หลังจากอ้างชื่อสำนักิซวินและแสดงฝีมืออย่างผู้ฝึกตนวิถีเซียนออกไปบรรยากาศภายในร้านอวี้ไป่ไช่ก็กลับคืนสู่ความสงบ แน่นอนว่าสินค้าที่ขาดก็ยังขาดอยู่เหมือนเดิม แต่กระนั้นก็ยังมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย ทั้งนี้ก็เป็เพราะว่าเหล่าอันเปิดให้ลงชื่อจองผักดองเอาไว้ก่อน ผู้ที่้าสั่งจองผักดองก็แค่มาลงชื่อและประทับลายมือ ทางร้านจะกำหนดวันรับสินค้า หากเลยวันนัดแล้วผู้สั่งจองยังไม่มารับสินค้าก็จะถือว่าสละสิทธิ์
ผักดองที่หลุดจองนั้นเหล่าอันจะยังไม่นำมาวางขายในทันทีแต่จะเก็บรวบรวมไว้ เขาตั้งใจว่าเมื่อรวบรวมได้ในปริมาณที่มากพอแล้วค่อยนำไปวางขาย และเพราะการตัดสินใจเช่นนี้เองทำให้กลุ่มคนที่พยายามอย่างหนักในการกดดันผู้ที่ลงชื่อจองสินค้าให้สละสิทธิ์ด้วยหวังว่าทางร้านจะนำสินค้าหลุดจองออกมาวางขายต้องเหนื่อยเปล่า แต่ถึงจะไม่พอใจอย่างไรพวกเขาก็ไม่กล้าล่วงเกินคนของสำนักิซวินอันเลื่องชื่อ
“แผนข้าได้ผลดีสุดๆ ไปเลยใช่ไหม?” เสี่ยวหลิงที่หาเวลาว่างปลีกตัวจากร้านมาได้แล้วเอ่ยถามสหาย ใบหน้างดงามแต่งแต้มไว้ด้วยรอยยิ้มกว้าง สีหน้าท่าทางดูภูมิใจกับแผนของตนมาก
“ต้องขอบคุณเ้ามาก ป้ายของสำนักใช้ได้ผลดีจริงๆ” เหล่าอันหมายถึงป้ายหยกแสดงตัวตนของศิษย์ในสำนักิซวินที่จิ้งจอก์หามาให้ ป้ายนี้พวกเซียนสามารถหามาใช้กันได้อย่างง่ายดายอยู่แล้วแต่เพราะเหล่าอันมัววุ่นวายอยู่กับงานทั้งของที่ร้านและจวนแม่ทัพทำให้เขาไม่มีเวลาไปเยี่ยมเยียนสำนักิซวินเพื่อขอป้ายแสดงตน เสี่ยวหลิงผู้มีเส้นสายไม่ธรรมดาจึงอาสาหาป้ายมาให้ หรืออันที่จริงแล้วคงต้องกล่าวว่าองค์หญิงจิ้งจอกสั่งเซียนรับใช้ในตำหนักของนางให้ไปหามาให้เสียมากกว่า
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก เราเป็สหายที่ดีต่อกันนี่นา” เสี่ยวหลิงโบกมือไปมาทำสีหน้าคล้ายไม่ถือสา แต่แล้วก็แลบลิ้นเลียริมฝีปากก่อนเอ่ยปากถาม “ว่าแต่ว่าวันนี้เ้าไม่ทำเต้าหู้ทอดหรอกหรือ?”
