บทที่ 13 ตัวตนของเหวินฮุ่ย
“ข้าไม่เคย…”
เหวินฮุ่ยกำลังจะปฏิเสธ แต่เมื่อเห็นสีหน้ามืดครึ้มของจ้าวผิงแล้ว ก็ได้แต่กลืนคำพูดกลับลงคอไป
ก่อนเปลี่ยนไปพูดว่า “ผู้มีพระคุณ เื่นี้ค่อยพูดทีหลังได้หรือไม่?”
“ไม่ได้!”
จ้าวผิงกล่าวอย่างเ็า “ถ้าเ้ายังอยากติดตามข้าอยู่ ก็จงพูดเสียตอนนี้ ไม่อย่างนั้นก็เชิญกลับไปเสียเถอะ ที่นี่คงเลี้ยงเ้าไม่ไหว”
“ผู้มีพระคุณ ท่านอย่าไล่ข้าไปเลย ข้าพูดแล้วก็ได้” เหวินฮุ่ยร้อนใจนัก พลางลอบชำเลืองไปทางอวิ๋นหม่าน
จ้าวผิงเข้าใจทันที เขาจึงบอกอวิ๋นหม่านว่า “อวิ๋นหม่าน เ้าแยกแยะสมุนไพรไม่ออก ฉะนั้นไม่ต้องขุดแล้ว ไปทำกับดักกระต่ายแทนเถอะ”
อวิ๋นหม่านไม่อยากขุดตั้งนานแล้ว เขาไม่ถนัดเื่นี้ ขุดผิดจนถูกเหวินฮุ่ยเอ็ดไปไม่น้อย ล่าสัตว์เป็งานสบายกว่ากันตั้งเยอะ
ทำกับดักกระต่ายให้มากหน่อย ตอนกลางคืนจะได้จับกระต่ายหลาย ๆ ตัวมาตอบแทนอาจารย์ อวิ๋นหม่านวิ่งปร๋อออกไปทันที
เหวินฮุ่ยค่อยถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “ผู้มีพระคุณ หากข้าบอกความจริงแล้ว ท่านไม่ไล่ข้าไปได้หรือไม่?”
“พูดมาก่อนเถอะ” จ้าวผิงกล่าวเสียงเรียบ
แต่ในใจกลับหัวเราะเสียงเย็น หญิงผู้นี้มีความลับจริง ๆ ด้วยสินะ รู้สึกราวกับไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวด้วยเลย
เขาเพิ่งทะลุมิติข้ามเวลามา จะพื้นเพ ความสามารถหรือกำลังทรัพย์ล้วนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ถ้าไม่รอบคอบไว้ก่อนอาจมีเื่ภายหลัง จ้าวผิงไม่อยากต้องทะลุมิติข้ามเวลาเป็ครั้งที่สอง จึงจำเป็ต้องรอบคอบระมัดระวัง
เขาปักธงในใจแล้วว่า ไม่ว่าเหวินฮุ่ยจะพูดอะไรก็จะไล่นางไปอยู่ดี
“ข้าไม่ได้ชื่อเหวินฮุ่ย แต่ชื่อเวินไฉ่เหลียน เป็คนตระกูลเวินจากหมู่บ้านเฉียนเหมิน”
เหวินฮุ่ยกล่าวถึงตรงนี้ก็เหลือบมองจ้าวผิง
“เ้ามองข้าทำไม?” จ้าวผิงกล่าวอย่างรำคาญ “พูดต่อไปสิ”
“ผู้มีพระคุณ ท่านไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับตระกูลเวินแห่งหมู่บ้านเฉียนเหมินหรือ?” เหวินฮุ่ยประหลาดใจเป็อย่างมาก
ตระกูลเวินแห่งหมู่บ้านเฉียนเหมิน มีชื่อเสียงมากเลยรึไร
จ้าวผิงกะพริบตาครุ่นคิดอยู่หลายอึดใจ ทันใดจึงคิดขึ้นมาได้ พลันลูกตาก็แทบถลนออกมาจากเบ้า
เขาพลันชี้เหวินฮุ่ยด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ
“ตระกูลเวินที่ถูกปะาทั้งตระกูลเพราะลักลอบค้าสมุนไพรนั่นน่ะนะ พวกเขาต้องโทษปะากันหมดแล้วนี่ เ้ารอดมาได้อย่างไร?”
