บทที่ 43 แม่นางที่เหมือนก้อนแป้ง
กู้อวี้ลมหายใจสะดุด เซียวเหยาอ๋องสูงกว่านางเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ ตอนนี้ยังใช้แขนข้างหนึ่งค้ำกำแพงเพื่อกักนางเอาไว้
ท่าทางเช่นนี้คลุมเครืออย่างยิ่ง คล้ายการต้อนหญิงสาวเข้ามุมในยุคปัจจุบันไม่มีผิด
แต่ก่อนหน้านั้นต้องตัดใบหน้ากวนโอ๊ยของเซียวเหยาอ๋องและปากที่ไม่เคยพูดจาดี ๆ นั่นออกไปก่อน
กู้อวี้ถลึงตาใส่เขา คนผู้นี้ประสาทสัมผัสไวเกินไปแล้ว กระทั่งว่านางคิดอะไรอยู่ก็ยังดูออก
แต่เขาควบคุมฟ้าควบคุมดิน นี่ยังจะมาควบคุมความคิดของนางอีก?
จะเผด็จการเกินไปแล้ว!
หากข้าคิดแล้วจะทำไม เซียวเหยาอ๋องจวินเจ๋อหน้าโง่ ท่านจะทำอะไรข้าได้
จวินเจ๋อเห็นนางมีสีหน้ากรุ่นโกรธ ดวงตายังกลอกไปมา จึงขยับเข้ามาพูดใกล้นางกว่าเดิมว่า “ตอนนี้กู้ซื่อจื่อคงต้องด่าข้าอยู่เป็นแน่”
“ท่านอ๋องเข้าใจผิดแล้ว ข้าน้อยไม่ได้มีความคิดเหลวไหลอันใดและไม่กล้าด่าท่านอ๋องด้วยเช่นกัน”
จวินเจ๋อใช้มือข้างเดียวบีบแก้มสองข้างของนาง “กู้ซื่อจื่อช่างปากแข็งนัก”
ไม่จำเป็นต้องส่องกระจก กู้อวี้ก็ทราบว่ายามนี้ตนเองคงปากยู่เหมือนปลาทองอยู่เป็นแน่ ทันใดนั้นก็ทั้งฉุนทั้งโมโห ผลักเขาออกไปแล้วกล่าวเสียงเข้ม “ท่านอ๋องโปรดสำรวมด้วย”
นางกำลังจะสะบัดหน้าจากไปอย่างโมโห แต่ปรากฏว่าเมื่อหันกลับมาก็เห็นองค์หญิงใหญ่กำลังมองมาทางนี้ด้วยสีหน้าตกอกตกใจ
“เจ๋อเอ๋อร์ มิตรภาพระหว่างเจ้ากับกู้ซื่อจื่อ… คงดีมากเลย… สินะ?” องค์หญิงใหญ่พูดประโยคเดียวแต่กลับต้องเว้นช่วงไปถึงสามครั้ง
กู้อวี้คำรามลั่นในใจ
มิตรภาพบัดซบอะไรกัน!!
องค์หญิงใหญ่ …ท่านกำลังทำสีหน้าอะไรอยู่น่ะ!!!
ที่นี่ไม่อาจอยู่นาน ไม่อย่างนั้นคงถูกทำให้โมโหจนจุกอกตาย
กู้อวี้ประสานมือกล่าว “ข้าน้อยยังมีธุระ ต้องขอตัวก่อน ลาก่อนองค์หญิงใหญ่ ลาก่อนท่านอ๋อง”
พูดจบก็จากไปอย่างรวดเร็วประหนึ่งมีสุนัขไล่กวดตามหลัง
องค์หญิงใหญ่ยังคงไม่ได้สติคืนมาจากภาพที่เห็นเมื่อครู่ เห็นบุตรชายเดินเข้ามาหาค่อยเอ่ยปากว่า “เจ๋อเอ๋อร์ เจ้าคิดอย่างไรกับกู้ซื่อจื่อกันแน่?”
