถือครองปราณธาตุบรรพกาลทั้งสองธาตุนี้พร้อมกันมันก็คงจะฟินไม่มากก็น้อย คิดได้ดังนั้นข้าก็ไม่รอช้ารีบวิ่งแจ้นไปยังลูกแก้วทันที ในใจของข้าสั่นระรัวเพราะความตื่นเต้น ข้ายื่นมือเล็กๆออกไปแตะที่ลูกแก้วแต่เวลาผ่านมาเกือบหนึ่งก้านธูปแล้ว ภายในลูกแก้วกลับยังไม่มีวี่แววว่ากลุ่มแสงของปราณธาตุจะปรากฏขึ้นมาเลยแม้แต่กลุ่มเดียว เหล่าอาจารย์และศิษย์ร่วมสำนักต่างพากันยืนสัปหงกไปตามๆกันโดยมิได้นัดหมาย ข้าหน้าถอดสีเล็กน้อยก่อนจะวางฝ่ามือลงไปอีกรอบ อีกรอบ อีกรอบ...และอีกรอบ ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นเช่นเดิมไม่เปลี่ยน ความสับสนวุ่นวายแล่นเข้าสู่ห้วงความคิดของข้าทันที ทำไมกัน? หรือว่าข้าอาจจะไม่มีพลังปราณธาตุจริงๆ? ไม่เอานะ ข้าไม่ยอม!ข้าสลัดมือไปมาก่อนจะเริ่มทุบตีเจ้าลูกแก้วยักษ์ลูกนี้ ลูกแก้วยักษ์ลูกนี้หมดอายุแล้วใช่หรือไม่? หรือว่าอาจจะเป็นเพราะถ่านหมด? ข้าส่ายหัวเล็กๆไปมาเพื่อหวังจะสลัดความคิดที่ไร้สาระเหล่านี้ออกไปในขณะเดียวกัน กำไลหยกที่นกกระเรียนเฒ่ามอบให้ข้าก็พลันลื่นหลุดออกจากข้อมือของข้าไป มันกลิ้งไปมาก่อนจะส่งเสียงดัง แก๊ง! และแน่นิ่งไปในที่สุด ข้าเหลือบมองมันเล็กน้อยแต่ก็มิได้ใส่ใจมันมากนักอย่างน้อยหลังจากที่ข้าเสร็จธุระจากลูกแก้วนี่แล้วค่อยไปเก็บมันทีหลังก็คงไม่เสียหายอะไรข้าสูดหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอดสองถึงสามครั้งก่อนจะเงื้อมือขึ้นไปตบลูกแก้วยักษ์ด้วยแรงทั้งหมดที่ข้ามี ทันใดนั้นกลุ่มแสงหลากสีต่างปรากฏขึ้นภายในลูกแก้ว มันเบียดและแย่งชิงพื้นที่กันไปมาเสียจนลูกแก้วยักษ์โอนเอนไปมา มันทำท่าจะหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวแต่ก็ไม่สำเร็จ กลุ่มแสงหลากสีเหล่านั้นวิ่งไปมาเร็วขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งรอยร้าวบนลูกแก้วได้ปรากฏขึ้นมา รอยร้าวเหล่านั้นแผ่กระจายเป็นวงกว้างไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมันแตกออกมาเป็นเสี่ยงๆอีกทั้งกลุ่มแสงหลากสีก็พลันมลายหายไปจนสิ้น
    ไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้วที่บริเวณลานกว้างไร้ซึ่งเสียงใดๆเล็ดลอดออกมา ทุกคนต่างพากันมองหน้าไปมาโดยไม่คิดที่จะพูดอะไร จนกระทั่งมีผู้อาวุโสท่านหนึ่งเอ่ยทักขึ้น“ไอโหยว ผู้ถือครองปราณธาตุทั้งหก?”“ไม่จริงน่า...เช่นนั้นนางก็...”“เป็นตัวไร้ประโยชน์ชัดๆ”เสียงซุบซิบของเหล่าผู้อาวุโสและเหล่าอาจารย์ต่างดังกระหึ่มไปทั่ว บรรดาศิษย์ในสำนักเองก็ไม่เข้าใจถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้มากนัก พวกเขารู้เพียงแต่ว่าหากผู้ใดถือครองปราณธาตุมากกว่าหนึ่งโอกาสในการบำเพ็ญตบะจนถึงขั้นสูงก็จะยิ่งน้อยลง แล้วกับแม่นางน้อยผู้นี้...