“นั่นสินะ ยังมีเต้าหู้เหลืออยู่พอดี ประเดี๋ยวข้าจะไปทำมาให้” คำพูดของเหล่าอันทำให้เสี่ยวหลิงหัวเราะร่าอย่างยินดี นางถึงกับลืมตัวปล่อยหูปล่อยหางออกมาให้เห็นด้วย พวงหางฟูฟ่องสองพวงกระดิกไปมาอย่างน่าชม เห็นอย่างนั้นแล้วเหล่าอันก็อดเอื้อมมือไปลูบศีรษะนางไม่ได้ “เ้ารอก่อน ประเดี๋ยวจะเอามาให้” กล่าวแล้วเหล่าอันก็หายตัวเข้าไปในเซียนซาน
กระท่อมน้อยในวันวานกลายเป็เรือนสี่ประสาน*ที่งดงาม มองจากบนยอดเขาจะเห็นหมู่เรือนที่ฉาบผนังด้วยปูนสีขาว หลังคากระเบื้องสีน้ำเงินสดใสแวววาว เข้ากันดีกับสีเขียวของหมู่ไผ่ที่ปลูกประดับอยู่ในสวน ทว่าครั้งนี้เหล่าอันมิได้เข้ามาเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ เซียนหนุ่มจึงกำหนดจิตเคลื่อนย้ายตนเองไปยังโรงครัวทันที
*(เรือนสี่ประสาน หรือ ซื่อเหอย่วน เป็รูปแบบบ้านที่สร้างอาคารล้อมลานกลางบ้านเอาไว้ทั้งสี่ทิศ ในบ้านขนาดใหญ่อาจมีอาคารมากกว่าสี่หลัง และมีสวนเล็กๆ ด้วย)
โรงครัวถูกสร้างไว้อย่างโอ่โถง มีเตาถึงสี่เตา อุปกรณ์เครื่องครัวครบครันอย่างยิ่ง เหล่าอันหยิบเต้าหู้ที่แช่อยู่ในอ่างเหมันต์ขึ้นมา อ่างเหมันต์นี้สร้างขึ้นจากหยกเหมันต์ซึ่งจะแผ่ความเย็นออกมาตลอดเวลา น้ำในอ่างเหมันต์นั้นเกือบจะเป็น้ำแข็งทำให้สามารถเก็บรักษาเต้าหู้เอาไว้ได้นานหลายวันเลยทีเดียว
เหล่าอันซับน้ำออกจากเต้าหู้ด้วยผ้าขาวบาง ระหว่างรอให้เต้าหู้คายน้ำออกเขาก็จุดไฟในเตา ตักน้ำมันถั่วเหลืองใส่กระทะใบหนึ่ง ส่วนอีกใบก็เทซีอิ๊วลงไป ทั้งเต้าหู้ ทั้งน้ำมันและซีอิ๊วที่ใช้อยู่นี้เป็ของที่เหล่าอันทำขึ้นเองด้วยถั่วเหลืองที่ปลูกเองในเซียนซาน ทั้งนี้ก็เป็เพราะว่าพื้นที่เพาะปลูกภายในเซียนซานของเขามีอยู่เหลือเฟือ นอกจากผักกับสมุนไพรแล้วเขาจึงปลูกพวกข้าวกับธัญพืชชนิดอื่นๆ ด้วย และหนึ่งในนั้นก็คือถั่วเหลือง แน่นอนว่าสำหรับถั่วเหลืองแล้วการแปรรูปนับเป็วิธีที่นิยมกันมากเพราะสามารถแปรรูปได้หลากหลาย อย่างไรก็ตามเหล่าอันมักจะทำเป็เต้าหู้เพราะสหายของเขาชอบกินเต้าหู้ทอดเอามากๆ
เซียนหนุ่มใช้เวลาอยู่ในเซียนซานพักใหญ่ ก่อนจะกลับออกมาพร้อมเต้าหู้ทอดจานโต เสี่ยวหลิงเห็นอย่างนั้นก็ร้องอุทานออกมาด้วยความยินดี พวงหาสะบัดไปมาอย่างรุนแรงจนเห็นเป็ภาพติดตา “อร่อย!” นางคีบเต้าหู้กรอบๆ กินอย่างมีความสุข กินไปชมไปจนเกือบสำลัก เดือดร้อนเหล่าอันต้องเตือนให้ค่อยๆ กิน
“พี่ชายข้ามีเื่สำคัญต้องแจ้งแก่ท่านเ้าค่ะ” แต่แล้ว่เวลาแสนสุขของสองสหายก็ถูกทำลายลงด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดของเซียงหลัน
“มีอะไรหรือ? เหตุใดจึงทำหน้าเครียดอย่างนั้นเล่า?”