“พ่อข้ารู้ว่าจะมีภัยจึงแก้ไขป้ายไม้ไผ่ที่ใช้แสดงตัวตนของข้าเอาไว้ล่วงหน้า แล้วส่งข้าไปหลบที่บ้านญาติในหมู่บ้านเกาโหลว”
มิน่าเล่า นางถึงมองข้าวขาวกับน้ำแกงเนื้อด้วยสายตาปกติ ที่แท้ก็มาจากครอบครัวมีอันจะกินนี่เอง
แต่หลังจากนั้นจ้าวผิงพลันรู้สึกตงิดใจ ก่อนกล่าวอย่างสงสัย “ไม่ถูกต้องนี่นา”
“พ่อเ้าเป็หัวหน้าหมู่บ้านเฉียนเหมิน แล้วยังมีฐานะร่ำรวย เขาเป็คนฉลาดคนหนึ่ง จะทำเื่ผิดกฏหมายต้าเว่ยเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ถูกคนหลอกเอาน่ะสิ” เหวินฮุ่ยกล่าวอย่างเคียดแค้น “นายอำเภอสุนัขกับหมอหลวงสุนัขแซ่เฝิงนั่นรวมหัวกันวางแผนทำร้ายครอบครัวข้า หวังจะฮุบสมบัติตระกูลเวิน …”
“พอ… พอแค่นี้แหละ ข้าไม่อยากฟังเ้าพูดเื่พวกนี้แล้ว” ไม่รอให้นางพูดจบ จ้าวผิงก็ยกมือตัดบทขึ้นมา
พูดเป็เล่น นั่นคือนายอำเภอเชียวนะ
นายอำเภอก็คือคนมีที่อำนาจสูงสุดในอำเภอ เปรียบได้กับฮ่องเต้ในท้องถิ่นคนหนึ่ง หากนายอำเภอบอกว่าหนึ่งก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าสอง เหวินฮุ่ยด่านายอำเภอต่อหน้าเขาเช่นนี้ ไม่เท่ากับผลักเขาลงทะเลเพลิงหรอกหรือ
“เหวินฮุ่ย ข้าเห็นใจที่เ้าต้องเจอกับเื่เช่นนี้และอยากช่วยเ้า…” จ้าวผิงกล่าวอย่างจริงใจ “แต่เ้าก็เห็นแล้วว่าครอบครัวเล็ก ๆ ของข้าทำมาหากินอย่างเรียบง่าย ไม่มีความสามารถจะสร้างคลื่นลมอะไรทั้งนั้น”
“อีกทั้งเ้ายังมีโทษติดตัว หากถูกทางการรู้เข้า ครอบครัวข้าคงต้องเคราะห์ร้ายเป็แน่”
“ด้วยเหตุนี้ ข้าอยากให้เ้าไปเสียเถอะ”
ชิ้ง!