จวินเจ๋อมองตามเงาหลังของกู้อวี้ ถึงกับสลัดคราบไม่อินังขังขอบในยามปกติไปจนหมด “ถ้ากุ้ยเฟยคิดจะแย่งตำแหน่งให้องค์ชายหก คนผู้นี้จะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของพวกเรา”
องค์หญิงใหญ่ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก นี่สิจึงจะเป็นบุตรชายที่ฉลาดหลักแหลมแต่ด้านชาเรื่องความรู้สึกผู้นั้นของนาง
สายเลือดของครอบครัวนางไม่อาจสะบั้นไปด้วยน้ำมือของบุตรชาย
ไม่อย่างนั้น พอนางลงไปสู่ปรโลกแล้วจะสู้หน้าสวามีได้อย่างไร
เมื่อครู่เป็นเพียงอุบัติเหตุ
จะต้องใช่แน่ ๆ…
…
การเตรียมงานชุมนุมปราชญ์ดำเนินมาถึงโค้งสุดท้าย ทุกวันกู้อวี้จะไปขลุกอยู่กับพวกบัณฑิตพูดจาจนปากเปียกปากแห้ง
ชื่อเสียงดีงามของจูเจี้ยนชุนถูกเล่าลือออกไปในกลุ่มบัณฑิตในเมืองหลวง รอจนถึงตอนที่จูเจี้ยนชุนมาถึงก็สามารถรวบรวมรายชื่อพวกเขาเพื่อถวายฎีกาได้แล้ว
หลันเยียนส่งข่าวมาแจ้งว่า ให้กู้อวี้หาเวลาปลีกตัวจากงานราชการ กลับบ้านไปรับกู้ฉยง แล้วมุ่งหน้าตรงไปที่ริมฝั่งแม่น้ำจินไต้เหอ
ริมฝั่งแม่น้ำจินไต้เหอเป็นหนึ่งในสถานที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมืองหลวง ได้ชื่อว่าเป็น ‘ผืนดินแห่งทองคำ’ ประการแรกเป็นเพราะเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงสองฝั่งน้ำจะมีใบเฟิงปลิวว่อน*[1] หอมกลิ่นดอกกุ้ยรวยริน ประการที่สองเป็นเพราะที่นี่เป็นศูนย์รวมความมั่งคั่ง ผืนดินมีค่าดุจทองคำ เป็นเข็มขัดทองคำของเมืองหลวงอย่างสมศักดิ์ศรี*[2]
กู้ฉยงบนรถม้าอยากเลิกผ้าม่านมองออกไปข้างนอก แต่คิดถึงข้อพึงปฏิบัติของกุลสตรีขึ้นมาได้ จึงละล้าละลังทำอะไรไม่ถูก
กู้อวี้สังเกตเห็นท่าทางระมัดระวังตัวของน้องสาวก็รู้สึกปวดใจนัก จึงกระซิบว่า “ไม่เป็นไร”
จากนั้นก็เลิกผ้าม่านขึ้นแทนน้องสาว ให้นางมองออกไปจากข้างหลังของตนเอง
ด้านนอกมีผู้คนพลุกพล่าน ผู้เฒ่าร้องเร่ขายถังหูลู่*[3] เด็กน้อยหลายคนตามมะรุมมะตุ้มเป็นพรวน สตรีที่ออกเรือนแล้วคนหนึ่งกำลังยืนต่อราคาอยู่หน้าแผงขายของ หญิงสาวทัดดอกท้อสดใหม่ไว้เหนือหู…
ภาพความเป็นไปของโลกภายนอกปรากฏผ่านช่องหน้าต่าง ดวงตาของกู้ฉยงเป็นประกาย ริมฝีปากแย้มยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
กู้อวี้ลอบยิ้มตาม แบบนี้ค่อยสมกับเด็กสาววัยแรกแย้มหน่อย
รถม้าไปหยุดอยู่หน้าร้านสุราริมฝั่งน้ำแห่งหนึ่ง กู้ฉยงจะสวมหมวกผ้าโปร่ง แต่กู้อวี้กดมือนางเอาไว้ “ไม่ต้องหรอก”
แต่กู้ฉยงจับหมวกผ้าโปร่งไว้ไม่ยอมปล่อยมือ ด้วยความที่อยู่แต่ในเรือนมานาน ครั้นออกมาข้างนอก ได้ยินเสียงจ้อกแจ้กจอแจของผู้คนมากมายก็รู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดฮูหยินใหญ่จึงกำชับให้นางสวมหมวกผ้าโปร่ง แต่ยามนี้ถ้ามีผ้าโปร่งปิดบังใบหน้าของตนเองเอาไว้กลับทำให้นางรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาบ้าง
