เป็นอาอู่นั่นเองใช้ไม้พญางิ้วดำฟาดเข้าเต็มหน้าของหัวหน้าองครักษ์ ลงไปนอนนับดาว ลุกไม่ขึ้น ทหารธนู ตาค้างไปชั่วครู่ ก็โดนไม้ฟาดเรียงแถวไปอีก สิบกว่าคน ที่เหลือ ก็ยิงธนูเข้าใส่ กลุ่มอาอู่ทันที อาอู่เอาไม้พญางิ้วดำมาป้องกันเอาไว้แล้ว ก็ใช้ความเร็วฟาดไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะยิงได้อีก ความนี้อาอู่ใชแรงฟาดโดยเน้นไปที่แขน พลธนูล้วนแขนขาดกระจายไปทั่วทิศ ดูแล้วอเน็จอนาจยิ่งนัก
ยังมีพลธนูยิงเข้ามาอีก อาอู่ก็สามารถรับได้ทั้งหมด แล้วจึงฟาดกลับไปอีกครั้งคราวนี้ ทหารธนูนับ 20 คนที่เหลือร่างแหลกแหลวไม่มีชิ้นดี ตอนนี้ทหารธนูตายไปกว่าครึ่ง และที่เหลือต่างก็แขนขาดกระจายนองพื้นไปหมด ส่วนทหารองครักษ์ที่เหลือกว่า ร้อยคน เห็นสภาพเช่นนี้ ก็ได้แต่ถอยหลังไม่กล้าเข้ามาใกล้อีก อาอู่เก็บไม้พญาคิ้วดำแล้วเดินไปหิ้ว หัวหน้าองครักษ์ โยนมาไว้ตรงหน้า พี่เดช
“ พี่เดชรู้จักมันไหม “ อาอู่เอ่ยถาม
“ ต่อให้มันเหลือแต่กระดูกข้าก็ยังจำมันได้ มันเคยตบหน้าแก้วฟ้า และมันยังรุมซ้อมข้าจนบาดเจ็บนอนพักไปหลายวัน” พี่เดชเอ่ยขึ้นด้วยความแค้น แล้วเตะเข้าที่คางหัวหน้าองครักษ์ซ้ำอีกที จนมันมีอาการชักเกร็ง เป็นพัก ๆ
“ แก้วฟ้าแค5-6 ปีมับกลับกล้าทำเช่นนี้” อาอู่ฟังแล้วรู้สึกแค้นขึ้นมา จึงใช้ดาบฟันไปที่มือขวาของหัวหน้าองครักษ์ขาดเป็นสองท่อนทันที สร้างความตื่นตะลึงไปทุกๆคน แม้กระทั่งพี่เดชเอง จากนั้นอาอู่ก็เตะหัวหน้าองครักษ์กระเด็นเข้าไปที่กองทหารองครักษ์ซึ่งทำหน้าแตกตื่นตกใจ จนทำอะไรไม่ถูก ทันใดนั้นทหารรักษาเมืองนำกองกำลังเกือบ 300 คน เข้ามาสมทบอีกเช่นกัน พอเห็นสภาพศพตายกันเกลื่อนหน้าบ้านขององคชายห้า แล้วเห็นสภาพหัวหน้าองครักษ์ แขนขาดสองท่อน ถึงกับทำหน้าเครียด ทันที
“ องค์ชายห้า นี่มันเกิดอะไรขึ้น “ แม่ทัพรักษาเมืองคำนับพี่เดช แล้วเอ่ยถาม
“ คนพวกนี้ยึดบ้านของข้า เป็นสมบัติส่วนตัว ข้าไล่มันออกไป มันกลับบอกว่าพระมเหสีเป็นคนสั่ง ข้าไม่เชื่อ มันเลยสั่งให้พลธนู รุมยิงสังหารข้า พอดีข้าป้องกันตัวพวกมันเลยมีสภาพเป็นเช่นนี้ “ พี่เดชเริ่มพูดบ้าง
“ แต่ว่าองค์ชายห้า เรื่องนี้มันไม่โหดร้ายไปหน่อยหรือ” ท่านแม่ทัพรักษาเมืองมองไปที่คนตายไปหลายสิบคนสภาพอเน็จอนาจยิ่งนัก
“ ไปเถอะ ท่านพาข้าเข้าเฝ้าเสด็จพ่อก็แล้วกัน” พี่เดชเอ่ยจบ แม่ทัพรักษาเมืองก็พากลุ่มของพี่เดชเข้าเฝ้าราชาพิมานทันที
