จิ่งเสี่ยวเยวี่ยพึมพำเบาๆ แต่ก็ไม่กล้าโต้แย้งคำพูดของหยางหว่านซิ่วอย่างเปิดเผย
ในใจหลิวชุนฮวานึกแค้นจนเข็ดฟัน แต่ใบหน้ายังฝืนยิ้มแล้วพูด “แม่คะ เด็กๆ กำลังโตกัน แม่แย่งของกินพวกเขามันคงจะไม่ค่อยดีหรือเปล่าคะ?”
หยางหว่านซิ่วหัวเราะเยาะ “การเคารพผู้สูงอายุและเอ็นดูเด็กเป็คุณธรรมดั้งเดิมที่สืบต่อกันมา แกดูการเรียงประโยคคำพูดของตัวเองก่อนไหม! ทำไม? ฉันกินเนื้อบ้านแกไปหนึ่งคำ แกจะไปฟ้องหน่วยงานทางการหรือยังไง?”
หลิวชุนฮวาอยากจะอาเจียนออกมาเป็เื แต่ก็ยังฝืนยิ้มแล้วพูด “จะไปทำอย่างนั้นได้ยังไงกันคะ…”
“รู้ก็ดีแล้วว่าไม่ควรทำ” หยางหว่านซิ่วเหลือบมองหล่อนแล้วพูด “หลิวชุนฮวา แกจำไว้ ฉันกำลังทำบุญให้แก!”
พูดจบก็ี้เีสนใจหลิวชุนฮวาที่หน้าดำคร่ำเครียด และพาจิ่งเยี่ยนกุยเดินออกไป
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยโกรธมากจนเขวี้ยงกะละมังล้างผักในบ้านเสียงดัง “โครม” แล้วเอ่ยว่า “คุณย่าลำเอียงเกินไปแล้ว!”
หล่อนมองเนื้อที่หายไปแล้วก็รู้สึกเจ็บใจเกินทน “เนื้อชิ้นนี้คุณย่ากินที่ไหนกัน เป็จิ่งเยี่ยนกุยกินหมดต่างหาก แม่คะ นี่เนื้อที่คุณยายหั่นไว้ให้หลิวหยางกิน ทำไมถึงตกเป็ของคนนอกอย่างยายนั่นได้!”
บ้านตระกูลจิ่งมีลูกเยอะ หลิวชุนฮวาห่วงความสวยความงามของตัวเอง จึงแทบจะไม่ทำงานในไร่นา คนที่ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้จริงๆ มีแค่จิ่งเจี้ยนกั๋ว ซึ่งเงินที่เขาหาได้ก็เพียงพอแค่จุนเจือครอบครัวเท่านั้น
เพราะในบ้านไม่ได้มีเงินมากนัก หลิวชุนฮวาจึงถือว่าเป็คนที่ประหยัดและตระหนี่สุดๆ บ้านตระกูลจิ่งหนึ่งเดือนกว่าจะได้กินเนื้อสักครั้ง เื่ที่จิ่งเยี่ยนกุยกินเนื้อไปชิ้นหนึ่ง เท่ากับพวกเขาก็ต้องกินเนื้อน้อยลงไปอีกชิ้น!
เื่นี้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยทนไม่ไหวจริงๆ!
หลิวชุนฮวาก็รู้สึกเจ็บใจเหมือนกัน ได้แต่พูดว่า “กินไปหมดแล้วจะทำยังไงได้? พวกแกฟังไว้ให้ดี ต่อไปถ้าในบ้านมีอะไรกิน คุณย่ามาก็ให้ซ่อนไว้ อย่าให้หล่อนเห็น ต่อไปไม่ต้องไปกตัญญูต่อหล่อน!”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยด่าทอ “ยัยแก่หนังเหนียวนี่ไม่ตายสักที!”
ด่าจบแล้วก็หันไปพูดกับหลิวชุนฮวาว่า “แม่คะ รีบทำอาหาร หนูหิวจะตายอยู่แล้ว!”
หลิวชุนฮวาในวันนี้ก็เหนื่อยแทบแย่เหมือนกัน จึงให้จิ่งเสี่ยวเยวี่ยช่วยล้างผัก แต่จิ่งเสี่ยวเยวี่ยโตขนาดนี้ เพราะมีจิ่งเยี่ยนกุยคอยทำนู่นทำนี่ให้ หล่อนจึงไม่เคยทำงานบ้าน พอจับแตงกวามาล้างก็บ่นว่าแตงกวามีหนาม พอจับผักกาดมาล้างก็บ่นว่าผักมีดินสกปรก
หล่อนอดไม่ได้ที่จะพูดไปด่าไป “จิ่งเยี่ยนกุยเลวมาก แค่เจ็บนิดหน่อย นึกไม่ถึงว่าจะไม่ยอมทำอาหารให้พวกเรากิน! เธอกลับมาเมื่อไหร่ จะหักขาเธอซะ!”