ก็คงไม่ต้องพูดถึง ถือครองปราณธาตุทั้งหก หากในระหว่างการดูดซับพลังปราณธาตุอยู่นั้นไม่เกิดการหักล้างกันกับธาตุที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันก็คงจะดี...โอกาสที่นางจะสำเร็จเป็นเซียนนั้นมีน้อยนิดมากนัก
    “เงียบ!”สิ้นเสียงอันแข็งกร้าวของเจ้าสำนัก พลังความกดดันก็พลันถูกปลดปล่อยออกมา ทุกคนในลานกว้างต่างพากันยอมแพ้ให้กับไอเซียนของเจ้าสำนักทันที แต่ทว่าเด็กสาวตัวน้อยกลับยังคงยืนนิ่งเฉยโดยไม่ได้รับรู้ถึงพลังกดดันใดๆเลยแม้แต่น้อยทุกคนอดที่จะสงสัยไม่ได้ หากเป็นผู้ถือครองปราณธาตุจริงแม้จะไม่เคยฝึกบำเพ็ญตบะมาก่อนแต่ถ้าหากเจอพลังกดดันที่มากขนาดนี้ก็ต้องมีเข่าทรุดกันบ้าง แต่กับสาวน้อยผู้นี้นางกลับ...“เจ้าเป็นผู้อาวุโสแท้ๆแต่กลับทำตัวเสียมารยาทกับศิษย์ใหม่ของสำนักอย่างนั้นหรือ? หยางจี”เจ้าสำนักจงใจเพิ่มพลังกดดันไปทางหยางจี ร่างของหยางจีล้มลงไป เขากระอักเลือดออกมาคำโตก่อนจะก้มหัวยอมรับผิดในทันใด เจ้าสำนักคลายสีหน้าที่โกรธเกรี้ยวลงเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินตรงไปยังกำไลหยกที่หลี่หลินทำหล่นเอาไว้และเก็บมันขึ้นมาส่งคืนให้กับนาง“มันร้าวแล้ว...คราต่อมันไปคงปกป้องเจ้าได้เพียงครั้งเดียว”เจ้าสำนักพูดพลางส่งยิ้มบางๆมาให้หลี่หลินข้าทำสีหน้างุนงงเล็กน้อยแต่ก็ยอมรับกำไลหยกกลับมาแต่โดยดี“เอาล่ะ การทดสอบของวันนี้ได้จบลงแล้ว พวกเจ้าก็รีบพากันแยกย้ายไปพักผ่อนเสีย”สิ้นคำพูดของเจ้าสำนัก เหล่าศิษย์พี่เลี้ยงต่างพาพวกข้ากลับไปยังเรือนพักของพวกข้า ทิ้งไว้เพียงความวุ่นวายและสงสัยเอาไว้ข้างหลัง
    กลุ่มของศิษย์พี่ใหญ่กำลังพากันเก็บกวาดสถานที่ด้วยความรวดเร็ว เนื่องจากว่าพวกเขายังต้องไปเตรียมของสำหรับฝึกของศิษย์ใหม่นั่นเอง“ศิษย์น้องเล็กผู้นั้น...เจ้าคิดว่านางมีสิ่งใดแปลกๆบ้างหรือไม่?”ศิษย์คนหนึ่งในกลุ่มกระซิบถามเพื่อนของตนด้วยความสงสัย“ข้าก็คิดว่านางแปลกๆ แต่ข้าก็ไม่อยากเก็บเอาเรื่องของคนอื่นเอามาคิดให้ปวดหัวเล่นหรอกนะ...”“แต่ข้าได้ยินมาจากอาจารย์ว่าคนแบบนางมีโอกาสเจอยากยิ่งกว่าผู้ถือครองธาตุบรรพกาลเสียอีก”“หายากในความหมายของเจ้าคือดีหรือไม่เล่า?”ศิษย์ผู้เปิดประเด็นเงียบไปเสียครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยตอบ“ข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน”“เช่นนั้นก็เลิกยุ่งเรื่องของคนอื่นแล้วรีบมาช่วยกันเก็บกวาดได้แล้ว!”