บทที่ 42
หาลู่ทาง
“ เหตุใดจึงแสดงใบหน้าครุ่นคิดเช่นนั้น ” เสียงของนายหญิงจื่อดังขึ้น นางจ้องมองซูฉีที่กำลังขบคิดและมองสมุดบัญชีพวกนั้นอย่างจริงจัง
ซูฉีที่นั่งอยู่สะดุ้งเฮือก นางตกใจจนแทบจะตกเก้าอี้ อยู่ๆนายหญิงก็ปรากฏกายออกมาโดยที่ไม่ให้ซุ่มให้เสียง
“ อ๋อ…คือว่า…ช่วงนี้รายได้ของร้านถดถอยลงไปมากเจ้าค่ะ ”
“ ขาเลยคิดว่าจะทำอย่างไรดีให้ร้านกลับมาขายดีเช่นเดิม ” นางพูดออกไป
จื่อหรานดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับการที่ร้านของตนเองมีกำไรที่น้อยลง นางค่อยๆเดินเข้ามาแล้วก็พูดขึ้น “ การที่ร้านขายได้จำนวนเท่านี้มันเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ”
“ ก่อนหน้านี้ร้านเองก็ขายได้เท่านี้เช่นเดียวกัน จนกระทั่งจะมีสุราของเจ้ามาตั้งขายร้านสุราของข้าเลยขายดีมากขึ้น ”
“ สำหรับข้าแล้วรายได้เท่านี้มันถือว่าเป็นเรื่องปรกติ สำหรับเจ้าที่มองเห็นรายได้ที่มันเพิ่มขึ้นในทุกๆวันอาจจะมองว่าเป็นเรื่องแปลก ”
“ แต่ว่านะในยามนี้เมืองแห่งนี้เพิ่งผ่านพ้นโรคระบาดมา โรงสุราของข้าเองก็เพิ่งมีเหตุการณ์ลอบสังหารผ่านมายังไม่ถึงเดือน ”
“ เพราะแบบนั้นในช่วงเวลายามนี้ จะกล่าวว่าโรงสุราขายไม่ดีก็ไม่ได้ ” สถานการณ์วุ่นวายทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนแล้วเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น
เพราะว่าพวกสถานการณ์เหล่านั้น มันจึงทำให้โรงสุราแห่งนี้มีรายได้ที่น้อยลง แต่จื่อหรานนางกลับมองว่ารายได้เพียงเท่านี้มันก็พออยู่ได้แล้ว
“ อย่างนั้นหรือเจ้าคะ… ”
“ แล้วอีกอย่างตอนนี้ข้าได้ยินบางอย่าง ”
“ ได้ยินบางอย่าง? ” ซูฉีแสดงใบหน้าฉงน
“ ได้ยินว่าตอนนี้เมืองต่างๆต่างพูดกันว่าเมืองชายแดนแห่งนี้ มีโรคระบาดใหญ่เกิดขึ้นจึงทำให้พวกพ่อค้าที่มักจะเดินทางมาไม่ค่อยกล้าเดินทางมา”
“ ในยามนี้มันเลยทำให้รายได้ของร้านเราถดถอยลงไปมากขนาดนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ”
“ จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไรเจ้าคะก่อนหน้านี้ทางกองทัพบอกว่าปิดข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ ” ซูฉีงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเรื่องโรคระบาดต่อให้ผู้คนที่รู้ก็รู้เพียงแค่ไม่กี่เมืองรอบๆ ผู้คนที่อยู่ดินแดนห่างไกลจะรู้ได้อย่างไรว่าเมืองชายแดนแห่งนี้เกิดโรคระบาด
