ฟู่ซินหลางไม่รู้เลยว่าตนเองถูกกวนเสี่ยวขึ้นบัญชีดำแล้ว เขาก้าวขาอย่างหมดอาลัยตายอยากลงไปยังห้องโถงใหญ่ที่ยังไม่เปิดให้บริการ พอเห็นเครื่องใช้ไฟฟ้ามากมายในห้างสรรพสินค้า เขาก็รู้สึกเหม่อลอย
ห้างสรรพสินค้าที่กว้างขวางและหรูหราอลังการแห่งนี้เป็นของคังอิงจริงๆ งั้นหรือ?
แต่ถ้าไม่ใช่ของคังอิง แล้วผู้หญิงที่นั่งอยู่ในห้องทำงานของประธานคือใครกัน?
เธอช่างสง่างาม ใจกว้าง และดูเป็นคนเก่งกาจ ยิ่งไปกว่านั้นยังดูโดดเด่นกว่าผู้หญิงในอำเภอเล็กๆ แห่งนี้ ชั่วขณะหนึ่งฟู่ซินหลางไม่อาจเชื่อมโยงเธอกับอดีตภรรยาของเขาได้
ตอนที่หย่าร้าง ฟู่ซินหลางรู้สึกโล่งใจมากแค่ไหน ตอนนี้เขาก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดมากเท่านั้น
เขาไม่สามารถแยกแยะระหว่างตาปลากับไข่มุก [1] ได้ เขาเก็บตาปลาเอาไว้ แต่กลับปล่อยไข่มุกให้หลุดมือไป
ถ้าตอนนี้เขายังไม่ได้หย่ากับคังอิง แบบนี้เขาก็คือเจ้าของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ไม่ใช่หรือ มีลูกน้องมากมายคอยรับใช้ คงไม่ต้องมาปวดหัวกับเรื่องที่ว่าหลังจากเรียนจบจากวิทยาลัยครู เขาจะต้องไปเป็นครูอยู่ที่ชนบทสักแห่ง
ฟู่ซินหลางรู้สึกเสียใจจนแทบกระอักเลือด เขากำลังเดินคอตกออกไปจากห้างสรรพสินค้า จู่ๆ ก็มีคนมาตบบ่าเขา
ตอนนั้นฟู่ซินหลางกำลังรู้สึกผิดหวังอยู่พอดี พอถูกอีกฝ่ายตบเข้าแบบนี้ เขาก็สะดุ้งตกใจ เมื่อเขาหันกลับไปมองก็พบว่าเป็นจางชางเซิ่ง
จางชางเซิ่งแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “เป็นอะไรไปน่ะ? ฉันเห็นนายดูหมดอาลัยตายอยากแบบนี้ หรือว่าถูกประธานคังดุเข้าแล้ว?”
พอเห็นว่าจางชางเซิ่งทำท่าทางกระตือรือร้นที่จะเข้ามาใกล้แบบนี้ ฟู่ซินหลางก็ทำสีหน้าเศร้าสลดพลางกล่าวว่า “ใช่แล้ว ถึงยังไงก็เคยเป็นผัวเมียกันมาตั้งสามปี คิดไม่ถึงว่าพอตอนนี้เธอร่ำรวยแล้วก็จะทำตัวหยิ่งผยอง ไม่เห็นหัวฉันเลย”
“ดูท่าประธานคังคงไม่ใช่คนดีเท่าไหร่ ฉันเห็นนายทั้งดูดีมีสง่าราศี ทำไมเธอถึงหย่ากับนายกันนะ?” จางชางเซิ่งพูดชมฟู่ซินหลางโดยไม่คิดอะไรมาก
แน่นอนว่าฟู่ซินหลางคงไม่บอกว่าสาเหตุที่หย่าก็เป็นเพราะเขาทำร้ายร่างกายคังอิง จนเกือบทำให้เธอถึงแก่ความตาย แถมเขายังแอบคบกับอู๋ฮวนด้วย คังอิงจึงมีหลักฐานและบังคับให้เขาหย่ากับเธอ
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงตัดพ้อว่า “ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเหมือนกัน ตอนแรกพวกเราก็ใช้ชีวิตกันดีๆ จู่ๆ เธอก็ขอหย่า ฉันไม่อยากจะหย่า เธอก็เอาแต่โวยวาย ฉันก็เลยทำอะไรไม่ได้ ถึงยังไงฉันก็เป็นผู้ชาย ต้องยอมผู้หญิงอยู่แล้ว ฉันก็เลยจำใจหย่ากับเธอ อันที่จริงในใจของฉันยังคงมีความรู้สึกดีๆ ให้เธออยู่นะ”
“แล้วทำไมนายรีบแต่งงานใหม่ล่ะ?” จางชางเซิ่งลองหยั่งเชิง เขาถามขึ้นมาอย่างกดดัน
ฟู่ซินหลางรู้สึกอับอายขายหน้าเล็กน้อย เขาคิดอยู่สักพัก ก่อนจะหาข้ออ้างแล้วกล่าวว่า “ที่บ้านฉันยังมีแม่ที่ป่วยอยู่ อีกไม่นานฉันก็จะไปเรียนที่วิทยาลัยครู ทิ้งแม่ไว้คนเดียวก็คงไม่ไหว ฉันก็เลยต้องรีบหาคนแต่งงานเพื่อให้เธอมาช่วยดูแลแม่ของฉัน”