หลิวชุนฮวาเองก็ไม่ได้ทำอาหารมานานหลายปีดีดัก ตอนนี้บ้านตระกูลจิ่งใช้ฟืนเป็เชื้อเพลิง พอต้องหุงข้าวไปและก่อไฟไป มือไม้ก็พันกันไปหมด
ระหว่างนั้นไฟก็ยังมอดดับกลางคันอีก ควันโขมงลอยเต็มไปหมด แสบตาจนหล่อนลืมตาไม่ขึ้น ทั้งยังไอไม่หยุด
ในใจของหล่อนก็รู้สึกหงุดหงิดไม่ต่างกัน หลังจากเตรียมอาหารเสร็จด้วยความยากเย็น จิ่งเสี่ยวเยวี่ยชิมไปคำเดียวก็คายออกมา แล้วพูดด้วยท่าทางรังเกียจเหลือเกิน “ไม่อร่อยเลยสักนิด!”
หลิวชุนฮวาไม่ได้ทำอาหารมานานหลายปี ฝีมือตกไปนานแล้ว จึงสู้ฝีมือของจิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้ จิ่งเสี่ยวเยวี่ยจะบ่นว่าอาหารไม่อร่อยก็ไม่แปลกเลย
หลิวชุนฮวาโกรธจนปาตะเกียบทิ้ง “อยากกินก็กิน ไม่อยากกินก็ไม่ต้องกิน!”
จิ่งเสี่ยวเยวี่ยก็รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เมื่อเห็นหลิวชุนฮวาโกรธ และหล่อนเองก็หิวมากจนทนไม่ไหว จึงไม่กล้าพูดอะไรอีก โชคดีที่วันนี้มีเนื้อกิน ก็ถือว่าเป็การชดเชยที่หลิวชุนฮวาทำอาหารได้แย่มากจนกลืนไม่ลง
ตอนที่จิ่งเยี่ยนกุยตามหยางหว่านซิ่วไปบ้านเก่า จิ่งจงอี้ผู้เป็ปู่ก็เพิ่งแบกจอบกลับมาจากข้างนอกพอดี
เขารู้เื่วุ่นวายที่เกิดขึ้นที่บ้านตระกูลจิ่งแล้ว ตอนนี้พอเห็นผ้าพันแผลบนหัวของจิ่งเยี่ยนกุย ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก หยิบปลาไหลนาที่ร้อยด้วยเชือกฟางออกจากถุงแล้วส่งให้เธอ “เอาไปทอดกินซะ อย่าเสียดายน้ำมัน”
บ้านตระกูลจิ่งไม่มีวัว ต้องใช้เสียมหรือคราดไถดิน ตอนไถดินก็มักจะเจอปลาไหลนา จิ่งจงอี้ชอบเด็ดหญ้าข้างคันนามาปั่นเป็เกลียวแล้วร้อยปลาไหลนาเอาไว้ เมื่อก่อนเขาเคยจับปลาไหลนาแล้วแอบเอาให้เธออยู่หลายครั้งเหมือนกัน
เธอหัวเราะแล้วพูดว่า “คุณปู่เก่งมาก จับปลาไหลนาได้เยอะแยะขนาดนี้เลย!”
จิ่งจงอี้ไม่ได้สนใจเธออีก หยิบเส้นยาสูบออกมาจากถุง จากนั้นนั่งยองสูบอยู่บนบันไดหินหน้าประตูบ้าน
หยางหว่านซิ่วแย่งปลาไหลนาจากมือของจิ่งเยี่ยนกุยมา พูดขณะที่กำลังจัดการปลาไหลนาว่า “เยี่ยนกุยยังมีแผลที่หัว จะอยู่บ้านเก่าสักสองสามวันนะ”
จิ่งจงอี้ไม่ได้พูดอะไร เพียงพยักหน้าเบาๆ
คืนนี้หยางหว่านซิ่วเป็คนทำอาหาร จิ่งเยี่ยนกุยเป็ลูกมือ ปลาไหลนาถูกทอดจนเหลืองกรอบทั้งสองด้าน จากนั้นใส่หัวต้นหอมดองเปรี้ยวของที่บ้านลงไปอีกสองสามหัว และเติมน้ำลงไปต้มต่อ ทันใดนั้นกลิ่นหอมก็ตลบอบอวล อีกทั้งยังมีผัดบวบที่เพิ่งเด็ดมาจากไร่ ตามด้วยผัดมะเขือยาวกับพริกหยวก อาหารทั้งหมดสำหรับค่ำคืนนี้ก็พร้อมแล้ว
ฝีมือทำอาหารของหยางหว่านซิ่วยอดเยี่ยมมาก พออาหารสามอย่างวางบนโต๊ะ จิ่งเยี่ยนกุยก็รู้สึกหิวขึ้นมาอีกครั้ง
หยางหว่านซิ่วตักข้าวให้เธอชามใหญ่ แล้วยังตักปลาไหลนาใส่ชามให้เธออีกสามสี่ตัว “แกผอมเกินไปแล้ว กินเยอะๆ จะได้บำรุง”
