สำนักเทพเปย์ศิษย์

    สำนักเทพเปย์ศิษย์_44_เจ้านิกายจะสังหารพวกเจ้าเยี่ยงสุนัข

    ข้าง ๆ ของจางสงคือชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีม่วง


    หลังจากพูดจบ จางสงก็มองไปยังเย่เสวียน ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม


    เมื่อหลายวันก่อนเขาได้เผชิญกับความน่าสะพรึงกลัวของปีศาจผู้พิทักษ์ เขาจึงตัดสินใจหนีกลับไปยังสำนักของตนโดยไม่คิดชีวิต


    จากนั้นเขาได้บอกเล่าแก่เจ้าสำนักเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น


    วันนี้สำนักดาบสัตโลหะไม่เพียงแต่จะยกยอดฝีมือหลายคนมา แต่เจ้าสำนักก็ยังเดินทางมาด้วยตนเอง


    ไม่เพียงเพื่อชิงกระบี่เซียนเหินมา แต่ยังถึงขั้นคิดจะทำลายนิกายเทพกระบี่ให้พินาศ!


    “สารเลว มาดูกันว่าวันนี้จะมีใครช่วยเจ้าได้อีก!!”


    “วันนี้ข้าไม่เพียงแต่จะสังหารเจ้าเท่านั้น แต่จะทรมานและบดขยี้กระดูกของเจ้าจนไม่เหลือเคถ้าเลยคอยดู!!”


    เสียงของจางสงเย็นยะเยือกแฝงไปด้วยจิตสังหาร


    เวลานี้เจ้าสำนักดาบสัตโลหะขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางมองไปยังเย่เสวียนที่อยู่ด้านล่าง


    หัวใจของเย่เสวียนเต้นระรัวโดยไม่อาจควบคุมได้ เขาจึงตะโกนไปทางประตูนิกายอย่างร้อนรน


    “ท่านเจ้านิกาย”


    “สำนักดาบสัตโลหะบุกมาแล้ว!!”


    “ช่วยข้าด้วยยย!!”


    ...................


    เซวี่ยหลิงอวิ๋น เจ้าสำนักดาบสัตโลหะที่มองดูเหตุการณ์นี้มีใบหน้าเรียบเฉยทว่าสายตาแฝงเร้นความดูหมิ่น กลิ่นอายของคนผู้นี้ถือได้ว่าแข็งแกร่งยิ่ง


    ทัศนคติของเขานั้นเรียกได้ว่าดูแคลนนิกายเทพกระบี่ราวกับสวรรค์ทั้งเก้าจ้องมองลงมายังโลกมนุษย์


    ทันทีที่คนผู้นี้ปรากฏตัว รอบ ๆ นิกายเทพกระบี่พลันเต็มไปด้วยพายุโหมกระหน่ำ ท้องฟ้ามืดมัว เกิดความโกลาหลในพริบตา


    ความแข็งแกร่งของเขานั้นคือปรากฏกำเนิดในตำนาน อีกทั้งยังอยู่ในระดับสูงสุดที่ใกล้จะทะลวงขอบเขตแล้ว


    อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ขั้นเซียนมรรตัยที่แทบจะเรียกได้ว่าไร้ผู้ต่อกรอย่างแท้จริง


    เมื่อเข้าสู่ขั้นเซียนมรรตัยแล้ว การดำรงอยู่ของคนผู้นั้นจะเหนือคำว่านักรบหรือยอดฝีมือไปแล้ว เนื่องจากจะมีพลังแห่งเซียนคุ้มกายา พลังทั้งหมดถูกยกระดับไปอีกขั้น


    เดิมทีเซวี่ยหลิงอวิ๋นไม่อยากจะมาเหยียบนิกายเทพกระบี่เลย


    ท้ายที่สุดนิกายเทพกระบี่ก็ทรุดโทรมเกินจะเรียกว่านิกาย อีกทั้งมรดกสืบทอดก็ไม่มีเหลือแล้ว แถมยังไร้ซึ่งปราณวาสนาอีก ในสายตาของเขามันเหมือนกับมดตัวหนึ่งที่เลือกเดินข้ามดีกว่าเสียเวลาก้มลงไปสนใจมัน


    ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่เจ้านิกายเทพกระบี่คนก่อนก็ยังถูกหนึ่งในยอดฝีมือของสำนักดาบสัตโลหะสังหารทิ้งอย่างง่ายดาย


    นิกายที่ล่มสลายไปแล้วเช่นนี้ แค่ชำเลืองตามองยังรู้สึกเสียเวลา


    เขาสามารถส่งใครก็ได้ในสำนักมาเพื่อทำลายที่นี่ได้ทุกเวลา


    อย่างไรก็ตามเมื่อหลายวันก่อน จางสงผู้อาวุโสฝ่ายนอกได้แจ้งข่าวว่าศิษย์ของนิกายเทพกระบี่นั้นมีกระบี่เซียนเหินไว้ในครอบครอง