“โอ้ เข้าใจแล้วๆ แต่นายเคยคิดบ้างไหมว่า บางทีประธานคังอาจจะยังคงมีใจให้นายอยู่ เพียงแต่ว่าการที่นายแต่งงานใหม่ทำให้เธอไม่พอใจ เธอถึงได้ทำท่าทางเย็นชาใส่นาย?” จางชางเซิ่งหัวเราะเยาะในใจ แล้วก็ยุยงส่งเสริมฟู่ซินหลาง
“จริงหรือ? นายก็คิดแบบนั้นเหรอ?” เดิมทีในใจของฟู่ซินหลางก็ยังคิดเรื่องนี้อยู่ พอถูกจางชางเซิ่งพูดถึง เขาก็เริ่มมีความหวังขึ้นมาทันที
สิ่งที่เราคิดกับสิ่งที่คนอื่นพูดนั้นต่างกัน สิ่งที่เขาคิดก็แค่ฝันลมๆ แล้งๆ แต่พอถูกคนอื่นพูดแบบนี้ เขาก็คิดว่าอีกฝ่ายอาจจะรู้เห็นอะไรบางอย่างเข้าแล้ว
แต่ฟู่ซินหลางไม่คิดเลยว่า จางชางเซิ่งกำลังวางกับดักเขา เพื่อให้เขาไปหาเรื่องคังอิง และสนองความบันเทิงให้กับความคิดแสนชั่วร้ายของตัวเอง
“หญิงงามเกรงกลัวชายที่ตามตอแย ฉันคิดว่าประธานคังเป็นคนที่ค่อนข้างใส่ใจในความรู้สึก ได้ยินมาว่าพอเธอมารับตำแหน่งก็จะรีบไปเยี่ยมพนักงานที่ลำบากทันที นายลองคิดดูสิ แม้แต่คนนอกที่ลำบาก เธอยังยอมช่วยเหลือ แล้วนี่เป็นนาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึง”
จางชางเซิ่งยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พลางตบบ่าฟู่ซินหลาง ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องพูดให้ชัดเจน ขอแค่พูดให้เข้าประเด็น ปล่อยให้อีกฝ่ายคิดเองก็พอแล้ว
การที่เขาราดน้ำมันลงบนกองไฟก็เพื่อให้ไฟลุกโชติช่วงขึ้นมาเท่านั้น
หากเป็นการยั่วยุโดยตรง มันคงไม่ค่อยดีนัก เขาไม่อยากทิ้งหลักฐานเอาไว้ แถมยังอาจจะทำให้ประธานคังไม่พอใจเขาอีกด้วย เพราะงั้นจางชางเซิ่งจึงรีบเผ่นแน่บโดยไม่คิดอะไร
คำพูดไม่กี่ประโยคของจางชางเซิ่งทำให้ฟู่ซินหลางเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ…
ตอนนี้ห้างสรรพสินค้าใกล้จะเปิดทำการแล้ว คังอิงมีเรื่องต้องจัดการมากมายจนแทบไม่ได้พัก
คราวนี้เธอสัมผัสได้ถึงข้อดีของการเป็นหนุ่มสาว ก็คือการมีพลังเหลือเฟือ ไม่ว่าจะยุ่งหรือเหนื่อยแค่ไหน ขอแค่ได้นอนหลับเต็มอิ่ม ตื่นขึ้นมาก็จะมีเรี่ยวแรงอีกครั้ง
วันนี้สือเจียงหย่วนไม่ได้มาที่ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ เขาบอกแค่ว่ามีธุระต้องไปจัดการ อาจจะต้องใช้เวลาหลายวัน แต่เขาจะมาในวันเปิดทำการของห้างสรรพสินค้าอย่างแน่นอน
งานที่ยุ่งวุ่นวายทำให้คังอิงแทบไม่มีเวลาว่าง เพราะงั้นถึงแม้สือเจียงหย่วนจะไม่อยู่ เธอก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไป
ทว่าพอเธอเลิกงานแล้วกลับมาถึงบ้าน เห็นว่าชุยซิ่วถิงกำลังคุยกับอาซ้อรองจางอยู่ที่หน้าประตูบ้าน ตอนนั้นเองเธอก็นึกขึ้นมาได้ว่า น้ารองของเขาจะกลับมาอยู่ที่นี่หลายวัน
ภายในบ้านพลันดูมีชีวิตชีวามากขึ้น คังอิงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นแบบครอบครัว
ชาติก่อนนั้นคังอิงใช้ชีวิตเป็นโสดมาโดยตลอด จนกระทั่งเธอเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเครื่องบินตก เธอเคยชินกับการอยู่คนเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอไม่เคยปรารถนาความอบอุ่นในชีวิตครอบครัว
เพราะแบบนี้ การที่ชุยซิ่วถิงกลับมาอยู่ที่นี่ คังอิงจึงไม่ได้รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด ไม่ว่ายังไงเธอก็ไม่ใช่หญิงชราที่ชอบอยู่คนเดียวและมีนิสัยแปลกๆ