มุมปากของจิ่งเยี่ยนกุยยกยิ้ม และไม่มัวเกรงใจหยางหว่านซิ่ว กินไปพลางก็ชมว่าคุณย่าทำอาหารอร่อย ทำเอาหยางหว่านซิ่วยิ้มแก้มปริ
หลังจากกินข้าวเสร็จ จิ่งเยี่ยนกุยก็ล้างจานเก็บโต๊ะ
หลังจากหยางหว่านซิ่วต้มน้ำอาบเสร็จแล้ว ก็ยื่นเสื้อผ้าเก่าของเธอให้จิ่งเยี่ยนกุย “อย่ารังเกียจเสื้อผ้าเก่าของย่านะ ใส่ไปก่อน พอเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วขายข้าวได้ ย่าจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้”
หยางหว่านซิ่วรู้สึกว่าจิ่งเยี่ยนกุยเป็เด็กสาวที่โตเป็ผู้ใหญ่ สมควรมีเสื้อผ้าใหม่เป็ของตัวเองได้แล้ว
ขอบตาของจิ่งเยี่ยนกุยแดงระเรื่อ เธอพูดเสียงเบาว่า “ย่าคะ หนูโตแล้ว หาเงินเองได้ ไม่ต้องใช้เงินของย่าหรอกค่ะ”
ในชนบทธุรกิจการค้าไม่เจริญ จิ่งเยี่ยนกุยต้องถูกหลิวชุนฮวากักตัวไว้ที่บ้านและปฏิบัติอย่างทารุณทุกวัน เงินอั่งเปาเล็กน้อยที่ได้เมื่อตอนตรุษจีนก็ถูกหลิวชุนฮวาเอาไปนานแล้ว เมื่อก่อนเธอยังถูกหลิวชุนฮวาล้างสมองให้เป็พี่สาวที่ดี จึงไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดงเดียว จึงรู้สึกว่าตัวเองเมื่อก่อนช่างโง่เหลือเกิน
หยางหว่านซิ่วได้ยินก็ทำหน้าบึ้งแล้วพูดว่า “แกคงไม่ได้เชื่อฟังแม่แก แล้วจะไปทำงานที่ทางใต้จริงๆ ใช่ไหม? ฉันได้ยินมาว่า มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งจากหมู่บ้านข้างๆ ไปทำงานทางใต้ ที่นั่นวุ่นวายมาก เด็กคนนั้นถูกหลอกไปขายแล้วให้ทำเื่พวกนั้น แกอย่าไปเชียวนะ!”
ใน่ไม่กี่ปีแรกที่เมืองทางใต้เปิดรับการลงทุน เมืองหลายแห่งในแถบนั้นยังไม่ได้จัดระเบียบเื่ความปลอดภัยให้เข้าที่เข้าทางนัก จึงมีเื่วุ่นวายอยู่เล็กน้อย
จิ่งจงอี้ที่นิ่งเงียบมาตลอดพูดขึ้นว่า “ทางใต้น่ะห้ามไปเลยนะ นอกจากเื่ที่ย่าแกพูดมา ฉันยังได้ยินมาว่ามีคนไปถึงที่นั่นแล้ว ตอนกลางคืนไม่มีที่อยู่ ต้องไปนอนในสุสาน ตอนดึกเจอผีก็กลัวจนิญญาแทบหลุดจากร่าง”
เื่พวกนี้ จิ่งเยี่ยนกุยในชาติที่แล้วเคยประสบมาแล้ว เธอเคยนอนในสุสาน แบกหามของหนัก และเกือบจะถูกลักพาตัวไปทำเื่พวกนั้น
เธอไม่ได้ปฏิเสธการลงใต้ แต่ก็ไม่อยากไปทำงานเป็ลูกจ้างที่นั่นอีกแล้ว และไม่อยากให้หลิวชุนฮวามาเกาะกินอีก เธออยากทำอะไรบางอย่าง แต่ก็ต้องมีเงินทุนเริ่มต้น
เธอจึงใคร่ครวญอย่างหนัก แล้วพูดว่า “คุณปู่ คุณย่าคะ หนูอยากทำธุรกิจของตัวเอง จะขอยืมเงินสักสิบหยวนเป็ทุนได้ไหมคะ?”
หยางหว่านซิ่วและจิ่งจงอี้ชะงักไปชั่วขณะ จิ่งเยี่ยนกุยจึงพูดต่อว่า “แม่หนูอยากให้หนูลงใต้ไปทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่หนูยังอยากเรียนหนังสือ แม่คงไม่จ่ายค่าเล่าเรียนให้หนูอีกแล้ว หนูเลยอยากหาเงินเองเพื่อเรียนต่อค่ะ”