ทุกสามเดือน
หลิงซินจะส่งเซี่ยโหย่วหรานพร้อมศิษย์ในสำนักมาสอดส่องเป็ระยะ ทุกครั้งที่คนของนางมา หานเฟิงเพียงนั่งนิ่งบนรถเข็น ซ่อนคมภายใต้แววตาโกรธแค้นจนผู้มาเยือนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่เมื่อเงาหลังพวกเขาลับไป ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นราวกับร่างกายไม่เคยพิการ การฝึกอันบ้าคลั่งดำเนินไม่หยุด เหงื่อไหลริน เสียงฝ่ามือกระแทกลมดังก้อง เขาขัดเกลาฝีมือให้แกร่งกล้าขึ้นทุกวัน จนเสี่ยวจูเริ่มกลับมาหวาดผวากลัวเขาอีกครั้ง
ในขณะที่หานเฟิงดีขึ้น ซูเหยากลับแย่ลงเมื่อไร้วรยุทธ์สิ้นพลังเซียน เมื่อตื่นขึ้นในยามเช้าวันหนึ่ง ซูเหยากลับประหนึ่งแก่ชราในชั่วพริบตาเส้นผมขาวโพลนคลุมศีรษะ ผิวเหี่ยวย่น หลังโค้งงอ แรงกายโรยราลงจนเพียงเดินไม่กี่สิบก้าวก็เหน็ดเหนื่อยหอบหนัก
เสี่ยวจูเข้ามาเห็นกรีดร้องเสียงดัง “ว๊าย คุณหนู! ทำไม… ทำไมถึงเป็เช่นนี้!” มือเล็กสั่นระริก ขณะที่นางเผลอถอยหลังไปสองก้าว ดวงตาเบิกกว้างราวกับเห็นสิ่งที่ไม่อาจเชื่อ
ซูเหยาที่นั่งอยู่บนตั่งไม้ ยกมือแตะใบหน้าของตนเองอย่างเงียบงัน กระจกทองเหลืองตรงหน้ายืนยันความจริงที่โหดร้าย
เสียงฝีเท้าหนักดังขึ้นอย่างเร่งรีบ หานเฟิงผลักประตูเข้ามา ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “เหยาเอ๋อร์! เกิดอะไรขึ้น!”
เมื่อสายตาปะทะกับสภาพตรงหน้า หัวใจของเขาร่วงหล่น เขาแทบไม่เชื่อว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้า คือซูเหยา
“ไม่… ไม่นะ” เสียงของเขาแ่พร่า สะโพกทรุดลงกับพื้น มือสั่นจนไม่กล้าแตะต้องร่างนาง “เพียงคืนเดียว เหตุใดเ้าจึง…”
ซูเหยาเพียงยิ้มบาง สายตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า “บางที์อาจไม่อยากให้ข้าอยู่รอท่าน”
น้ำเสียงนั้นสงบ แต่ทุกถ้อยคำเหมือนมีดกรีดลงกลางใจของหานเฟิง
หานเฟิงส่ายหน้ารุนแรง น้ำตาที่ไม่เคยไหลมาก่อนพลันเอ่อคลอ เขาคว้ามือของนางมากุมแน่น “ไม่! เ้าต้องอยู่ ข้าจะไม่ยอมให้เ้าละทิ้งข้าไปก่อนที่ข้าจะสำเร็จ! เหยาเอ๋อร์ เ้าต้องอยู่เห็นมันกับตา อยู่เห็นวันที่ข้า… พลิกชะตาของเราได้”
แววตาของเขาแดงก่ำ เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง ถ้านางไม่อยู่ แล้วสิ่งที่เขาฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งเพื่อใครกันเล่า
เสี่ยวจูที่ยืนอยู่มุมห้อง กำมือแน่น น้ำตาไหลเงียบ ๆ นางมองทั้งสองอย่างเ็ป หัวใจเล็ก ๆ ของนางพลันรู้สึกหนาวเหน็บ
เดือนหนึ่งผ่านไป วันที่พวกเขาเกรงกลัวก็มาถึงซูเหยานอนนิ่งบนเตียง ลมหายใจดับไปแล้ว นางจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัยของเสี่ยวจูและหานเฟิง
“ในที่สุดเ้าก็ทิ้งข้าไป”
หานเฟิงคุกเข่าใกล้เตียง กุมมือเรียวบางที่ยังมีไออุ่น จูบมือนางครั้งแล้วครั้งเล่า น้ำตาไหลรินเป็สาย
เสี่ยวจูที่คุกเข่ากอดขาซูเหยาก็มีสภาพไม่ต่างกัน
ผ่านไปวันแล้ววันเล่าเสี่ยวจูเริ่มทำใจกับความสูญเสียได้ มีเพียงความอาลัยฝากสายลมไปบอกคุณหนูของนางด้วยความคิดถึง แต่หานเฟิงกลับทรุดหนักเพราะตรอมใจ เขาเหมือนจะทิ้งปณิธานความหวังที่จะกลับไปทวงสิ่งที่เคยเป็ของเขา
“ท่านจะทิ้งการรักษาไปอย่างนี้หรือ” เสี่ยวจูวางยาต้มลงบนตั่งใกล้เตียง เขาไม่อาบน้ำ ไม่ลุกขึ้นมาฝึกบำเพ็ญ หรือทำอะไรเลยั้แ่วันนั้น จนวันหนึ่งเสี่ยวจูเข้ามาในห้องเหมือนทุกวัน ก็พบว่าชายหนุ่มได้สิ้นใจตามคุณหนูของนางไปแล้ว….