นางสงสัยกับเรื่องนี้ จึงตั้งคำถามกับตนเองในใจ ‘ แปลกประหลาดเป็นอย่างมากเหตุใดจึงเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้ หรือว่าบางทีเรื่องนี้ที่เกิดขึ้นอาจจะเป็น… ’
“ เจ้าไม่จำเป็นต้องแสดงไว้หน้าแบบนั้น เจ้าเป็นคนที่จัดการบัญชีภายในโรงสุราของข้า เจ้าไม่จำเป็นจะต้องช่วยขบคิดว่าจะทำอย่างไรให้โรงสุราแห่งนี้มีกำไร ”
“ เอาเป็นว่าเจ้าสู้เอาเวลานี้ไปไปหาลู่ทางของตนเองในการทำเรื่องต่างๆดีหรือไม่ ”
“ เรื่องต่างๆอย่างงั้นหรือเจ้าคะ? ”
“ เจ้าคงจะไม่คิดว่าจะเป็นลูกจ้างภายในโรงสุราเล็กๆแห่งนี้ไปจนตายหรอกนะ เจ้าเป็นคนที่มีความสามารถมองหาลู่ทางซักแห่ง บางทีอาจจะช่วยให้เจ้านั้นขยับขยายที่อยู่อาศัยและฐานะของตนเองได้ ” นางพูดด้วยความห่วงใยกล่าวกับคุณหนูตระกูลใหญ่ที่โดนเนรเทศอย่างอบอุ่น
ซูฉีก็ไม่มั่นใจนายหญิงจื่อเหตุใดจึงดูแลนางดีแบบนี้ แต่ที่นางพูดออกมานั้นล้วนถูกต้อง
นางก็ไม่คิดว่าจะเป็นลูกจ้างภายในโรงสุราแห่งนี้ไปจน ในยามนี้สิ่งที่ควรทำคือการหารูปทางสักอย่างทำให้ตนเองมีเงินมากขึ้น
“ นี่… ” จื่อหรานส่งแผ่นกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้กับซูฉี
นางรับมันเอาไว้ก่อนที่จะมองดูแผ่นกระดาษแผ่นนั้น ภายในแผ่นกระดาษมันมีตัวอักษรมากมายเขียนเอาไว้
“ นี่คือ…ขายที่ดินอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ”
“ เมื่อไม่นานมานี้ข้าได้ยินข่าวว่าเจ้าซื้อที่ดินผืนหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้มันมีที่ดินผืนใหญ่ทางด้านฝั่งเหนือของเมือง ”
“ ภายในสถานที่แห่งนั้นแม้ว่าจะเป็นที่ดินที่แห้งแล้งแต่มันเป็นที่ดินขนาดใหญ่ มีคนที่เพิ่งพบเจอกับโรคระบาดขนาดใหญ่ภายใน ”
“ พวกเขาอยากจะขายที่ดินแล้วก็นำพาครอบครัวของตนไปอยู่ที่เมือง จึงขายที่ดินแห่งนั้นด้วยราคาถูก”
“ ข้าเห็นว่าเจ้ากำลังสนใจในด้านที่ดินเลยนำเอาเรื่องนี้มาบอกเผื่อว่าเจ้าจะสนใจ ”
“ ขอบคุณนายหญิงเจ้าคะที่แจ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ข้ารู้ ” นางก้มศีรษะของตนเองลงกล่าวขอบคุณนายหญิงที่อยู่เบื้องหน้า
แต่เมื่อนางก้มศีรษะของนางกล่าวขอบคุณ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาร่างของนายหญิงที่อยู่เบื้องหน้าก็หายไปแล้ว
..