เหวินฮุ่ยยกเคียวในมือขึ้นมาขวางเหนือลำคอของตัวเอง
“นี่เ้าคิดจะขู่ข้า?” สีหน้าของจ้าวผิงบึ้งตึง น้ำเสียงพลันเย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
“ข้าบอกเ้าไว้เลยนะ…”
ไม่รอให้เขาพูดจบ เหวินฮุ่ยก็โพล่งออกมาว่า “ผู้มีพระคุณ ข้าไม่ได้จะข่มขู่ท่าน เหวินฮุ่ยเป็เพียงผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ถูกท่านเปลื้องผ้าและััเรือนร่าง แม้จะเป็เพียงเหตุสุดวิสัย แต่ข้าก็ไม่บริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว”
“ไม่อาจแต่งกับใครได้อีก มีชีวิตอยู่ต่อไปรังแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ทำได้เพียงใช้ความตายมาพิสูจน์ตัวเอง”
“ผู้มีพระคุณ ชีวิตนี้ข้าไม่อาจรับใช้ท่านได้อีกแล้ว หากชาติหน้ามีจริง ข้ายินดีเป็วัวเป็ม้าไว้ใช้งานตอบแทนท่าน”
พูดจบ เหวินฮุ่ยก็จะทำท่าจะกรีดคอตัวเอง
จ้าวผิงยืนมองนางนิ่ง ๆ ไม่ได้พยายามขัดขวาง
เหวินฮุ่ยตะลึงงัน ก่อนถามว่า “ผู้มีพระคุณ ทำไมท่านไม่ห้ามข้า?”
“ห้ามเ้าทำไม?”
จ้าวผิงพูด “เ้าไม่ได้จะฆ่าตัวตายจริง ๆ เสียหน่อย”
“ท่านรู้ได้อย่างไร?” เหวินฮุ่ยพิศวงกว่าเดิม
“ง่ายจะตายไป” จ้าวผิงกล่าวอย่างโอ้อวด “ครอบครัวพวกเ้าถูกคนทำร้ายจนตายตกทั้งบ้าน เ้าเป็คนเดียวที่รอดมาได้ จะยอมตายโดยที่ยังไม่ได้แก้แค้นได้อย่างไร”
“อีกอย่าง ข้าถอดเสื้อผ้าของเ้าเพื่อช่วยชีวิต ไม่ได้ทำอะไรไม่เหมาะสม ไม่ถือว่าทำให้เ้าเสื่อมเสียชื่อเสียง”
“ผู้มีพระคุณฉลาดจริง ๆ” เหวินฮุ่ยพยักหน้า “ในเมื่อผู้มีพระคุณไม่อยากพลอยฟ้าพลอยฝนเช่นนี้ ข้าไปเสียก็ได้”
“ลาก่อน”
พูดจบ เหวินฮุ่ยก็วางเคียวลง หันหลังเดินจากไป
“ช้าก่อน” จ้าวผิงเรียกนางไว้ “เหวินฮุ่ย หากเ้าอยากอยู่ต่อก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้”
“ผู้มีพระคุณ ท่านเต็มใจให้ข้าอยู่ต่อไปหรือ” เหวินฮุ่ยหันขวับกลับมา สายาตาจ้องจ้าวผิงเขม็งพลางถาม “ไม่กลัวว่าจะเดือดร้อนเพราะข้าแล้วหรือ?”
“กลัวสิ!” จ้าวผิงตอบอย่างตรงไปตรงมา “เพราะแบบนี้ข้าจะตั้งเงื่อนไขสามข้อกับเ้า”
“ข้อแรก ถ้าข้าไม่อนุญาต ห้ามเผยโฉมในที่สาธารณะ”
“เ้าใช้ชีวิตมาอย่างดีในหมู่บ้านเกาโหลว โดยไม่ถูกทางการพบตัว ข้าคิดว่าหากอยู่ในหมู่บ้านซีผิงที่ห่างไกลกว่าก็คงไม่มีใครสังเกตเห็นเช่นกัน”
“ข้ารับปาก” เหวินฮุ่ยได้แต่พยักหน้า
ที่หมู่บ้านเกาโหลว นางออกไปนอกบ้านน้อยครั้ง หากไม่ใช่เพราะป่วยจนเป็ลมเป็แล้งไปหลายครา เกรงว่านางก็คงไม่ไปหาหมอที่โรงหมอชำนาญการ
“ไม่ต้องร้อนใจ ยังเหลืออีกสองข้อ” จ้าวผิงพูด “ข้อสอง เ้าไม่อาจแก้แค้นได้”
“อะไรนะ?” เหวินฮุ่ยถามกลับอย่างไม่เข้าใจ “ผู้มีพระคุณ เมื่อครู่ท่านยังพูดว่าข้าแบกหนี้แค้นเอาไว้ สักวันต้องแก้แค้น ตอนนี้กลับมาห้ามไม่ให้ข้าไปแก้แค้น?”