“วันนี้ข้าไปซื้อผ้าที่ร้านเถ้าแก่ผู ขากลับจึงแวะพักที่โรงน้ำชาเลยบังเอิญได้ยินข่าวลือแปลกๆ เข้าเ้าค่ะ...” เด็กสาวบอกเล่าที่มาอย่างละเอียดแต่นั่นกลับสร้างความไม่พอใจให้แก่เสี่ยวหลิง
“มีอะไรก็รีบพูดมาสิ เล่าอ้อมไปอ้อมมาอย่างนี้พี่ชายเ้าจะรู้เื่หรือ?”
“ก็ข้าต้องบอกที่มาของข่าวลือก่อนนี่นาเสี่ยวหลิง” เซียงหลันเถียง นางกับเสี่ยวหลิงมีวัยใกล้เคียงกันจึงสนิทกันมาก แม้เสี่ยวหลิงจะสนิทกับเหล่าอันผู้เป็พี่ชายบุญธรรมของนางแต่เซียงหลันก็ไม่คิดยกอีกฝ่ายให้าุโเท่าพี่ชายคนดีของนาง
“ข่าวลือแปลกๆ ที่ว่าคือเื่อะไรหรือหลันหลัน” เหล่าอันรีบถามเข้าประเด็นด้วยเกรงว่าเด็กสาวทั้งสองจะเปิดศึกทะเลาะกัน
“มีมารออกอาละวาดกินิญญาเด็กกับผู้หญิงเ้าค่ะ!” เซียงหลันตอบด้วยเสียงที่ดังกว่าปกติ สีหน้าฉายชัดถึงความกังวลและตื่นตระหนก “ได้ยินว่ามีเด็กเล็กตายติดๆ กันในหลายหมู่บ้าน แล้วก็มีผู้หญิงที่อาศัยอยู่คนเดียวหรือออกนอกบ้านตอนกลางคืนถูกินิญญาไปเช่นกันเดียวกัน”
“เ้ารู้ได้อย่างไรว่าคนพวกนั้นถูกกินิญญาไป?” เสี่ยวหลิงถามพลางคีบเต้าหู้เข้าปาก
“ก็เขาเล่ามาแบบนี้นี่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็มาร” เหล่าอันยังไม่ปักใจเชื่อ แต่ถึงอย่างนั้นเซียงหลันก็ยังเป็กังวล
“แต่ถ้าเป็เื่จริงขึ้นมาเล่าเ้าคะ? ข้าอยู่ตัวคนเดียวอาจจะถูกกินิญญาไปด้วยก็ได้ ไหนจะเสี่ยวซานเสี่ยวหลานอีก พี่ชายใหญ่ ท่านไม่ห่วงข้ากับหลานๆ หรือเ้าคะ?” พูดถึงตรงนี้เซียงหลันผู้ที่มักรักษากิริยาอยู่เสมอก็ถึงกับเขย่าแขนของเหล่าอันเลยทีเดียว
“ร้านนี้มีคนอยู่ก็ไม่น้อยเ้าจะกลัวอันใด?” เหล่าอันยิ้มอ่อนพลางลูบศีรษะของน้องสาว เซียงหลันได้ฟังก็ทำหน้ายู่ เถียงว่า “นอกจากพวกพี่อาเซี่ยแล้วบ่าวคนอื่นพี่ให้ไปนอนที่บ้านเช่านี่เ้าคะ” นางหมายถึงบ้านที่เหล่าอันเช่าไว้ให้พวกบ่าวที่เป็มนุษย์ใช้พักอาศัย เพราะตัวร้านมีพื้นที่ไม่มากพอสำหรับคนจำนวนมาก ส่วนพวกบ่าวที่เป็หุ่นพยนต์ยามกลางคืนพวกเขาจะยืนเบียดกันในห้องด้านหลังก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร
“เช่นนั้นข้าจะเขียนยันต์คุ้มครองให้ก็แล้วกัน” เหล่าอันไม่คิดว่าความกังวลของเซียงหลันเป็เื่ไร้สาระ ความจริงแล้วการรักษาความปลอดภัยของร้านอวี้ไป่ไช่นั้นดีมาก แต่หากเป็พวกมารเหล่าอันก็ไม่มั่นใจเท่าไรว่าพวกหุ่นพยนต์จะรับมือได้ ดังนั้นการเขียนยันต์คุ้มครองสักแผ่นสองแผ่นให้เซียงหลันพกไว้ย่อมไม่เป็ปัญหา
“หากเป็พวกมารระดับต่ำใช้ผ้าไหมกับหมึกกันน้ำก็น่าจะพอนะ” เสี่ยวหลิงเห็นว่าสหายชาวมนุษย์เป็กังวลมากก็แนะนำเพิ่มเติม ผ้าไหมที่นางกล่าวถึงคือผ้าไหม์ซึ่งอัดแน่นไปด้วยพลังเซียน ส่วนหมึกกันน้ำก็เป็หมึกวิเศษจากร้านขายหมึกเขียนยันต์ชื่อดังในเทียนชื่อ
“นั่นสินะ ใช้ผ้าย่อมทนกว่ากระดาษอยู่แล้ว” เหล่าอันพยักหน้าเห็นด้วยแล้วหยิบของสองสิ่งออกมาจากเซียนซาน หมึกกับแผ่นผ้าไหมเขียนยันต์นี้เขาได้รับมาจากเซียนสุราห่าวเหมย นานๆ ทีจึงจะหยิบมาทดลองเขียนยันต์ดูสักครั้งหนึ่ง
พู่กันขนจิ้งจอก์ที่ได้รับมาเป็สินน้ำใจที่ช่วยแปรงขนให้สหายถูกนำมาจุ่มลงในหมึกสีดำ จากนั้นเซียนฝึกหัดก็หลับตาลงเพื่อทำสมาธิ การเขียนยันต์นั้นยากตรงที่ต้องถ่ายพลังทิพย์ลงไปด้วยในขณะเขียน หากขั้นตอนการส่งผ่านพลังทำได้ไม่ดีต่อให้เขียนอักขระได้งดงามเพียงใดยันต์ก็จะไม่เป็ผล
เหล่าอันใช้เวลาเขียนยันต์อยู่ครู่ใหญ่กว่าจะเสร็จเรียบร้อย ตอนที่เงยหน้าขึ้นมาก็เห็นว่าเสี่ยวหลิงกินเต้าหู้ทอดหมดเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มกะพริบตาปริบๆ ด้วยไม่แน่ใจว่าเขาเขียนยันต์ช้าไปหรือเสี่ยวหลิงกินเร็วไปกันแน่ เขาหยิบยันต์ขึ้นมาสะบัดเบาๆ พอให้แห้ง จากนั้นก็ส่งให้น้องสาว บอกกำชับว่า “เก็บเอาไว้ให้ดี ผูกไว้กับเอี๊ยมก็ได้ มันจะช่วยปกป้องเ้าจากพวกมาร หากตัวหนังสือเลือนหรือขาดหายก็ให้มาขอใบใหม่จากข้า”
“ขอบพระคุณมากเ้าค่ะ!” เซียงหลันยิ้มร่าอย่างยินดี นางแทบจะะโกอดพี่ชายอยู่แล้วหากแต่ฉุกคิดขึ้นได้ว่าไม่เหมาะสม สุดท้ายก็ได้แต่อาสาไปชงชามาให้ เพราะอีกสักครู่ก็จะได้เวลาที่เหล่าอันต้องเดินทางไปยังเรือนสกุลหลงแล้ว
‘ข้าทำให้พี่เฉินลู่แล้วก็อวี้ซานกับอวี้หลานอีกคนละใบดีกว่า’ คิดแล้วเหล่าอันก็หยิบผ้าไหมออกมาเพิ่มอีก แต่ไปๆ มาจากสามใบก็กลายเป็สี่ใบ เพราะอยู่ๆ ก็นึกถึงคุณชายใหญ่ตระกูลหลงขึ้นมาเสียได้
๐๐๐