ซูเหยาเริ่มลืมตาอีกครั้ง ร่างกายอ่อนเพลียเล็กน้อย หัวปวดจาง ๆ จากไข้หวัดที่ยังไม่หายดี เธอมองรอบตัวเองแล้วใจเต้นไม่เป็จังหวะ ห้องนอนในสำนักพรรคกระบี่ขาวเงียบสงบและคุ้นตา ทั้งผ้าปูเตียงและม่านบางทำให้ซูเหยารู้สึกเหมือนกลับสู่สถานที่คุ้นเคย
“สำนักพรรคกระบี่ขาว? เหตุใดข้ามาอยู่ที่นี่” ซูเหยาพูดเบา ๆ กับตัวเอง เสียงสั่นเล็กน้อย ยันกายลุกนั่ง มือกุมศีรษะ
เสี่ยวจูที่เฝ้าดูอยู่ข้างเตียงรีบเข้ามาใกล้ ร้องถามด้วยความใ “คุณหนู…สบายดีแล้วหรือ?”
ซูเหยาพยายามพยักหน้า แต่ดวงตากว้างเต็มไปด้วยความงุนงง นางยกมือขึ้นมอง ิัไม่เรียบเนียน ขาวนุ่มไม่มีรอยเหี่ยวย่น
“ข้า…ข้ากลับมาเป็เด็กสาวอีกครั้ง ใช่หรือไม่?”
ซูเหยานั่งบนเตียง ร่างกายยังคงบอบบาง แววตาของนางส่องประกายความตระหนกและความไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น
เสี่ยวจูค่อย ๆ ยื่นมือไปแตะไหล่ กลัวว่านางจะล้ม
“คุณหนู…พูดอะไรเ้าคะ บ่าวฟังไม่เข้าใจ” เสี่ยวจูพูดด้วยน้ำเสียงกังวล
ซูเหยากำมือแน่น ตาเหลือบมองรอบห้อง เหมือนพยายามยืนยันความจริง เธอพึมพำเบา ๆ “ฉัน…ฉันมีโอกาสแก้ไขบางสิ่งอีกครั้งใช่ไหม…”
“แก้…แก้ไขอะไรกันเ้าคะ” เสี่ยวจูน้ำตาคลอน้ำเสียงขาดห้วง คุณหนูของนางแม้จะฟื้นขึ้นมา แต่กลับดูเลอะเลือนราวสมองมีปัญหา
“ท่านปู่ของข้าอยู่ที่ใด ข้าจะไปพบเขาเดี๋ยวนี้”
ซูเหยาผุดลุกขึ้น ร่างบางที่ยังอ่อนเพลียโงนเงนเกือบล้มลง เสี่ยวจูรีบปราดเข้ามาประคองไว้ทันที
“คุณหนูโปรดอย่าใจร้อนเ้าค่ะ ท่านประมุขกำลังประชุมเื่สำคัญของพรรคอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ คาดว่าพอเสร็จสิ้นแล้ว ท่านจะมาเยี่ยมคุณหนูเอง ตอนนี้สิ่งที่สำคัญคือพักผ่อนให้หายป่วย ดื่มยาสักหน่อย แล้วรอผู้าุโจะดีกว่าเ้าคะ”
“ซูเหยาฟื้นแล้วรึ” น้ำเสียงแหบพร่า หนักแน่นดังขึ้นนอกห้อง
ซูเหยาแทบถลาไปที่ประตู แต่ถูกเสี่ยวจูรั้งไว้แน่น หลังจากช่วยซูเหยาแต่งกายเรียบร้อยแล้ว เสี่ยวจูจึงเปิดประตูต้อนรับผู้าุโ
ซูฉางเถิงยิ้ม ก่อนเร่งฝีเท้าตรงเข้าหาซูเหยา สายตากวาดมองหลานสาวด้วยความห่วงใย
“ท่านปู่” ซูเหยาะโเข้าสวมกอดซูฉางเถิง พลางร้องไห้สะอึกสะอื้นจนตัวโยน ซูฉางเถิงใจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ส่งสายตาถามไถ่เสี่ยวจู แต่เสี่ยวจูก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างจนปัญญา
ซูฉางเถิงตบหลังนางเบาๆ ก่อนจะดันร่างบางออก
“ยังปวดหัวอยู่รึ ร้องไห้เป็เด็กๆไปได้” น้ำเสียงห่วงใยปนเอ็นดู แต่แฝงการตักเตือนเบาๆ หากเป็เมื่อก่อน ซูเหยาได้ยินคำพูดเช่นนี้คงจะต่อต้านทันที แต่ตอนนี้นางกลับรับฟังด้วยใจที่สงบ