ตอนที่ 7 แรกพบไม่ประมาณตน
ป๋ายชีเวยมองป๋ายเอ้าเสวี่ยอย่างตรวจสอบ เขาเอ่ยขึ้น “ในเมื่อเป็คำขอของเอ้าเสวี่ย พ่อย่อมต้องตกลงอยู่แล้ว เพียงแต่หวังว่าภายหน้าเอ้าเสวี่ยอย่าได้ขุ่นเคืองพ่อ”
ป๋ายเอ้าเสวี่ยหยิกแขนตัวเองแรงๆ น้ำตาค่อยๆ ไหลรินอาบแก้ม ท่าทางดูน่าสงสารยิ่ง
มู่เหมียนเห็นป๋ายเอ้าเสวี่ยร้องไห้แล้วคิดว่าป๋ายเอ้าเสวี่ยกำลังเสียใจก็เลยร้องไห้ตามไปด้วย
“ท่านพ่อวางใจ เอ้าเสวี่ยไม่โทษท่านพ่อ เอ้าเสวี่ยรู้ว่านี่เป็บัญชาของฮ่องเต้ บางทีนี่อาจจะเป็ชะตาของเอ้าเสวี่ย” ป๋ายเอ้าเสวี่ยลอบอ้วกใส่ตัวเองในใจ
ป๋ายชีเวยแสร้งทำเป็ทอดถอนใจท่าทางเศร้าสร้อยเอ่ยว่า “เอ้าเสวี่ยจำไว้ก็พอว่าแม้จะแต่งไปวังอ๋องห้าแล้ว เ้าก็ยังเป็คนตระกูลป๋ายอยู่ ไปเถอะ”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของป๋ายชีเวยแล้ว ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็ขยะแขยงอยู่ในใจ ทว่าก็ยังคงเอ่ยด้วยสีหน้าทุกข์ตรม “เอ้าเสวี่ยจะจำคำกล่าวของท่านพ่อไว้ เอ้าเสวี่ยเพียงหวังว่าก่อนเอ้าเสวี่ยจากไปจะไม่มีใครมารบกวนเอ้าเสวี่ย ถือเสียว่าเป็ความทรงจำสุดท้าย”
พอป๋ายชีเวยได้ยินคำกล่าวของป๋ายเอ้าเสวี่ยก็รู้ถึงความนัยในนั้น เขาพยักหน้าถือเป็การตอบรับ
“หากว่ายังมีคนไม่รู้ความ มารบกวนเอ้าเสวี่ยโดยไม่ประมาณตน เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าเอ้าเสวี่ยจะเกรงใจ” พอเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็กวาดความเสียใจก่อนหน้าทิ้งทันที นางมองไปทางป๋ายซู่เสวี่ยอย่างเหี้ยมเกรียมพร้อมกับเอ่ยขึ้น
ป๋ายซู่เสวี่ยถูกสายตากระหายเืของป๋ายเอ้าเสวี่ยมองจนทั้งตัวเย็นะเื นางแสร้งยิ้มปากเอ่ย “พี่หญิงพูดได้ถูกต้อง ท่านพ่อต้องสั่งสอนบ่าวรับใช้พวกนั้นให้เข็ดหลาบ จะได้ไม่ไปรบกวนความสงบของพี่หญิง”
“เอ้าเสวี่ยวางใจเถิด เดี๋ยวพ่อจัดการเื่เล็กๆ น้อยๆ พวกนี้เอง เ้าเตรียมตัวแต่งงานอย่างสบายใจเถอะ” ป๋ายชีเวยพยักหน้าเห็นด้วย
“เช่นนั้นก็รบกวนท่านพ่อแล้วเ้าค่ะ” ป๋ายเอ้าเสวี่ยมองป๋ายชีเวยพร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบ พูดจบแล้วก็เดินออกไปนอกห้อง
ไม่สนใจสักนิดว่าสองพ่อลูกในห้องจะมีความคิดเช่นไร
มองแผ่นหลังป๋ายเอ้าเสวี่ยที่จากไป ป๋ายชีเวยก็มีสีหน้าตรึกตรองครุ่นคิด
ทว่ามู่เหมียนฝั่งนี้กลับมีสีหน้าขมขื่นแล้ว ป๋ายเอ้าเสวี่ยจะไม่รู้ความคิดของมู่เหมียนได้อย่างไร