    สิ่งนี้ทำให้เขาเกิดความสนใจยิ่ง


    ต้องรู้ก่อนว่ากระบี่เซียนเหินนั้นเป็นอาวุธในตำนานซึ่งมีพลังไร้ขีดจำกัด เมื่อฟาดฟันออกไปกระทั่งสีสันของโลกยังซีดจางลง เรียกได้ว่าไร้เทียมทานอย่างแท้จริง


    และจุดประสงค์หลักของการมายังที่นี่ก็คือชิงกระบี่เซียนเหินพร้อมทั้งเคล็ดวิชาคู่กระบี่มาให้ได้


    ส่วนนิกายเทพกระบี่ที่เปรียบเสมือนมดปลวก แค่ทำลายมันให้สิ้นซากก็พอ


    ในความเห็นของเซวี่ยหลิงอวิ๋นนั้น นิกายขยะอย่างนิกายเทพกระบี่ไม่คู่ควรที่จะมีกระบี่เซียนเหินไว้ในครอบครอง


    แม้ว่าจะได้โดยมาบังเอิญแต่ก็ควรจะมอบให้แก่สำนักดาบสัตโลหะโดยเร็ว มิเช่นนั้นจะถือว่ามีความผิดมหันต์ โทษคือประหารสถานเดียว!!


    “เฮอะ!”


    “หวังจะให้เจ้านิกายช่วยเหลือ?”


    “เมื่อเห็นยอดฝีมือมากมายเช่นนี้เกรงว่าเจ้านิกายของเจ้าคงตัวสั่นฉี่ราดหดหัวอยู่ในกระดองแล้ว”


    “อยากจะตะโกนก็เชิญทำให้เต็มที่ ถึงจะตะโกนกรีดร้องเพียงใดมันก็ไม่ออกมาช่วยเจ้า”


    เซวี่ยหลิงอวิ๋นถากถางพร้อมกับเหลือบมองไปยังเย่เสวียนที่อยู่ด้านล่าง


    “หากฟังกันรู้เรื่องก็รีบมอบกระบี่เซียนเหินมาเสีย จากนั้นก็รีบคุกเข่ายอมจำนน”


    “เจ้าสำนักผู้นี้เห็นว่าเจ้ามีพรสวรรค์ที่พอใช้ได้ ดังนั้นข้าจึงอยากอ้าแขนรับเจ้าเข้ามาเป็นศิษย์ของสำนักดาบสัตโลหะ”


    “ส่วนนิกายเทพกระบี่นั่น ข้าจะจัดการเจ้านิกายและทำลายนิกายให้สิ้นซากไปพร้อมกันเอง”


    ท่าทีของเซวี่ยหลิงอวิ๋นปรากฏนั้นหาได้แยแสสิ่งใด และน้ำเสียงของเขาก็ดูเย่อหยิ่งราวกับว่าคำพูดของเขาคือประกาศิต เสมือนชะตาของนิกายเทพกระบี่ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว


    เมื่อได้ยินคำพูดโอหังเช่นนี้ เย่เสวียนที่อยู่ด้านล่างพลันบังเกิดโทสะ และนอกจากโทสะแล้วยังมีความคับข้องใจรวมถึงความไม่เต็มใจอีกด้วย


    เย่เสวียนกำหมัดแน่น


    ร่างกายของเขาสั่นสะท้านพร้อมกับจ้องมองไปยังเซวี่ยหลิงอวิ๋นที่อยู่บนท้องฟ้า


    พริบตานั้นเอง


    เสียงที่ปนความขี้เล่นก็ได้ดังเข้าสู่โสตประสาทของทุกคน


    “มีแต่เรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นไม่ว่างเว้น โดยเฉพาะวันนี้...”


    “ต้องการกระบี่เซียนเหินกับเคล็ดวิชาไปยังไม่พอ ยังต้องการดึงศิษย์ของข้าซ้ำยังหมายจะทำลายนิกายเทพกระบี่อีกอย่างนั้นหรือ?”


    “หึหึ เจ้านี่ช่างทระนงตัวยิ่งนัก เห็นทีปากควรจะใหญ่กว่าเท้าแล้วกระมัง”


    “ความกล้าหาญของเจ้าเกรงว่านำเรือมาขนสิบลำคงไม่พอเป็นแน่แท้”


    หลังจากได้ยินคำพูดนี้ เซวี่ยหลิงอวิ๋นถึงกับตกตะลึงไปชั่วครู่ จากนั้นใบหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงราวกับภูเขาไฟปะทุ


    เจ้านี่มันเป็นใคร?


    เจ้าสำนักดาบสัตโลหะ ผู้อยู่ในขั้นกำเนิดสวรรค์จุดสูงสุด ผู้ที่ยอดฝีมือนับไม่ถ้วนต่างเกรงกลัว


    เพียงเกิดโทสะ ย่อมต้องมีชีวิตเซ่นสังเวยนับหมื่นนับล้าน!!