วันถัดมา
ซูฉีลางานเพื่อที่จะมาดูที่ดินตามที่นายหยิงจื่อแนะนำมา ในช่วงเวลานี้ภายในเมืองมีผู้คนน้อยลงมาก
โรงสุราเองก็มีจำนวนแขกที่เข้ามาดื่มสุราในแต่ละคืนน้อยลง งานเองก็ไม่ได้ยุ่งวุ่นวายเหมือนก่อนหน้านี้ นางจึงสามารถใช้สิทธิ์ในการลา ลางานมาดูสถานที่แห่งนี้ได้
นางเดินทางมาถึงที่เดินทางฝั่งเหนือของเมือง เมื่อเดินทางมาก็พบเห็นเขากับที่ดินผืนใหญ่ที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า
พื้นที่ที่ดินกว้างขวางหลายหมู่ สถานที่แห่งนี้เป็นที่ดินผืนใหญ่ที่ตั้งอยู่ภายในตัวเมือง แม้ว่าจะเป็นที่ดินผืนใหญ่แต่ว่าตัวที่ดินมันกลับมีผิวดินที่หยาบกร้านราวกับว่าไม่มีความชื้น
เมื่อเดินทางมาถึงซูฉีกับขมวดคิ้ว “ เป็นที่ดินแห่งนี้แห้งแล้งเป็นอย่างมาก ไม่มีความอุดมสมบูรณ์เลยแม้แต่น้อย”
“ ถ้าจะให้ซื้อไปก็คงจะไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากปล่อยมันรกร้าง ”
ภายในใจคิดแบบนั้นพอเห็นผิวดินแล้วมันเป็นผิวดินที่แห้งแล้ง เมืองแห่งนี้มีพื้นดินที่แห้งแล้งมากกว่าเจ็ดในสิบส่วน
เพราะแบบนั้นมันเลยทำให้ภายในเมืองผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถปลูกพืชผักได้ เกษตรกรรมภายในเมืองแห่งนี้จึงแทบจะมีน้อยนิด
ภายในเมืองแห่งนี้ส่วนใหญ่ผู้คนที่ดำรงชีวิตได้ล้วนแล้วออกล่าหาของทางชายแดน เพราะชายแดนแห่งนี้มีป่าอยู่บ้างโดยสามารถล่าสัตว์หรือแม้แต่กระทั่งเก็บเกี่ยวผลไม้มาขาย
เพราะแบบนั้นเงินที่หมุนเวียนภายในเมืองชายแดนแห่งนี้มีเพียงแค่น้อยนิด เกษตรกรรมภายในยุคนี้ถือว่าเป็นแหล่งเงินขนาดใหญ่ที่จะทำให้เงินหมุนเวียนได้
แต่ที่ดินที่แห้งแล้งกว่าเจ็ดในสิบส่วนของเมืองกลับทำให้เมืองแห่งนี้ไม่มีเกษตรกรรม ที่ดินผืนนี้เองก็เช่นเดียวกัน
จากที่นางมองดูมันไม่สามารถปลูกพืชผักได้ ทำได้เพียงปล่อยมันทิ้งร้างเท่านั้น แต่หลังจากที่ยืนมองอยู่สักพักนางก็รู้สึกเสียดายในพื้นที่กว้างของที่ดินผืนนี้
“ ราคาขายมันจะสักเท่าไหร่กัน ” นางลองใช้ดวงตาของนางมองดู
พบเห็นว่าที่ดินผืนใหญ่แห่งนี้มันกลับมีราคาขายเทียบเท่ากับที่ดินที่นางซื้อก่อนหน้านี้ในราคาถูก “ ที่ดินราคาเท่ากันกับที่ดินก่อนหน้านี้ที่ซื้อเลย ”
“ ราคาเท่านี้ก็น่าเสียดายพื้นที่ที่กว้างขวางจริงๆ ” นางตัดใจยอมละทิ้งมันไม่ได้ เพราะด้วยราคาแล้วก็พื้นที่ที่ดินที่กว้าง แถมยังทำเลเป็นทำเลทอง อยู่ห่างจากถนนหลักของเมืองไม่มากนัก
ยืนคิดอยู่สักพักภายในหัวมีความทรงจำหนึ่งแทรกขึ้นมา นางจำได้ถึงของวิเศษชิ้นหนึ่งภายในร้านขายของความดี
“ วิญญาณพฤกษาโบราณจริงสิเจ้าของสิ่งนั้นมันบอกว่าสามารถทำให้พื้นที่หรือที่ดินที่ อุดมสมบูรณ์ขึ้นมาได้ ” นางนึกถึงของวิเศษชิ้นนั้นขึ้นมา
ถ้าเกิดว่าเป็นของวิเศษชิ้นนั้นก็อาจจะทำให้นาง สามารถเปลี่ยนที่ดินไร่ราคาถูกผืนนี้ให้กลายเป็นที่ดินทองคำก็ได้
เมื่อมีความคิดที่ไม่เลวปรากฏขึ้นในหัวจึงทำให้ซูฉีนั้นต้องยืนกอดอกแล้วขบคิดอยู่นาน หลังจากที่คิดอยู่สักพักใหญ่ๆบางทีการลงทุนในครั้งนี้มันอาจจะคุ้มกับความเสี่ยงก็ได้
จบบท