ป๋ายเอ้าเสวี่ยผ่านความยากลำบากมาร้อยพัน รู้ดีว่าบางเื่การยอมรับดีกว่าการต่อต้าน อีกอย่างการออกจากจวนเสนาบดี มันก็จะง่ายต่อการแก้แค้นของนางมากขึ้น
“คุณหนู ท่านก็รู้ดีว่าอ๋องห้าเป็คนเช่นไร เหตุใดถึงยังแต่งออกไปอีก หากแต่งออกไปทั้งชีวิตนี้ของคุณหนูก็คงจบสิ้นแน่แล้ว” มู่เหมียนอดพูดกับป๋ายเอ้าเสวี่ยไม่ได้ นางมีท่าทางสะอึกสะอื้น ป๋ายเอ้าเสวี่ยมองดูจนปวดใจ
ป๋ายเอ้าเสวี่ยจูงแขนมู่เหมียน ค่อยๆ เดินไปที่เรือนของตน เดินไปพูดไป “มู่เหมียน เ้าอยู่ที่จวนแห่งนี้มีความสุขหรือ อยากรั้งอยู่ที่จวนแห่งนี้หรือไม่”
พอมู่เหมียนได้ยินคำกล่าวของป๋ายเอ้าเสวี่ยก็ส่ายหน้าเอ่ยอย่างร้อนใจ “คุณหนู ข้าไม่ชอบจวนเสนาบดี อยู่ที่นี่คุณหนูไม่มีความสุข ข้าเองก็ไม่มีความสุข ข้าเพียงติดตามคุณหนู คุณหนูอยู่มู่เหมียนอยู่ คุณหนูไปมู่เหมียนก็จะตามไป”
“มู่เหมียนข้าอยู่ที่จวนเสนาบดีไม่มีความสุขเลยสักนิด ข้าแต่งออกไปดีจะตาย นั่นเป็อ๋องที่ไม่เอาไหนคนหนึ่ง ไม่มีทางมากะเกณฑ์อิสระของพวกเรา ภายหน้าหากพวกเราคิดอยากออก ก็ออกมา อีกอย่างรอข้าออกไปจากจวนเสนาบดีแล้ว ป๋ายซู่เสวี่ยกับซูเชี่ยนเชี่ยนก็จะต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกนางเคยทำ” ป๋ายเอ้าเสวี่ยเอ่ยมองมู่เหมียนด้วยแววตาลุกโชน
มู่เหมียนได้ยินคำกล่าวของป๋ายเอ้าเสวี่ยก็นิ่งเงียบไป เดินตามป๋ายเอ้าเสวี่ยไปยังเรือนเล็ก
ในตอนที่ป๋ายเอ้าเสวี่ยคิดว่ามู่เหมียนจะไม่พูดอะไรแล้ว
มู่เหมียนก็ก้าวไวๆ มาตรงหน้าป๋ายเอ้าเสวี่ย มองนางแล้วเอ่ย “คุณหนู มู่เหมียนไม่สนใจสิ่งใด มู่เหมียนแค่อยากให้คุณหนูมีความสุข หลายปีมานี้คุณหนูลำบากมามากแล้ว ตอนนี้ในที่สุดคุณหนูก็เปลี่ยนแปลง มู่เหมียนดีใจมาก หวังแค่ว่าคุณหนูจะมีความสุข”
“มู่เหมียนขอบใจเ้ามาก เ้าวางใจเถอะ คุณหนูอย่างข้าเดินไปที่ไหนก็จะพาเ้าไปด้วย อีกอย่างตอนนี้ข้าก็มีความสุขมาก” ป๋ายเอ้าเสวี่ยเอ่ยออกมาจากใจจริง ได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ได้พบเจอมู่เหมียน นางมีความสุขมากจริงๆ
มู่เหมียนถูกคำพูดของป๋ายเอ้าเสวี่ยทำเอาซาบซึ้งใจนานแล้ว เห็นตานางใกล้จะหลั่งน้ำตา ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็กุมขมับแล้วเอ่ย “มู่เหมียน ประเดี๋ยวพาข้าออกไปเดินเล่นเสียหน่อย ไม่ได้เดินเล่นดีๆ ในเมืองหลวงนานแล้ว”
มู่เหมียนพอได้ยินว่าจะออกไปก็รีบสลายท่าทางเมื่อครู่ทันที จูงป๋ายเอ้าเสวี่ยทะยานไปที่เรือนเล็ก