หากมีผู้รู้เส้นสนกลในอยู่ตรงนี้ด้วย คงต้องทอดถอนใจเป็นแน่แท้ พี่สาวน้องสาวคู่นี้มีใบหน้าเหมือนกันชัด ๆ แต่นิสัยกลับต่างกันถึงเพียงนี้
กู้อวี้ดึงหมวกผ้าโปร่งออกจากมือน้องสาวแล้วโยนไปไว้ข้าง ๆ “ไม่ต้องกลัว มีพี่ชายอยู่ด้วย”
พูดจบก็จูงมือกู้ฉยงเดินเข้าไปในร้านสุรา
กู้อวี้เปิดห้องส่วนตัวบนชั้นสามฝั่งที่หันหน้าเข้าหาแม่น้ำ เมื่อเปิดหน้าต่างออกไปก็เห็นแม่น้ำจินไต้เหอเป็นประกายระยิบระยับ ประดับด้วยเรือหลายลำล่องผ่านธารา ดูคึกคักไม่น้อย
ทางเดินเบื้องล่างหน้าต่างมีเสียงร้องขายของดังมาให้ได้ยินอยู่เป็นระยะ กู้อวี้บอกให้ลั่วเยี่ยนซื้อของว่างจำพวกเกาลัดคั่วน้ำตาล ซูเล่า*[4] และถังหูลู่มาให้
นางเอ่ยกับน้องสาวว่า “ของกินพวกนี้ดูบ้าน ๆ แต่ว่ารสชาติอร่อยมาก”
ครั้นเห็นน้องสาวกินไปพลางพยักหน้า และเคี้ยวตุ่ยจนแก้มป่องเหมือนกระรอกน้อย นางก็ลูบแก้มน้องสาวอย่างอดใจไม่อยู่ “พี่ชายต้องไปแล้ว เจ้ารอดูเรื่องสนุกอยู่ที่นี่”
กู้ฉยงที่กำลังเคี้ยวเกาลัดคั่วน้ำตาลพลันชะงักไป ดึงชายเสื้อผู้เป็นพี่ไว้ด้วยท่าทางตื่นตกใจ
กู้อวี้ทราบว่านิสัยของน้องสาวถูกสั่งสมมาเป็นเวลานาน ไม่อาจดุด่าให้เปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ทันที แต่ก็ต้องสร้างโอกาสให้ลองพยายามดู จึงลูบศีรษะน้องสาวพลางเอ่ยว่า “ลั่วเยี่ยนเฝ้าอยู่ข้างนอก เจ้ามีอะไรก็เรียกนาง ไม่ต้องกลัว”
กู้ฉยงลังเลเล็กน้อย แต่แล้วก็พยักหน้า
เมื่อเดินออกมานอกประตู กู้อวี้ก็เก็บความอ่อนโยนกลับไป ก่อนขึ้นรถม้าไปด้วยสีหน้าเย็นชา มุ่งหน้าไปยังจุดขึ้นเรือล่องแม่น้ำ
บัณฑิตในเมืองหลวงแลดูร่ำรวยกว่าบัณฑิตเจียงหนานอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ได้รับเชิญมาวันนี้หากไม่ใช่บุตรชายสายรองก็เป็นบุตรชายคนรองสายตรงของตระกูลใหญ่ ทุกตระกูลมีเพียงคนเดียวที่จะได้รับพระราชทานตำแหน่งขุนนาง ดังนั้นบุตรชายสายรองอย่างต่งฉางเม่าจึงต้องเข้าร่วมการสอบเคอจวี่เพื่อรับราชการ
นางเพิ่งขึ้นมาบนเรือก็มีบัณฑิตบางส่วนตรงเข้ามาทักทายประจบเอาใจ แม้จวนเจิ้นกั๋วกงจะไร้อำนาจด้อยอิทธิพล แต่ก็ยังถือว่ามีหน้ามีตาในกลุ่มคนเหล่านี้
เซียวสิงจือทราบว่านี่เป็นแผนของนางจึงมาร่วมชมความครึกครื้นด้วยเช่นกัน
รอจนนางนั่งประจำที่ บัณฑิตคนหนึ่งก็ยกจอกสุราหันมาทางนางพลางพูดว่า “กู้ซื่อจื่อกำลังยุ่งกับการเตรียมงานชุมนุมปราชญ์แต่ก็ยังอุตส่าห์หาเวลามาร่วมสนุกกับพวกข้าที่นี่ ทำให้พวกข้ารู้สึกปลื้มใจนัก ช่างเหนือความคาดหมายจริง ๆ”