ขณะที่ข่าวลือกำลังแพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงราวกับนิทานหลอกเด็ก ที่หมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้กับป่าอสูรผู้คนกำลังตื่นตระหนกและหวาดกลัว เด็กในหมู่บ้านเสียชีวิตอย่างเป็ปริศนาไปห้าคนแล้ว นอกจากนี้ยังมีศพหญิงที่ถูกสูบเืจนแห้งเหือดราวกับปลาตากแห้งอีกศพหนึ่ง ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เป็ฝีมือของมารอย่างไม่ต้องสงสัย และด้วยเหตุนี้เองที่หน้าประตูบ้านทุกหลังจึงมีอักษรขับไล่มารเขียนเอาไว้ด้วยเืสัตว์ บ้างก็เขวนเสื้อผ้าเอาไว้ให้ดูเหมือนตัวคน เผื่อว่ามารจะเข้าใจผิดแล้วจับเหยื่อไปผิดตัว บรรยากาศภายในหมู่บ้านจึงเงียบเหงาและชวนให้รู้สึกขนหัวลุกเป็อย่างมาก โดยเพฉาะอย่างยิ่งในยามที่ตะวันใกล้ลับขอบฟ้าเช่นนี้
“อะไรกัน? บ้านเกิดเ้าทำไมถึงแปลกประหลาดเช่นนี้?” จอมยุทธ์ร่างกำยำซึ่งสะพายดาบเล่มใหญ่ไว้ข้างเอวเอ่ยถามสหาย อีกฝ่ายเป็จอมยุทธ์ร่างผอมสูงผู้กำลังขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเครียดขรึม เขาชักกระบี่ออกจากฝัก บอกว่า “ข้าเองก็สงสัย แต่เดิมไม่เป็เช่นนี้” กล่าวแล้วก็เดินนำหน้าไปด้วยฝีเท้าเบากริบ สายตาสอดส่องระวังภัยไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบแม้แต่สัตว์เลี้ยงสักตัวหนึ่ง
พวกเขาค่อยๆ เดินไปจนถึงบ้านหลังหนึ่ง จอมยุทธ์มือกระบี่ก็ใช้ด้ามอาวุธทุบประตูพร้อมกับร้องเรียกคนในบ้าน “เสี่ยงอิงนี่ข้าเองอาซื่อ เปิดประตู”
“พี่ซื่อ? นั่นท่านจริงๆ หรือ?” มีเสียงสั่นๆ ของสตรีผู้หนึ่งะโตอบกลับมา
“เป็ข้าเอง เปิดประตูเถิดข้ามีแขกมาด้วย” พอเขาบอกไปแบบนั้นบานประตูที่ตาไว้ด้วยเืสีคล้ำก็ค่อยๆ แง้มออก เมื่อคนด้านในเห็นหน้าจอมยุทธ์ร่างผอม นางก็ร้องไห้โผเข้ากอดเขาเอาไว้แน่น
“พี่ซื่อท่านมาแล้ว ท่านมาจริงๆ ท่านต้องช่วยลูกเรานะเ้าคะ”
“เสี่ยวอิงใจเย็นๆ ก่อน เกิดอะไรขึ้น อาต้าเป็อะไรไป?” คนเป็พ่อเริ่มร้อนใจ เขาจากบ้านไปเพียงสองปีเหตุใดจึงเกิดเื่เช่นนี้ขึ้นมาได้
“อาต้ายังไม่เป็ไร แต่ถ้าปล่อยไว้พวกมารต้องมาฆ่าเขาแน่ๆ” หญิงสาวบอกทั้งๆ ที่ยังสะอื้นไห้อยู่กับอกสามี
“มาร?” คราวนี้ทั้งอาซื่อและสหายต่างขมวดคิ้ว พวกเขาเป็จอมยุทธ์พเนจรมีอาชีพหลักเป็นักล่าสัตว์อสูรย่อมรู้จักมาร เพราะต้องคอยหลบเลี่ยงพวกมันยามออกล่าในป่าอสูร
“เสี่ยวอิงมีมารมาที่หมู่บ้านหรือ?”