“คุณหนู คุณหนู เร็วเข้า ขนมร้านนี้อร่อยยิ่ง” เด็กสาวน่ารักจิ้มลิ้มจูงเด็กสาวหน้าตาสะสวยทว่าดูสุขุมเ็าที่ก้าวเดินช้าๆ ด้านหลังนางพร้อมกับเอ่ยขึ้น
“มู่เหมียน ไม่ต้องตื่นเต้นขนาดนี้ก็ได้ วันนี้เ้าอยากได้อะไร ข้าจะซื้อให้เ้าทั้งหมด” ป๋ายเอ้าเสวี่ยยิ้มพลางเอ่ย
รอยยิ้มนางราวกับบัวหิมะแย้มบาน เหล่าบุรุษที่อยู่โดยรอบพากันมองตาถลนอยู่นานแล้ว
สองคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น เป็ป๋ายเอ้าเสวี่ยกับมู่เหมียนนั่นเอง พอเบิกเงินตำลึงที่ป๋ายชีเวยเตรียมไว้ให้ป๋ายเอ้าเสวี่ยจากมือพ่อบ้านแล้ว พวกป๋ายเอ้าเสวี่ยสองคนก็ออกจากจวน
ป๋ายเอ้าเสวี่ยไม่สนใจสายตาผู้คน นางมองมู่เหมียนที่เริ่มเหนื่อยแล้วเอ่ยขึ้น “มู่เหมียนหาหอสุรานั่งกันสักครู่เถอะ ข้ายังไม่ได้กินดีๆ สักมื้อเลย”
พอมู่เหมียนได้ยินนางเอ่ยถึงของกินก็กระตือรือร้น จูงป๋ายเอ้าเสวี่ยไปยังหอสุราที่มีชื่อที่สุดในเมืองหลวง
“หอจุ้ยเย่ว์หรือ ชื่อดี น้ำจันทร์หนึ่งกากลางบุปผา ร่ำสุราเดียวดายไร้ญาติสหาย ยกจอกคารวะจันทร์ประกาย เงาเดียวดายสะท้อนสายกลายเป็สาม[1]” ป๋ายเอ้าเสวี่ยมองชื่อหอสุราพร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบ พูดจบก็พามู่เหมียนก้าวเข้าหอสุรา
แม้เสียงนางจะเบามาก แต่ไม่รู้เลยว่าคำกล่าวของนางได้ถูกบุรุษที่กำลังพินิจดูนางอยู่ข้างบนตึกได้ยินนานแล้ว
“เหยี่ยน คู่หมั้นเ้าคนนี้ไม่เห็นเหมือนที่คนข้างนอกลือกันเลย ดูจากั์ตาแหลมคมเป็ประกายคู่นั้นแล้วไม่เหมือนพวกหัวอ่อนอ่อนแออันใดสักนิด เ้าดูกวีที่นางแต่งตามใจนั่นสิ เหอะ เหอะ...” บุรุษหน้าตาหล่อเหลาเอนพิงขอบหน้าต่าง มองไปยังป๋ายเอ้าเสวี่ยที่เดินเข้าไปในหอสุราพร้อมกับเอ่ยขึ้น
ส่วนบุรุษที่เอนตัวอยู่บนเก้าอี้ตั่งด้านข้างกลับไม่เอ่ยอะไรสักคำ เห็นเพียงว่าบนใบหน้าบุรุษผู้นั้นสวมหน้ากากหยกขาวเอาไว้ ทำให้คนมองเห็นรูปลักษณ์ไม่ชัด ดูอารมณ์ความรู้สึกไม่ออก ปกเสื้อที่แหวกออกเล็กน้อยเผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้ายั่วเย้าคน ร่างสูงใหญ่มีกลิ่นอายดุดันไม่สามัญ
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือคู่หมั้นของป๋ายเอ้าเสวี่ย อ๋องห้าผู้ไม่เอาไหน จวินเยี่ยเหยี่ยน
ทว่าดูจากลักษณะของเขาแล้ว ไหนเลยจะเหมือนกับพวกไม่เอาอ่าวเกกมะเหรกเกเรพวกนั้น ตรงกันข้ามกลับดูเหมือนผู้ปกครองที่ควบคุมทุกอย่างไว้ในกำมือผู้หนึ่ง
เชิงอรรถ
^ หนึ่งในบทกวีมีชื่อของหลี่ป๋าย กวีเอกในสมัยราชวงศ์ถัง