ทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 40 ความบ้าคลั่งภายใต้ความเยือกเย็น

            จี้ทิงมองกระเป๋าเดินทางตรงหน้าพลางลอบถอนหายใจออกมาเบาๆ

             [เรื่องทั้งหมดนี้ดูท่าจะไม่เกี่ยวกับลู่เหยียนชูสักเท่าไหร่คงเพราะจี้เยี่ยนจื๋อหาข้ออ้างไล่ฉันออกไปให้พ้นหูพ้นตาเสียมากกว่า]

            ในขณะนั้นเองจี้เยี่ยนจื๋อซึ่งยืนอยู่ริมหน้าต่างบนชั้นสองก็ได้ยินประโยคนี้อย่างชัดเจนเขาขบกรามแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้าถมึงทึงราวกับถูกป้ายด้วยน้ำหมึก

            หลังจากอาบน้ำเสร็จจี้เยี่ยนจื๋อก็ได้ยินเสียงดังสนั่นเหมือนมีอะไรระเบิดที่สวนหน้าบ้านพอเดินมาดูที่หน้าต่างเขากลับพบกับภาพที่ชวนให้สับสน เมื่อเห็นอาหยางและคนอื่นๆกำลังยืนส่งจี้ทิงด้วยท่าทางชื่นมื่น

            เขานิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งทันทีที่เริ่มฉุกใจคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้บอดี้การ์ดก็หิ้วกระเป๋าเดินทางตามออกมาสมทบ

            จี้เยี่ยนจื๋อถึงกับโกรธจนหัวเราะออกมาเจ้าพวกนี้มีความสามารถในการตีความติดลบแต่ความไวในการลงมือนี่มันช่างรวดเร็วทันใจเขาจริงๆ

            ย้อนกลับไปเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อน

            ทันทีที่จี้เยี่ยนจื๋อถึงบ้านพ่อบ้านก็เข้ามาช่วยรับเสื้อโค้ทไปเก็บตามปกติ

            “อาหยาง ให้เหล่าหลิวเริ่มเตรียมอาหารได้เลยนะ ผมอาบน้ำเสร็จจะลงมาทาน”

            พ่อบ้านกะพริบตาปริบๆ“คุณชายใหญ่ครับ คุณชายรองยังไม่กลับมาเลยนะครับ”

            “เฮอะ” จี้เยี่ยนจื๋อที่กำลังปลดกระดุมข้อมือแค่นยิ้มเย็นชาพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “ตอนนี้เขาไปเป็นน้องชายของลู่เหยียนชูแล้วนี่จะกลับมาทำไมอีก”

            พ่อบ้านชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความมึนงงนี่มันเกิดเรื่องอะไรที่เขาไม่รู้ขึ้นอย่างนั้นหรือ

            เขาสับสนจนสมองขาวโพลนจึงได้แต่เออออตามน้ำไป “งั้น...งั้นแสดงว่าคุณชายรองจะย้ายไปอยู่กับคุณลู่ยาวเลยเหรอครับ?”

            เดิมทีจี้เยี่ยนจื๋อก็อารมณ์ไม่ดีอยู่แล้วพอได้ยินแบบนั้นก็ยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ “ถ้าเขาอยากไปนักพวกคุณก็จัดงานฉลองย้ายบ้านใหม่ให้เขาเลยสิ”

            พูดจบเขาก็สะบัดหน้าเดินขึ้นบันไดไป

            พ่อบ้านดึงสติกลับมาได้ก็รีบยืดคอถามไล่หลัง“คุณชายใหญ่ครับแล้วผมต้องเตรียมจัดกระเป๋าเดินทางให้คุณชายรองล่วงหน้าเลยไหมครับ?”

            จี้เยี่ยนจื๋อตอบกลับอย่างรำคาญใจ“ตามใจ”

            คำว่าตามใจนี่คือจะให้จัดหรือไม่ให้จัดกันแน่นะ...ในขณะที่พ่อบ้านกำลังสับสน บอดี้การ์ดคนหนึ่งก็เดินเข้ามากระซิบเบาๆ“อาหยางครับ ความหมายของคุณชายใหญ่คืออนุญาตแล้วครับ”

            “เดี๋ยวสิเสี่ยวจ้าว วันนี้มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”

            จ้าวเทียนคือหนึ่งในบอดี้การ์ดที่ช่วยยกกระเป๋าให้จี้ทิงนั่นเองหลังจากอาหยางฟังเรื่องราวทั้งหมดจากเขา สมองก็ยิ่งประมวลผลวุ่นวายไปหมด“ไม่น่าใช่นะพักหลังมานี้คุณชายทั้งสองคนดูสนิทกันมากขึ้นกว่าเดิมตั้งเยอะทำไมคุณชายรองถึงจู่ๆ...”