“เ้าค่ะ” คนเป็ภรรยาพยักหน้า จากนั้นก็เล่าเื่ราวการตายอย่างปิดธรรมชาติของคนในหมู่บ้านให้สามีฟัง
“คงเป็ฝีมือมารไม่ผิดแน่ เราควรแจ้งเื่ให้สำนักเซียนทราบ” จอมยุทธ์ผู้ใช้ดาบกล่าวกับสหาย ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าเห็นด้วย บอกว่า “ขอข้าไปพาลูกชายมาก่อน” เขาไม่อยากทิ้งลูกเมียเอาไว้ในหมู่บ้านที่กำลังถูกมารรุกราน และสหายของเขาก็ไม่ขัดข้องอันใด ทั้งหมดจึงพากันเดินตัดลานโล่งเข้าไปในตัวอาคารเพื่อให้ภรรยาของอาซื่อเก็บข้าวของจำเป็ แต่ทันทีที่เปิดประตูบ้านเข้าไป พวกเขาก็ต้องใกับภาพที่เห็น
เด็กชายวัยประมาณแปดขวบนอนหมดสติอยู่บนพื้น เหนือร่างของเขาคือร่างสีดำของตัวประหลาด เ้าสิ่งนั้นกำลังจะสอดปลายลิ้นยาวๆ เข้าไปในปากที่เผยออยู่ของเด็กชาย แต่เมื่อถูกขัดจังหวะด้วยกลุ่มคนทั้งสามมันก็หันหัวมามมอง ั์ตาสีแดงก่ำหรี่แคบลงก่อนที่มันจะส่งเสียงกรีดร้องแหลมสูงออกมา
เสี่ยวอิงเห็นบุตรชายนอนนิ่งไม่ไหวติงอยู่บนพื้นก็ได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจมากแล้ว ครั้นได้ยินเสียงกรีดร้องที่แฝงด้วยไอมารไปอีกนางก็ล้มลงหมดสติไป โชคดีที่จอมยุทธ์ผู้ใช้ดาบรับร่างของนางเอาไว้ได้ทัน ส่วนอาซื่อเมื่อเห็นว่าบุตรชายถูกทำร้ายก็โจนเข้าจู่โจมเ้ามารร้ายทันที
เสียงกระบี่ปะทะกรงเล็บมารดังเสียดแก้วหู จอมยุทธ์หนุ่มรุกไล่มารร้ายอย่างไม่คิดอ่อนข้อ ทว่าอาวุธธรรมดาย่อมไม่อาจทำอันตรายแก่มารได้ อย่างมากก็แค่ให้มันรู้สึกรำคาญเท่านั้น แต่อาซื่อก็ยังคงออกกระบวนท่าจู่โจมต่อไป หวังเพียงว่าจะขับไล่มารร้ายออกไปจากบ้านเท่านั้น แน่นอนว่ามารที่หิวโหยย่อมไม่ยินยาม มันฟาดกรงเล็บตะปบอย่างดุร้าย การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วว่องไวอีกทั้งยังสามารถบิดกายได้ราวกับไร้กระดูก อาซื่อที่คุ้นชินกับการต่อสู้กับมนุษย์และอสูรตจึงเพลี่ยงพล้ำในที่สุด กรงเล็บแหลมเกี่ยวเสื้อของเขาจนขาด ของสำคัญที่เก็บไว้ในอกเสื้อพลันร่วงหล่น อาซื่อรีบถีบเท้าถอยหลังแต่เ้ามารก็รุกไล่ตามมมา มันแสยะยิ้มเลียริมฝีปากอย่างลำพองใจที่มีกำลังเหนือกว่า แต่แล้วเท้าของมันก็เหยียบลงไปบนขวดกระเบื้องเสียเต็มแรง ส่งผลให้มันแตกออกเป็เสี่ยงๆ จากนั้นเ้ามารก็แหงนหน้ากรีดร้องโหยหวนประหนึ่งถูกแทงร่างด้วยกระบี่เซียน