ณ ท้องพระโรงของเมืองสุพรรณภูมิ ราชาพิมาน ได้นั่งบัลลังก์ มีพระเมหสีนั่งด้านซ้ายมีรัชทายาทลูกชายพระมเหสีนั่งอยู่ด้านขวา มีขุนนางยืนอยู่ทางด้านซ้ายและขวาเต็มไปหมดไม่รู้ใครเป็นใคร
“ องค์ชายห้า เจ้ากลับมาก็ก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทำให้เสด็จพ่อไม่สบายพระทัยเจ้ารู้ความผิดไหม ยังไม่ขอพระราชทานอภัยโทษอีก” องค์รัชทายาทเอ่ยก่อนใครๆ แต่พี่เดชไม่สนใจ ทำความเคารพเสด็จพ่อเสร็จก็ลุกขึ้นยืนเองเลยไม่รอคำสั่งให้ลุกขึ้นด้วย ทำให้สายตาราชาพิมาน เริ่มขมวดคิ้วขึ้นทันที
“ บังอาจนี่เจ้าเห็นเสด็จพ่อเจ้าเป็นใคร ทำไมถึงไม่รอให้เสด็จพ่ออนุญาตให้เจ้าลุกเสียก่อน” รัชทายาทเอ่ยออกมาอีก พี่เดชไม่พูดสักคำ รอแค่เพียงราชาพิมานเป็นคนเอ่ยวาจา สร้างความไม่พอใจแก่รัชทายาทยิ่งนัก
“ องค์ชายห้า เจ้ามาถึงก็ฆ่าทหารองครักษ์ไป 30 คน เจ้าไม่คิดเลยใช่ไหมว่าเจ้าได้ทำผิด” ราชาพิมานเอ่ยขึ้นก่อน
“ หามิได้ เสด็จพ่อ สิ่งที่กระหม่อมทำนั้นชอบแล้ว เพราะทหารองครักษ์เหล่านี้สมควรตาย 7 ชั่วโคตร มันกระทำความผิดถึง 3 ข้อ” พี่เดชก่อนมาได้คุยกับอาอู่ไว้ก่อนแล้ว ทุกคนฟังแล้วก็ร้องฮือกันขึ้นมาทันที รัชทายาทหัวเราะดังกว่าใคร
“ องค์ชายห้า เจ้าทำผิดแล้วไม่ยอมรับกลับไปกล่าวหาคนตายเหล่านี้ว่าทำความผิดถึง 3 ข้ออีก” รัชทายาทกล่าวเยาะเย้ย
“ ไหนเจ้าลองว่ามาซิ ว่าพวกมันทำผิดข้อไหนบ้าง” ราชาพิมานสงสัย
“ ข้อแรก พวกมันบุกรุกและมายึดบ้านเสด็จแม่ ซึ่งเป็นบ้านที่เสด็จพ่อประทานให้เป็นของขวัญวันสมรส สมควรตายครั้งที่ 1
ข้อสอง พวกมันใส่ร้ายป้ายสี โดยอ้างคำสั่งพระมเหสีให้ส่งคนมายึดบ้านของเสด็จแม่ซึ่งข้อหานี้ช่างเป็นการหมิ่นพระเกียรติของพระมเหสี แห่งราชาพิมาน เป็นยิ่งนัก สมควรตาย 7 ชั่วโคตร คำพูดนี้หัวหน้าองครักษ์เป็นคนเอ่ยขึ้นมาเองสอบถามทหารทุกคนได้เลย
ข้อสาม ยิ่งหนักหนาสาหัสนัก พวกมันกล้าบังอาจใช้ธนูยิงเข้าใส่กระหม่อมก่อนโดยมุ่งหวังให้กระหม่อมถึงตายข้างถนน ซึ่งมันไม่คำนึงถึงว่าเสด็จพ่อของหม่อมฉันเป็นใคร ทั้งที่กระหม่อมก็แจ้งให้พวกมันรู้แล้ว ว่ากระหม่อมเป็นใคร โทษฐานลบหลู่เบื้องสูง คิดสังหารเชื้อพระวงศ์ สมควรตาย 7 ชั่วโคตร ขอให้เสด็จพ่อพิจารณาสั่งลงโทษพวกมันด้วย” พี่เดชพูดได้ยาวครั้งนี้เป็นครั้งแรก