ในชาติก่อนนั้นแม้ว่าจะใช้ชีวิตคนเดียว แต่เธอก็ไม่ได้ละทิ้งความรักในชีวิต เธอยังค้นหาวิธีมากมายในการไล่ความเหงา เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่มีโอกาสได้ใช้วิธีเหล่านั้น เช่น ไปเล่นเทนนิส ไปเล่นกอล์ฟ…
พอเห็นคังอิงลงจากรถด้วยท่าทางเหนื่อยล้า ชุยซิ่วถิงก็หยุดพูดคุยกับอาซ้อรองจาง แล้วเดินเข้ามาหาคังอิงพลางบอกว่า “เสี่ยวคัง อาหารเย็นฉันทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอไปอาบน้ำแล้วก็มากินข้าวได้เลย”
คังอิงได้ฟังดังนั้นก็กล่าวอย่างกระอักกระอ่วน “น้าชุย ลำบากน้าแล้วค่ะ”
“ลำบากอะไรกันเล่า? ‘อาหารเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชน’ [2] ฉันเองก็ต้องกินข้าวเหมือนกัน ก็เลยทำเผื่อเธอด้วย” ชุยซิ่วถิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนุกสนานแล้วเดินเข้าไปในบ้าน คังอิงเห็นโจ๊กถั่วเขียวสองชามที่เพิ่งจะตักเสร็จใหม่ๆ กับข้าวสามอย่าง จานเนื้อหนึ่งอย่าง อีกสองอย่างเป็นผัก จานเนื้อเป็นไข่เจียวมะเขือเทศ ส่วนผักคือผัดถั่วแขกกับผัดผักบุ้ง มองดูแล้วช่างน่ารับประทานยิ่งนัก จนทำให้นึกอยากอาหารขึ้นมาทันที
คังอิงรีบไปอาบน้ำแล้วออกมาทานข้าว ตอนที่เธอกลับมาถึงบ้านก็ไม่เช้าแล้ว กว่าจะทำธุระส่วนตัวเสร็จก็ปาเข้าไปทุ่มหนึ่ง
แสงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้า จู่ๆ ก็มีโคมไฟสีเขียวเล็กๆ ส่องแสงระยิบระยับ ลอยไปมาอยู่ใต้ต้นหอมหมื่นลี้
คังอิงกินอาหารเสร็จก็เดินออกมาจากห้องครัว พอเห็นภาพสวยงามตรงหน้าเธอก็งุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น “หิ่งห้อย ที่นี่มีหิ่งห้อยด้วยหรือคะ?”
“มีสิ ตอนที่พวกเราอยู่ที่นี่ ฤดูร้อนก็มักจะมีหิ่งห้อยบินมาเป็นฝูงเสมอ ทำไม? แปลกใจมากหรือไง?” ชุยซิ่วถิงถามอย่างสงสัย
“อ้อ ไม่ค่ะ ฉันไม่ได้เจอหิ่งห้อยมานานแล้ว เลยรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยค่ะ” คังอิงกล่าวอย่างตื่นเต้น
“พวกคนหนุ่มสาวมักจะชอบหิ่งห้อย ตอนเด็กๆ เจียงหย่วนกับพี่น้องของเขามักจะวิ่งไล่จับหิ่งห้อย แล้วก็จับพวกมันใส่ขวดแก้ว พวกเขาบอกว่าอยากจะเลียนแบบคนโบราณที่เอาหิ่งห้อยใส่ถุงผ้าเพื่อใช้อ่านหนังสือตอนกลางคืน [3] แต่ว่าแสงแค่นั้นจะอ่านหนังสือออกได้ยังไงกัน?”
ขณะที่ชุยซิ่วถิงพูด คังอิงก็ดูหิ่งห้อยจนพอใจแล้ว เธอจึงอาสาไปล้างจานที่ห้องครัว เมื่อชุยซิ่วถิงเห็นเช่นนั้น ในใจก็แอบชื่นชมเธอมากขึ้นและรู้สึกชอบคังอิงไม่น้อย
เชิงอรรถ
[1] เป็นคำเปรียบเปรยในภาษาจีน หมายถึง สิ่งของที่ดูคล้ายกับไข่มุก แต่แท้จริงแล้วไม่ได้มีค่าอะไร
[2] อาหารเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชน เป็นสุภาษิตจีน หมายถึง อาหารคือสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของผู้คน
[3] การเอาหิ่งห้อยใส่ถุงผ้าเพื่อใช้อ่านหนังสือตอนกลางคืน เป็นเรื่องราวของ ‘เชออิ้น’ ขุนนางสมัยราชวงศ์จิ้นตะวันตก ซึ่งเป็นคนยากจน ไม่มีเงินซื้อน้ำมันตะเกียง เขาจึงจับหิ่งห้อยใส่ในถุงผ้า เพื่อใช้แสงจากมันอ่านหนังสือตอนกลางคืน