กู้อวี้ชูจอกสุราไปหาอีกฝ่าย จิบเล็กน้อยค่อยตอบว่า “เกือบสิบปีมานี้จำนวนบัณฑิตเจียงหนานที่สอบผ่านมีมากกว่าบัณฑิตที่เมืองหลวงเล็กน้อย ทุกท่านต้องพยายามให้มาก งานชุมนุมปราชญ์ก็ต้องเตรียมตัวให้ดี ไม่อาจปล่อยให้แขกผู้มาเยือนชิงความโดดเด่นไปได้”
ทุกคนคิดในใจว่าย่อมเป็นเช่นนั้น
กู้อวี้สังเกตเห็นต่งฉางเม่าที่สูงผอมและต่งฉางฟางที่อ้วนเตี้ยในกลุ่มคนได้อย่างแม่นยำ แววตานางพลันมีประกายเย็นเยียบวาบผ่าน
ชายผู้นี้มีโอกาสได้รับพระราชทานตำแหน่งขุนนาง แต่บิดารู้สึกว่าบุตรชายสายตรงผู้นี้ไร้ความรู้ความสามารถ และต้องการให้เขาใช้โอกาสนี้คบหามิตรสหายไว้ให้มาก จึงสั่งให้ติดตามพี่ชายมาด้วย
เวลานั้น ต่งฉางฟางสะกิดต่งฉางเม่าเบา ๆ กระซิบว่า “กู้ซื่อจื่อเป็นว่าที่พี่เขยของพี่ไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงไม่เข้าไปทักทายเล่า”
ต่งฉางเม่าเป็นคนหยิ่งทะนงตน เขาดูถูกดูแคลนบัณฑิตที่มาประจบประแจงกู้อวี้อย่างมาก รู้สึกว่าพวกนั้นเรียนหนังสือมาเสียเปล่า
แต่ช่วงหลายวันมานี้เขาขอพบซงหยางจวิ้นจู่กี่คราก็ล้วนถูกปฏิเสธ จนสัมผัสได้ว่าสตรีใจง่ายซงหยางผู้นี้เริ่มเบื่อหน่ายเขาแล้ว ในใจก็ลอบรู้สึกเสียดาย
แต่ยังดีที่มีสัญญาหมั้นหมายกับจวนเจิ้นกั๋วกงสำรองไว้อยู่
กู้ฉยงคู่หมั้นของเขาแม้จะเป็นบุตรีสายรอง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นถึงคนของจวนเจิ้นกั๋วกง เป็นน้องสาวฝาแฝดของกู้ซื่อจื่อ ถ้าสู่ขอซงหยางไม่สำเร็จ แต่งกู้ฉยงเข้าบ้านก็เป็นทางเลือกที่ไม่เลวเช่นกัน
ก่อนตายมารดาบอกเขาไว้ว่าคุณหนูสามตระกูลกู้เป็นแม่นางที่เหมือนก้อนแป้งอย่างไรอย่างนั้น เมื่อแต่งเข้ามาแล้วเขาจะนวดให้กลมหรือแบนก็ได้ทั้งนั้น
ด้วยฝีมือกล่อมสตรี แค่แสดงท่าทีเป็นนัยเล็กน้อย คุณหนูสามตระกูลกู้ก็คงจะเอ่ยถึงแต่สิ่งดี ๆ ของเขาต่อหน้ากู้ซื่อจื่อ และยอมช่วยผลักดันเขา
ตรงกันข้าม กู้ซื่อจื่อที่แลดูไม่ธรรมดาผู้นี้เป็นคนเสนอเรื่องงานชุมนุมปราชญ์เบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ ช่วงนี้แสดงความสามารถโดดเด่นเป็นอย่างมาก เกรงว่าคงไม่ใช่คนที่จะรับมือได้โดยง่าย
คิดถึงตรงนี้ ต่งฉางเม่าก็เหยียดหลังตรง ก้าวออกมาพูดว่า “กู้ซื่อจื่อฉลาดปราดเปรื่อง ข้าน้อยเลื่อมใสยิ่ง น่าเสียดายที่ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ จึงขอใช้น้ำชาแทนสุราคารวะท่านหนึ่งจอก”
[1] ใบเฟิง (枫叶) คือ ใบเมเปิล
[2] ‘จิ้นไต้’ จากชื่อแม่น้ำจินไต้เหอ มีความหมายว่า เข็มขัดทองคำ
[3] ถังหูลู่ (糖葫芦) คือ ซานจาเคลือบน้ำตาลแข็ง
[4] ซูเล่า (酥酪) คือนมตุ๋นไวน์ข้าวหวาน ลักษณะคล้ายพุดดิ้ง