    แต่ตอนนี้กลับถูกใครไม่รู้ดูหมิ่นเช่นนี้?


    ไม่สมเหตุสมผลสักนิด


    ตูมมมมมมมมม!!


    โทสะระเบิด!!


    ทันใดนั้นเซวี่ยหลิงอวิ๋นก็ปลดปล่อยพลังปราณที่เปรียบเสมือนเปลวเพลิงแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง


    เขาเตรียมที่จะทำลายนิกายเทพกระบี่ให้เป็นเถ้าถ่าน


    ฉับพลันนั้นเอง ชายหนุ่มที่สวมชุดคลุมสีขาวรูปร่างสมส่วนและมีใบหน้าหล่อเหลาก็ได้ปรากฏขึ้นกลางอากาศในระยะสิบจั้ง


    เบื้องหลังชายหนุ่มผู้นี้มีหญิงสาวสองนางที่งดงามหาผู้ใดเปรียบปลดปล่อยกลิ่นอายอันเย็นยะเยือก


    “เจ้าคือเจ้านิกายคนใหม่?” เซวี่ยหลิงอวิ๋น เอ่ยถามด้วยดวงตาอันเย็นชา


    “ถูกต้องแล้ว” หลินเฟิง เหลือบมองไปอย่างไม่แยแส


    เย่เสวียนที่อยู่ด้านล่างมองเห็นการปรากฏตัวของเจ้านิกาย เขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความปีติยินดีออกมาอย่างล้นหลาม


    “เฮอะ!”


    “ท่านเจ้านิกายคือผู้กลับชาติมาเกิด พลังของเขาหาได้มีผู้ใดเทียบเคียง”


    “พวกเจ้าพลาดแล้ว ขั้นสวรรค์กำเนิดเช่นนั้นรึ? ซ้ำยังเอ่ยวาจาสามหาวบอกว่าจะทำลายนิกายเทพกระบี่ กล้ามาพูดจาเยี่ยงนี้ใส่ท่านเจ้านิกายนับว่าทำผิดมหันต์”


    “รนหาที่ตายโดยแท้”


    “ท่านเจ้านิกาย ฆ่ามันให้ราวกับสุนัขตัวหนึ่งไปเลย!”


    เย่เสวียน พล่ามอยู่ภายในใจ


    “วิเศษ ปรากฏว่านิกายเทพกระบี่ยังเหลือมดอีกสองสามตัว”


    “วันนี้ข้าจะให้ทางเลือกแก่พวกเจ้า”


    “หนึ่งคือมอบกระบี่เซียนเหินกับเคล็ดวิชามา พร้อมทั้งสมบัติหายากทั้งหมดในนิกายเทพกระบี่”


    “สอง ให้ข้าลงมือกวาดล้างนิกายเทพกระบี่เอง ครานี้ข้าจะทำให้ไม่ละเว้นแม้แต่หมูหมากาไก่”


    “จงเลือกมาเสีย”


    เซวี่ยหลิงอวิ๋นจ้องมองไปยังหลินเฟิงด้วยแรงกดดัน


    “หืม?”


    “น่าสนใจดีนี่”


    “ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะให้ทางเลือกแก่เจ้าสองทางเช่นกัน”


    “หนึ่ง คุกเข่าก้มลงอย่างเชื่อฟังและยอมรับความผิด จากนั้นก็ฆ่าตัวตายไปเสีย ข้าสามารถละเว้นสตรีเด็กน้อยในสำนักของเจ้าได้”


    “สอง ข้าจะลงมือทำลายสำนักดาบสัตโลหะด้วยตนเอง”


    น้ำเสียงของหลินเฟิงนั้นเรียกได้ว่าสงบนิ่งและไม่ดังจนเกินไป


    เนื่องจากสำนักดาบสัตโลหะสังหารเจ้านิกายคนเก่า อีกทั้งหลินเฟิงไม่ได้มีความคิดริเริ่มจะลงมือโจมตีสำนักดาบสัตโลหะในตอนนี้ ทว่าอีกฝ่ายกลับเปิดศึกหมายช่วงชิงสมบัติไปหน้าด้าน ๆ ?


    ช่างหน้าหนาเสียไม่มี!


    เนื่องจากมารนหาที่ตายเอง เช่นนั้นหลินเฟิงก็จะสนองให้อีกฝ่าย ทุกคนที่มาในวันนี้อย่าคิดว่าจะมาแล้วก็มาจะไปแล้วก็ไปได้ จะต้องสังเวยชีวิตทุกคนเป็นการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณเจ้านิกายที่อยู่บนสวรรค์เสียก่อน


    เดิมทีเขาวางแผนที่จะไปยังสำนักดาบสัตโลหะหลังจากที่จัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เข้าที่เข้าทาง


    แต่ตอนนี้อีกฝ่ายมาหาถึงหน้าประตู เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะรอด!!