จริงอยู่ว่าเศษกระเบื้องย่อมไม่อาจทำอันตรายแก่มารได้ แต่ไม่ใช่กับของที่บรรจุอยู่ภายใน
“มันแพ้เกลือ รีบไปหยิบโถขาวในครัวมาเร็ว!” อาซื่อรีบชี้ทางให้สหายไปนำเกลือมาเพิ่ม ส่วนตัวเองก็อาศัยจังหวะที่เ้ามารกระโจนถอยหลังไปด้วยความเ็ป วิ่งเข้าไปใกล้กองเกลือบนพื้นแล้วใช้กระบี่ตวัดเกลือใส่มารร้าย
ทันทีที่เกือกระทบร่างของมารก็เกิดเสียงเหมือนไข่กระทบน้ำมันเดือดขึ้นมา ตามด้วยเสียงกรีดร้องปานจะขาดใจของมารตนนั้น อาซื่อเห็นว่ามันได้ผลก็ขยับกระบี่สาดเกลือใส่ไม่ยั้ง ครู่หนึ่งสหายของเขาก็หอบโถเกลือออกมาจากครัวแล้วสาดเกลือทั้งโถใส่มารร้าย
“ทำไมไม่ได้ผล?” ผู้ใช้ดาบมองผลการโจมตีของตนอย่างโง่งม ก่อนหน้านี้พวกเขาเห็นเต็มสองตาว่าเ้ามารออกอาการทุรนทุรายเมื่อเหยียบโดนเกลือ แต่พอเอาเกลือไปสาดใส่กลับไม่มีปฏิกิริยาอะไร อาซื่อที่โ๗มตีด้วยเกลือไปหลายครั้งและได้ผลทุกครั้งก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน แต่เขาไม่มีเวลามานึกสงสัย ชายหนุ่มขยับกระบี่ตวัดเกลือบนพื้นใส่ศัตรูต่อไป ปากก็ร้องบอกเพื่อนว่า
“เกลือของสามสหายใช้ได้ผล เ้าเอามาใช้ก่อนไว้ข้าจะซื้อคืนให้”
“เพ้ย! ใครห่วงเื่นั้นกันเล่า!” จอมยุทธ์ร่างใหญ่ตวาด พร้อมกันนั้นก็หยิบขวดกระเบื้องออกมาจากอกเสื้อ ใช้ปากคาบจุกเปิดออก แล้วก็สาดเกลือข้างในนั้นใส่มารร้ายทันที
เสียงกรีดร้องโหยหวนของมันดังขึ้นอีกครั้ง และอาจจะเป็เพราะว่ามันถูกจู่โจมด้วยเกลือซ้ำๆ ทำให้เนื้อกหนังเริ่มละลายราวกับขี้ผึ้งถูกไฟลน จอมยุทธ์ทั้งสองเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง เกลือที่สามารถสร้างความเ็ปให้มารได้นั้นว่าน่าประหลาดใจแล้ว แต่อาการาเ็อย่างเนื้อหนังหลอมละลายเช่นนี้สมควรจะเกิดจากอาวุธเซียนมากกว่า ไม่ใช่เกลือที่มีฤทธิ์ฟื้นฟูพลังปราณเช่นนี้
๐๐๐