ราชาพิมานถึงกับพูดไม่ออก พระมเหสีถึงกับแค้นใจขึ้นมาทันที ที่เจ้าพวกนี้กลับอ้างชื่อพระองค์ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ รัชทายาทก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรต่อ
“ ท่านพูดเกินไปแล้วองค์ชายห้า ทหารองครักษ์พวกนี้ล้วนทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัดแต่ไหนแต่ไร พวกเขาไม่เคยที่จะทำการนอกลู่นอกทางมาก่อน
พวกเขาได้รับรางงานว่า รองหัวหน้าองครักษ์ถูกจับแขวนไว้ที่ต้นไม้หน้าบ้านขององค์ชายห้า พวกเขาจึงรีบรุดไปตรวจสอบเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าจะไปสังหารท่านแม้แต่น้อย แต่กลับเป็นว่าพวกเขาถูกยั่วยุโดยคนของท่านที่เริ่มทำร้ายเหล่าทหารธนูพวกนั้นก่อน พวกเขาจึงต้องลงมือตอบโต้ หามิได้มิเจตนาจะสังหารหรือดูหมิ่นองค์ชายห้าแม้แต่น้อย แต่คนของท่านกลับลงมือสังหารพวกเขาอย่างโหดเหี้ยม
แม้กระทั่ง หัวหน้าองครักษ์ถึงกับหมอบไปแล้ว คนของท่านยังใช้ดาบตัดมือของเขาอีก คนของท่านผู้นี้ช่างโหดเหี้ยมไปแล้ว” เสนาฝ่ายกลาโหมเอ่ยไปตามจริง
อาอู่ยืนนิ่งเฉย พี่เดชก็นิ่งเช่นกัน รอว่าราชาจะว่าอย่างไร
“ โหดเหี้ยมจริงๆ เพคะหลานหม่อมฉันถึงกับต้องพิการชั่วชีวิต รับใช้พระองค์อีกไม่ได้แล้ว “ พระมเหสีเอ่ยเอื้อนพร้อมน้ำตา พี่เดชเริ่มกำหมัดแน่น
“ องค์ชายห้า เจ้าจะว่าอย่างไร” ราชาพิมานถามกลับมาทั้งๆที่ในใจตั้งใจแล้วว่าจะต้องทำอะไร
“ เสด็จพ่อสิ่งที่ข้าบอกไปแล้วว่ามันลบหลู่ข้า ท่านยังจะให้ข้าถูกพวกมันฆ่าตายโดยไม่ต่อสู้เลยหรืออย่างไร ถ้าเช่นนั้น ก็แล้วแต่เสด็จพ่อเถอะ” พี่เดชเหลือทนแล้วเช่นกัน
“ นี่เจ้ากล้าพูดกับเสด็จพ่อเช่นนี้ได้อย่างไร” รัชทายาทเอ่ยปากออกมาอีก
“ ทหารนำพวกมันไปขัง รอวันตัดสินโทษ” พระราชาลังเลไม่กล้าลงโทษทันที
“ แปะ แปะ แปะ” เสียงอาอู่ปรบมือดังไปทั่วท้องพระโรง
“ ช่างตัดสินได้อย่าง ยุติธรรมกับลูกชายตัวเองยิ่งนัก ราชาพิมาน” อาอู่เดินเข้ากลางท้องพระโรง แล้วยืนตรงด้านหน้าข้างกับพี่เดช แล้วจ้องมองไปที่ราชาพิมานตาไม่กระพริบ
“ เจ้าเป็นใครกล้าบังอาจพูดเช่นนี้ต่อหน้าเสด็จพ่อข้าได้อย่างไร” รัชทายาทเริ่มพูดใส่อาอู่
“ ถ้าเจ้าอยากรู้ก็เดินเข้าใกล้ๆข้าซิ รัชทายาท กล้าเดินมายืนต่อหน้าข้าไหมล่ะ” อาอู่มองอย่างเย้ยหยัน รัชทายาทได้ยินเช่นนี้ถึงกับอึ้งพูดไม่ออก เลยไม่รู้จะทำอะไรต่อ ขืนเดินไปไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
