ข้าง ๆ ของจางสงคือชายวัยกลางคนในชุดคลุมสีม่วง
หลังจากพูดจบ จางสงก็มองไปยังเย่เสวียน ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
เมื่อหลายวันก่อนเขาได้เผชิญกับความน่าสะพรึงกลัวของปีศาจผู้พิทักษ์ เขาจึงตัดสินใจหนีกลับไปยังสำนักของตนโดยไม่คิดชีวิต
จากนั้นเขาได้บอกเล่าแก่เจ้าสำนักเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
วันนี้สำนักดาบสัตโลหะไม่เพียงแต่จะยกยอดฝีมือหลายคนมา แต่เจ้าสำนักก็ยังเดินทางมาด้วยตนเอง
ไม่เพียงเพื่อชิงกระบี่เซียนเหินมา แต่ยังถึงขั้นคิดจะทำลายนิกายเทพกระบี่ให้พินาศ!
“สารเลว มาดูกันว่าวันนี้จะมีใครช่วยเจ้าได้อีก!!”
“วันนี้ข้าไม่เพียงแต่จะสังหารเจ้าเท่านั้น แต่จะทรมานและบดขยี้กระดูกของเจ้าจนไม่เหลือเคถ้าเลยคอยดู!!”
เสียงของจางสงเย็นยะเยือกแฝงไปด้วยจิตสังหาร
เวลานี้เจ้าสำนักดาบสัตโลหะขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางมองไปยังเย่เสวียนที่อยู่ด้านล่าง
หัวใจของเย่เสวียนเต้นระรัวโดยไม่อาจควบคุมได้ เขาจึงตะโกนไปทางประตูนิกายอย่างร้อนรน
“ท่านเจ้านิกาย”
“สำนักดาบสัตโลหะบุกมาแล้ว!!”
“ช่วยข้าด้วยยย!!”
...................
เซวี่ยหลิงอวิ๋น เจ้าสำนักดาบสัตโลหะที่มองดูเหตุการณ์นี้มีใบหน้าเรียบเฉยทว่าสายตาแฝงเร้นความดูหมิ่น กลิ่นอายของคนผู้นี้ถือได้ว่าแข็งแกร่งยิ่ง
ทัศนคติของเขานั้นเรียกได้ว่าดูแคลนนิกายเทพกระบี่ราวกับสวรรค์ทั้งเก้าจ้องมองลงมายังโลกมนุษย์
ทันทีที่คนผู้นี้ปรากฏตัว รอบ ๆ นิกายเทพกระบี่พลันเต็มไปด้วยพายุโหมกระหน่ำ ท้องฟ้ามืดมัว เกิดความโกลาหลในพริบตา
ความแข็งแกร่งของเขานั้นคือปรากฏกำเนิดในตำนาน อีกทั้งยังอยู่ในระดับสูงสุดที่ใกล้จะทะลวงขอบเขตแล้ว
อีกเพียงก้าวเดียวก็จะเข้าสู่ขั้นเซียนมรรตัยที่แทบจะเรียกได้ว่าไร้ผู้ต่อกรอย่างแท้จริง
เมื่อเข้าสู่ขั้นเซียนมรรตัยแล้ว การดำรงอยู่ของคนผู้นั้นจะเหนือคำว่านักรบหรือยอดฝีมือไปแล้ว เนื่องจากจะมีพลังแห่งเซียนคุ้มกายา พลังทั้งหมดถูกยกระดับไปอีกขั้น
เดิมทีเซวี่ยหลิงอวิ๋นไม่อยากจะมาเหยียบนิกายเทพกระบี่เลย
ท้ายที่สุดนิกายเทพกระบี่ก็ทรุดโทรมเกินจะเรียกว่านิกาย อีกทั้งมรดกสืบทอดก็ไม่มีเหลือแล้ว แถมยังไร้ซึ่งปราณวาสนาอีก ในสายตาของเขามันเหมือนกับมดตัวหนึ่งที่เลือกเดินข้ามดีกว่าเสียเวลาก้มลงไปสนใจมัน
ยิ่งไปกว่านั้น แม้แต่เจ้านิกายเทพกระบี่คนก่อนก็ยังถูกหนึ่งในยอดฝีมือของสำนักดาบสัตโลหะสังหารทิ้งอย่างง่ายดาย
นิกายที่ล่มสลายไปแล้วเช่นนี้ แค่ชำเลืองตามองยังรู้สึกเสียเวลา
เขาสามารถส่งใครก็ได้ในสำนักมาเพื่อทำลายที่นี่ได้ทุกเวลา
อย่างไรก็ตามเมื่อหลายวันก่อน จางสงผู้อาวุโสฝ่ายนอกได้แจ้งข่าวว่าศิษย์ของนิกายเทพกระบี่นั้นมีกระบี่เซียนเหินไว้ในครอบครอง
สิ่งนี้ทำให้เขาเกิดความสนใจยิ่ง
ต้องรู้ก่อนว่ากระบี่เซียนเหินนั้นเป็นอาวุธในตำนานซึ่งมีพลังไร้ขีดจำกัด เมื่อฟาดฟันออกไปกระทั่งสีสันของโลกยังซีดจางลง เรียกได้ว่าไร้เทียมทานอย่างแท้จริง
และจุดประสงค์หลักของการมายังที่นี่ก็คือชิงกระบี่เซียนเหินพร้อมทั้งเคล็ดวิชาคู่กระบี่มาให้ได้
ส่วนนิกายเทพกระบี่ที่เปรียบเสมือนมดปลวก แค่ทำลายมันให้สิ้นซากก็พอ
ในความเห็นของเซวี่ยหลิงอวิ๋นนั้น นิกายขยะอย่างนิกายเทพกระบี่ไม่คู่ควรที่จะมีกระบี่เซียนเหินไว้ในครอบครอง
แม้ว่าจะได้โดยมาบังเอิญแต่ก็ควรจะมอบให้แก่สำนักดาบสัตโลหะโดยเร็ว มิเช่นนั้นจะถือว่ามีความผิดมหันต์ โทษคือประหารสถานเดียว!!