            “ก็เพราะสนิทกันไงครับถึงได้รู้สึกเหมือนถูกหักหลังลองคิดดูสิครับว่าประธานจี้เกลียดลู่เหยียนชูคนนั้นขนาดไหนแต่คุณชายรองกลับไปจับมือถือแขนเขา เรียกพี่เรียกน้องกับเขาแบบนี้ประธานจี้จะไม่โมโหได้ยังไงล่ะครับ”

            พ่อบ้านนิ่งคิดตามดูเหมือนจะมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน...

            “ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้เรา...”

            “อาหยางไปสั่งให้แม่บ้านจัดกระเป๋าให้คุณชายรองเถอะครับส่วนผมจะไปเตรียมพิธีฉลองย้ายบ้านเอง”

            ...

            กลับมาที่เวลาปัจจุบันจี้ทิงยืนนิ่งเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจคว้าหูกระเป๋าเดินทางขึ้นมา

            พ่อบ้านตกใจกับท่าทางนั้นมากเขาไม่คาดคิดว่าคุณชายรองจะเลือกเดินจากไปแทนที่จะขึ้นไปชั้นบนเพื่อขอคืนดีกับคุณชายใหญ่

            “อาหยางครับ ของที่เหลือไม่ต้องให้ใครจัดแล้ว พรุ่งนี้ผมจะกลับมาจัดการเอง”พูดจบ จี้ทิงก็โค้งศีรษะให้เขาเล็กน้อยแล้วดึงคันชักกระเป๋าเดินทางออกมา

            “คุณชายรองครับ คุณ...”

            ทันใดนั้นบานหน้าต่างบนชั้นสองก็ถูกเหวี่ยงเปิดออกอย่างแรงเสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวของจี้เยี่ยนจื๋อดังสนั่นไปทั่วบริเวณ“จ้าวเทียน ไปลากตัวเขากลับมาเดี๋ยวนี้!”

            จี้ทิงเพิ่งจะเงยหน้าขึ้นมองเสียง‘ปัง!’ ก็ดังตามมาพร้อมกับหน้าต่างที่ถูกกระแทกปิดลงไปอีกครั้ง

            จี้ทิง"?"

            ในตอนนี้จ้าวเทียนยังไม่รู้ตัวว่าตนเองทำเรื่องพลาดไปเขาเดินเข้าไปหาพร้อมบอดี้การ์ดอีกคน “คุณชายรองครับคือว่า...”

            เมื่อมองดูพวกเขาจี้ทิงก็นึกถึงครั้งแรกที่เจอกันในห้องเช่าซอมซ่อ ย่านเมืองเก่าบอดี้การ์ดสองคนนี้แหละที่หามเขาเข้าไปในห้องน้ำ

            พอเห็นท่าทางลำบากใจของอีกฝ่ายจี้ทิงจึงเอ่ยเรียบๆ “ผมเข้าไปเองดีกว่า”

            จี้เยี่ยนจื๋อลงมาข้างล่างทั้งที่ยังไม่ได้เป่าผมให้แห้งเส้นผมเปียกชื้นสองสามปอยตกลงมาปรกหน้าผาก ดูไม่เนี้ยบเหมือนทุกวันที่ผ่านมา

            เขานั่งลงบนโซฟากวาดสายตามองทุกคนที่เดินเข้ามาก่อนจะส่งสายตาเย็นเยียบคาดโทษไปทางพ่อบ้านและจ้าวเทียนคนละที

            “อาหยาง พาทุกคนไปทานข้าวเถอะ”

            “ครับ”

            พ่อบ้านรีบเกณฑ์คนออกไปจนในห้องนั่งเหลือเพียงสองพี่น้องเท่านั้น

            จี้เยี่ยนจื๋อเหลือบมองกระเป๋าเดินทางที่จี้ทิงยังคงกำไว้แน่นก่อนแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ทำไมล่ะตัดสินใจแน่วแน่แล้วสินะว่าจะไปอยู่กับลู่เหยียนชู?”

            จี้ทิงรู้สึกสับสนกับพฤติกรรมโยนความผิดให้คนอื่นเช่นนี้“ไม่ใช่พี่หรอกเหรอที่ไล่ผมไป?”

            คำพูดนั้นทำให้จี้เยี่ยนจื๋อจุกจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะเขากัดฟันแน่นพลางเอ่ย “ฉันบอกให้ไปนายก็ไปเลยงั้นเหรอเมื่อก่อนไม่เห็นจะเคยทำตัวว่าง่ายแบบนี้เลยนี่”

            “ตอนนี้ผมก็ไม่ได้ทำตามคำสั่งพี่ แต่พ่อบ้านกับบอดี้การ์ดเขาฟังพี่”เขาพูดพลางเลื่อนกระเป๋าเดินทางมาข้างหน้าเพื่อเป็นหลักฐาน “ดูสิ พวกเขาเตรียมของให้ผมเสร็จสรรพเลย”

            สิ้นคำนั้นความเย็นชาในแววตาของจี้เยี่ยนจื๋อก็ลดลงอย่างประหลาด“นายรู้สึกว่าถูกรังแก เลยจงใจมาฟ้องฉันงั้นเหรอ?”