“ ท่านเป็นใครกัน ทำไมกล้ามายืนพูดจาสามหาวต่อหน้าองค์ราชาเช่นนี้” รองแม่ทัพรักษาเมืองก้าวมาข้างหน้าแล้วพูดขึ้นมา
“ ข้าให้โอกาสท่านพูดคำว่าสามหาวอีกครั้ง หากท่านกล้าพูดต่อหน้าข้าอีก ข้าจะยอมคุกเข้าต่อหน้าท่านทันที” อาอู่เริ่มกำหมัดดึงพลังปราณเข้ามาในหมัด
“ ทำไมจะไม่กล้า ส.....” พูดได้แค่นี้อาอู่ก็ต่อยพลังหมัดปราณเข้าไปที่ปากครึ่งจมูกครึ่ง ร่างรองแม่ทัพกระเด็นออกหน้าหน้าต่างท้องพระโรงออกไปนอนหลับนิ่งอยู่ข้างนอก คาดว่าคงใจเวลาอีกครึ่งวันกว่าจะรู้สึกตัว
ทุกๆ คนต่างตกใจยืนนึ่งทำอะไรไม่ถูก จนกระทั่งรัชทายาทมีคำสั่งเรียกทหารให้เข้ามา พอทหารองครักษ์เข้ามาเห็นหน้าอาอู่ก็ตกใจถอยหลังไปหลายก้าว
“ ท่านคิดอย่างไร ท่านราชาพิมาน ท่านจะเชื่อฟังคำสั่งรัชทายาทให้ทหารมาทำร้ายข้า หรือ จะเจรจา “ อาอู่มองหน้าราชาพิมาน
“ ถอยไป เจ้าเป็นใครกันแน่” ราชาสั่งให้ทหารถอยไปสร้างความโล่งอก ถ้าเกิดให้ลุยสงสัยพวกเขาคงเละแน่ เพราะเห็นเพื่อนๆโดนมาแล้ว
“ ข้าคือรัชทายาทแห่งศรีวิชัยพวกท่านพอจะได้ยินชื่อข้าบ้างหรือไม่” พอสิ้นเสียงของอาอู่ ทั่วทั้งท้องพระโรงล้วนตกใจยิ่งนัก ไม่คิดว่ารัชทายาทผู้โหดเหี้ยม ที่ตัดหัวแม่ทัพทั้งหลายที่คิดบุกโจมตีเมืองศรีวิชัย ล้วนถูกตัดหัวจนหมดสิ้น แม้กระทั่งราชาราชบุรีก็ไม่เว้น แล้วเหตุใดถึงมายืนอยู่ในท้องพระโรงเมืองสุพรรณภูมินี้ได้
“ ท่านคือ รัชทายาทแห่งศรีวิชัยจริงๆ หรือนี่ “ ราชาพิมานเริ่มทำเสียงไม่ค่อยดี
“ ใช่แล้ว เขาคือองค์ชายวรชิต เป็นองค์รัชทายาทของศรีวิชัย ส่วนข้าคือองค์ชายสาธิต เป็นรองแม่ทัพของเมืองศรีวิชัย” องค์ชายสาธิตมายืนด้านข้างอาอู่เช่นกัน
“ ใช่แล้วพวกเราเป็นรองแม่ทัพที่ 2 กับที่ 3 ของค์รัชทายาท” พี่สิงห์และพี่ฟ้าลั่นก็รายงานตัวด้วยเช่นกัน
“ ข้าตอนนี้ก็เป็นรองแม่ทัพที่ 4 ขององค์รัชทายาทด้วยเช่นกัน” พี่เดชก็เอากะเขาด้วย ทำอาอู่เริ่มสำลักนิดหน่อย คราวนี้ถึงกับทำเอาราชสำนักของเมืองสุพรรณภูมิเริ่มใจเต้นระส่ำ ขึ้นมาทันที เพราะรู้ถึงความน่ากลัว และโหดเหี้ยมของ รัชทายาทและเหล่าแม่ทัพของเขา พวกเขาคิดไม่ถึง ว่าองค์ชายห้าไปเป็นรองแม่ทัพของ องค์รัชทายาทแห่งศรีวิชัย ผู้โหดเหี้ยมผู้นี้ได้
“ ท่านต้องการอะไร ทำไมถึงมาที่เมืองสุพรรณภูมิ ของข้า” ราชาพิมานเริ่มทำเสียงดัง