“เฮอะ!”
“หวังจะให้เจ้านิกายช่วยเหลือ?”
“เมื่อเห็นยอดฝีมือมากมายเช่นนี้เกรงว่าเจ้านิกายของเจ้าคงตัวสั่นฉี่ราดหดหัวอยู่ในกระดองแล้ว”
“อยากจะตะโกนก็เชิญทำให้เต็มที่ ถึงจะตะโกนกรีดร้องเพียงใดมันก็ไม่ออกมาช่วยเจ้า”
เซวี่ยหลิงอวิ๋นถากถางพร้อมกับเหลือบมองไปยังเย่เสวียนที่อยู่ด้านล่าง
“หากฟังกันรู้เรื่องก็รีบมอบกระบี่เซียนเหินมาเสีย จากนั้นก็รีบคุกเข่ายอมจำนน”
“เจ้าสำนักผู้นี้เห็นว่าเจ้ามีพรสวรรค์ที่พอใช้ได้ ดังนั้นข้าจึงอยากอ้าแขนรับเจ้าเข้ามาเป็นศิษย์ของสำนักดาบสัตโลหะ”
“ส่วนนิกายเทพกระบี่นั่น ข้าจะจัดการเจ้านิกายและทำลายนิกายให้สิ้นซากไปพร้อมกันเอง”
ท่าทีของเซวี่ยหลิงอวิ๋นปรากฏนั้นหาได้แยแสสิ่งใด และน้ำเสียงของเขาก็ดูเย่อหยิ่งราวกับว่าคำพูดของเขาคือประกาศิต เสมือนชะตาของนิกายเทพกระบี่ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว
เมื่อได้ยินคำพูดโอหังเช่นนี้ เย่เสวียนที่อยู่ด้านล่างพลันบังเกิดโทสะ และนอกจากโทสะแล้วยังมีความคับข้องใจรวมถึงความไม่เต็มใจอีกด้วย
เย่เสวียนกำหมัดแน่น
ร่างกายของเขาสั่นสะท้านพร้อมกับจ้องมองไปยังเซวี่ยหลิงอวิ๋นที่อยู่บนท้องฟ้า
พริบตานั้นเอง
เสียงที่ปนความขี้เล่นก็ได้ดังเข้าสู่โสตประสาทของทุกคน
“มีแต่เรื่องน่าสนใจเกิดขึ้นไม่ว่างเว้น โดยเฉพาะวันนี้...”
“ต้องการกระบี่เซียนเหินกับเคล็ดวิชาไปยังไม่พอ ยังต้องการดึงศิษย์ของข้าซ้ำยังหมายจะทำลายนิกายเทพกระบี่อีกอย่างนั้นหรือ?”
“หึหึ เจ้านี่ช่างทระนงตัวยิ่งนัก เห็นทีปากควรจะใหญ่กว่าเท้าแล้วกระมัง”
“ความกล้าหาญของเจ้าเกรงว่านำเรือมาขนสิบลำคงไม่พอเป็นแน่แท้”
หลังจากได้ยินคำพูดนี้ เซวี่ยหลิงอวิ๋นถึงกับตกตะลึงไปชั่วครู่ จากนั้นใบหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนเป็นความโกรธ หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงราวกับภูเขาไฟปะทุ
เจ้านี่มันเป็นใคร?
เจ้าสำนักดาบสัตโลหะ ผู้อยู่ในขั้นกำเนิดสวรรค์จุดสูงสุด ผู้ที่ยอดฝีมือนับไม่ถ้วนต่างเกรงกลัว
เพียงเกิดโทสะ ย่อมต้องมีชีวิตเซ่นสังเวยนับหมื่นนับล้าน!!