            จี้ทิงอึ้งไป“ผมไม่ได้...”

            “เอาเถอะ ในเมื่อนายรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมฉันจะให้โอกาสนายอธิบายสักครั้ง”

            จี้ทิงมองหน้าเขาแล้วก็นิ่งเงียบไปกะทันหัน

             [จี้เยี่ยนจื๋อดูเหมือนนักวิจัยที่อดนอนติดต่อกันมาสามวันและมีความบ้าคลั่งแบบคนที่สมองล้าจนเริ่มพูดกับตัวเองอย่างควบคุมไม่ได้]

            จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มในใจ...เจ้าหมอนี่ยังไม่เคยเห็นนักวิจัยสักคนแท้ๆ ยังจะริอ่านมาเปรียบเทียบมั่วซั่ว

            ในเมื่อตอนนี้คุยกันรู้เรื่องแล้วจี้ทิงจึงปล่อยมือจากกระเป๋าเดินทางแล้วนั่งลงบนโซฟาข้างๆเพื่อเริ่มอธิบายตั้งแต่ต้น

            “เมื่อเช้าผมออกจากบ้านไปที่ถนนซั่งเหวิน...” เขาหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ“ผมไปซื้อของ พอขากลับก็เจอลู่เหยียนชูที่แอบตามผมมา”

            จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ“เขาจะตามนายไปทำไม?”

            “เพราะเขาพบว่าหนังเรื่องสุดขอบผาในสายลม...”

            สิบห้านาทีต่อมาจี้ทิงสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้อย่างเป็นระบบและสั้นกระชับเพียงแต่เขาได้ปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางอย่างไป เช่นเรื่องที่ลู่เหยียนชูเริ่มสงสัยความผิดปกติของกองถ่ายผ่านทางเขา

            จี้เยี่ยนจื๋อฟังจบก็ไม่ได้ปริปากในทันทีเขาหรี่ตาลงครุ่นคิดลึกซึ้งถึงประเด็นบางอย่าง

            ห้องนั่งเล่นตกอยู่ในความเงียบงันอยู่พักหนึ่งก่อนที่เขาจะหันมามองจี้ทิงด้วยความกังขา “ในเมื่อลู่เหยียนชูสืบรู้ความผิดปกติได้เองแล้วทำไมเขาไม่ตามรอยต่อล่ะ ทำไมต้องมาหานายในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้?”

            จี้ทิงคาดการณ์คำถามเหล่านี้ไว้หมดแล้วระหว่างทางกลับบ้านเขาจึงตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “เพราะเขาไม่มีหลักฐานที่จับต้องได้ทำได้เพียงหาวิธีดักฟังผู้ที่มีพิรุธเหล่านั้น เขาเลยอยากใช้ผมเป็นสะพานเพื่อขอหยิบยืมเทคโนโลยีของกลุ่มบริษัทซื่อลี่จากพี่”

            จี้เยี่ยนจื๋อพ่นลมหายใจอย่างดูถูกออกมาพลางหัวเราะเยาะความไร้เดียงสาของลู่เหยียนชู “มีเหตุผลอะไรที่ฉันต้องช่วยเขาด้วยอีกอย่างเขาเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าถ้าให้นายมาเกลี้ยกล่อมแล้วฉันจะยอมตกลง?”

            จี้ทิงพยักหน้าเห็นพ้องอย่างเป็นธรรมชาติ“อืม ผมก็เลยปฏิเสธเขาแทนพี่ไง”

            จี้เยี่ยนจื๋อรู้สึกเหมือนถูกอุดปากจนพูดไม่ออกขึ้นมาดื้อๆเขาพยายามปรับลมหายใจเข้าลึกๆ “พูดต่อสิแล้วหลังจากนั้นลู่เหยียนชูอ้อนวอนให้นายตอบตกลงยังไง?”

            เขาไม่เชื่อหรอกว่าในเวลาที่ไฟลนก้นขนาดนี้เจ้าคนแซ่ลู่นั่นยังจะรักษาท่าทีจองหองจอมปลอมนั่นเอาไว้ได้

            ปฏิกิริยาของจี้เยี่ยนจื๋อนั้นอยู่เหนือความคาดหมายของจี้ทิงเล็กน้อยเขามองหน้าพี่ชาย แล้วค่อยๆ เอ่ยถามออกมา “จริงๆแล้วพี่ไม่ได้จะไม่ช่วยเขาหรอกใช่ไหมแต่พี่อยากให้เขาเป็นฝ่ายมาอ้อนวอนพี่ก่อนมากกว่าใช่ไหม?”

             

             

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นอัจฉริยะหน้าตาย ดันโป๊ะแตกกระจายเพราะเสียงในหัว ที่คุณอ่าน