“ ข้าแค่มาดูว่า พวกท่านเป็นพวกสมรู้ร่วมคิดกับแม่ทัพใหญ่ของข้าหรือไม่ แค่อยากรู้เท่านั้น จะได้จัดการให้หมดสิ้นปัญหาไปเสียทีเดียว แต่เห็นว่าพี่ชายข้าเคยอยู่ที่เมืองแห่งนี้ เลยลองแวะมาดูให้แน่ใจ ก่อนส่งกำลังมา แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีคนหาญกล้าเข้ามาทำร้ายพี่ชายของข้าต่อหน้าข้า คนที่ตายนั้นข้าเป็นคนสังหารเองคนเดียว ส่วนไอ้หมอนั่นข้าตัดแขนมันเอง เพราะเห็นพี่เดชบอกว่า มันเคยตบหน้าแก้วฟ้า ข้าไม่รู้ว่าคนในเมืองนี้มีใครรังแกพี่อีกหรือไม่ พี่เดช” อาอู่หันไปถามพี่เดช แต่พี่เดชยังไม่พูดอะไร
“ นี่เจ้ากล้ามาข่มขู่ผู้คนต่อหน้าเสด็จพ่อของข้าเชียวหรือ” องค์ชายรัชทายาทเริ่มโมโหแล้ว
“ หากว่าเจ้ากล้าพูดออกมาอีกคำ ข้าให้สัญญาต่อหน้าราชาพิมานเลยว่า เจ้าจะไม่สามารถพูดได้ไปอีก 3 วัน” อาอู่ขู่รัชทายาทถึงกับเงียบไปเลย
“ ท่านองค์รัชทายาท เรื่องนี้คงเป็นการเข้าใจผิด พวกเราไม่มีใครรู้เรื่องที่พวกเมืองอู่ทองยกทัพไปตีเมืองของท่านเลยแม้แต่น้อย ท่านอย่างได้เข้าใจผิดเป็นอันขาดแล้วเรื่องขององค์ชายห้านั้น คนพวกนั้นสมควรตายอยู่แล้ว และก็ท่านหัวหน้าองครักษ์ก็ได้รับโทษที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ขอให้ท่านองค์รัชทายาทอย่าได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลย” เสนากลาโหมเอ่ยขึ้นด้วยความนอบน้อม แล้วหันไปกระพริบตาให้กับราชาพิมาน
“ ใช่ เราไม่รู้เรื่องที่พวกอู่ทองไปโจมตีเมืองของท่าน ขอให้ท่านเข้าใจเรื่องนี้ด้วย”ราชาพิมานเริ่มเสียงอ่อนลง หลังจากได้รับสัญญาณจากเสนากลาโหม
“ อ้อ เรื่องเป็นเช่นนี้เองหรอกหรือ ถ้าเช่นนั้นก็หมดเรื่องแค่นี้ พวกเรากลับกันเถอะ” จากนั้นอาอู่ก็เรียกเจ้าพญาเสือไฟออกมาแล้วทั้ง5คนก็ขี่เจ้าพญาเสือไฟพุ่งออกไปจากวังโดยทันที สร้างความแตกตื่นให้กับราชาพิมานและขุนนางทั้งหมดยิ่งนัก ราชาพิมานเป่าปากโล่งอกโดยทันที
“ องค์ราชาเรื่องนี้ ต่อไปนี้ท่านต้องให้ความสำคัญกับองค์ชายห้ากับองค์หญิงแก้วฟ้าให้มากหน่อย ข้ามองดูแล้วว่า องค์รัชทายาทผู้นี้ให้ความสำคัญกับ ทั้งสองพระองค์ยิ่งนัก ข้าว่าต่อไปองค์รัชทายาทผู้นี้ต้องเป็นราชันเหนือราชาอย่างแน่นอน” เสนากลาโหมมองลักษณะของอาอู่ได้เฉียบขาดจริงๆ
“ จริงด้วย ท่านพูดถูก แล้วนี่องค์หญิงแก้วฟ้าลูกข้า ไปอยู่เสียที่ไหนกันนี่”
ราชาพิมานถามไป แต่ไม่มีใครตอบได้สักคน เพราะไม่เคยมีใครสนใจลูกทั้งสองของพระองค์มาก่อน แต่ว่าพระมเหสีกับองค์รัชทายาทเริ่มมีอาการหนาวๆ ร้อนๆขึ้นมาบ้างแล้ว