แต่ตอนนี้กลับถูกใครไม่รู้ดูหมิ่นเช่นนี้?
ไม่สมเหตุสมผลสักนิด
ตูมมมมมมมมม!!
โทสะระเบิด!!
ทันใดนั้นเซวี่ยหลิงอวิ๋นก็ปลดปล่อยพลังปราณที่เปรียบเสมือนเปลวเพลิงแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง
เขาเตรียมที่จะทำลายนิกายเทพกระบี่ให้เป็นเถ้าถ่าน
ฉับพลันนั้นเอง ชายหนุ่มที่สวมชุดคลุมสีขาวรูปร่างสมส่วนและมีใบหน้าหล่อเหลาก็ได้ปรากฏขึ้นกลางอากาศในระยะสิบจั้ง
เบื้องหลังชายหนุ่มผู้นี้มีหญิงสาวสองนางที่งดงามหาผู้ใดเปรียบปลดปล่อยกลิ่นอายอันเย็นยะเยือก
“เจ้าคือเจ้านิกายคนใหม่?” เซวี่ยหลิงอวิ๋น เอ่ยถามด้วยดวงตาอันเย็นชา
“ถูกต้องแล้ว” หลินเฟิง เหลือบมองไปอย่างไม่แยแส
เย่เสวียนที่อยู่ด้านล่างมองเห็นการปรากฏตัวของเจ้านิกาย เขาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความปีติยินดีออกมาอย่างล้นหลาม
“เฮอะ!”
“ท่านเจ้านิกายคือผู้กลับชาติมาเกิด พลังของเขาหาได้มีผู้ใดเทียบเคียง”
“พวกเจ้าพลาดแล้ว ขั้นสวรรค์กำเนิดเช่นนั้นรึ? ซ้ำยังเอ่ยวาจาสามหาวบอกว่าจะทำลายนิกายเทพกระบี่ กล้ามาพูดจาเยี่ยงนี้ใส่ท่านเจ้านิกายนับว่าทำผิดมหันต์”
“รนหาที่ตายโดยแท้”
“ท่านเจ้านิกาย ฆ่ามันให้ราวกับสุนัขตัวหนึ่งไปเลย!”
เย่เสวียน พล่ามอยู่ภายในใจ
“วิเศษ ปรากฏว่านิกายเทพกระบี่ยังเหลือมดอีกสองสามตัว”
“วันนี้ข้าจะให้ทางเลือกแก่พวกเจ้า”
“หนึ่งคือมอบกระบี่เซียนเหินกับเคล็ดวิชามา พร้อมทั้งสมบัติหายากทั้งหมดในนิกายเทพกระบี่”
“สอง ให้ข้าลงมือกวาดล้างนิกายเทพกระบี่เอง ครานี้ข้าจะทำให้ไม่ละเว้นแม้แต่หมูหมากาไก่”
“จงเลือกมาเสีย”
เซวี่ยหลิงอวิ๋นจ้องมองไปยังหลินเฟิงด้วยแรงกดดัน
“หืม?”
“น่าสนใจดีนี่”
“ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะให้ทางเลือกแก่เจ้าสองทางเช่นกัน”
“หนึ่ง คุกเข่าก้มลงอย่างเชื่อฟังและยอมรับความผิด จากนั้นก็ฆ่าตัวตายไปเสีย ข้าสามารถละเว้นสตรีเด็กน้อยในสำนักของเจ้าได้”
“สอง ข้าจะลงมือทำลายสำนักดาบสัตโลหะด้วยตนเอง”
น้ำเสียงของหลินเฟิงนั้นเรียกได้ว่าสงบนิ่งและไม่ดังจนเกินไป
เนื่องจากสำนักดาบสัตโลหะสังหารเจ้านิกายคนเก่า อีกทั้งหลินเฟิงไม่ได้มีความคิดริเริ่มจะลงมือโจมตีสำนักดาบสัตโลหะในตอนนี้ ทว่าอีกฝ่ายกลับเปิดศึกหมายช่วงชิงสมบัติไปหน้าด้าน ๆ ?
ช่างหน้าหนาเสียไม่มี!
เนื่องจากมารนหาที่ตายเอง เช่นนั้นหลินเฟิงก็จะสนองให้อีกฝ่าย ทุกคนที่มาในวันนี้อย่าคิดว่าจะมาแล้วก็มาจะไปแล้วก็ไปได้ จะต้องสังเวยชีวิตทุกคนเป็นการเซ่นไหว้ดวงวิญญาณเจ้านิกายที่อยู่บนสวรรค์เสียก่อน
เดิมทีเขาวางแผนที่จะไปยังสำนักดาบสัตโลหะหลังจากที่จัดการสิ่งต่าง ๆ ให้เข้าที่เข้าทาง
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายมาหาถึงหน้าประตู เช่นนั้นก็อย่าหวังว่าจะรอด!!