“แน่นอน ไม่แก้แค้นข้อนี้เป็แค่เงื่อนไขชั่วคราว” จ้าวผิงอธิบาย “ตอนนี้พวกเราเพิ่งเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว กระทั่งในหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างหมู่บ้านซีผิงแห่งนี้ยังยืนได้ไม่มั่นคงด้วยซ้ำ”
“การรีบร้อนแก้แค้นก็ไม่ต่างอะไรกับการเอาไข่ไปกระทบหิน มีแต่จะตายโดยที่ยังไม่ทันรู้ตัว”
“รอให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้นก่อนค่อยแก้แค้นก็ยังไม่สาย”
ฟังจากคำพูดเมื่อครู่ของเหวินฮุ่ย จ้าวผิงเข้าใจความจริงข้อหนึ่ง
ตระกูลเวินที่ผงาดขึ้นมาได้ถูกนายอำเภอกับหมอหลวงในจวนว่าการกำจัด ตัวเขาเองคิดจะอาศัยทักษะการรักษาสร้างตัว ต่อไปจะต้องได้เผชิญหน้ากับคนเ่าั้เป็แน่
ถึงตอนนั้นต่อให้เขาไม่อยากขัดแย้งกับนายอำเภอก็ต้องเผชิญหน้ากันอยู่ดี ต้องวางแผนไว้ล่วงหน้า ในอนาคตจะได้ไม่ตื่นตระหนกเกินไป
นอกจากนี้ เหวินฮุ่ยมีความแค้นกับนายอำเภอและหมอหลวงในจวนว่าการ ก็เหมือนได้พวกมายืนอยู่ฝ่ายตนแล้วคนหนึ่ง ไม่มีเปลี่ยนใจเป็อื่นแน่นอน
ไม่เพียงได้ผู้ช่วย แต่ยังได้ศัตรูของศัตรูเพิ่มมาคนหนึ่ง รู้เขารู้เราจึงจะสามารถรบร้อยครั้งชนะร้อยครา
นี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้จ้าวผิงเปลี่ยนความคิด เลือกเก็บเหวินฮุ่ยไว้ข้างตัว
“ได้ เช่นนั้นข้าก็ตกลง” เหวินฮุ่ยครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนตอบตกลง
นางเชื่อในความสามารถของจ้าวผิง นางเชื่อว่าเพียงใช้เวลาไม่กี่ปีเขาก็สามารถสร้างตัวได้สำเร็จ อีกทั้งการอยู่กับจ้าวผิงแบบนี้ยังรวดเร็วและมีโอกาสกว่าการที่นางแก้แค้นคนเดียวเสียอีก
“ข้อสามเล่า?” เหวินฮุ่ยถาม
“ข้อสามข้ายังคิดไม่ออก ข้าคิดได้เมื่อไหร่ค่อยบอกเ้าอีกที” จ้าวผิงพูด “ตอนนี้เ้าพูดเื่ที่นายอำเภอกับหมอหลวงในจวนว่าการทำร้ายครอบครัวพวกเ้าได้อย่างไรให้ข้าฟังดีกว่า ข้า้ารู้รายละเอียดทั้งหมด”
เหวินฮุ่ยพลันเล่าอย่างละเอียดอย่างไม่ปิดบัง
ใน่เก็บภาษีปีนั้น นายอำเภอเชิญเ้าที่ดินกับเศรษฐีของแต่ละหมู่บ้านเข้าอำเภอไปกินข้าวและหารือเื่การจัดสรรหน้าที่รวบรวมภาษีด้วยกัน
ตอนนั้นหมอหลวงของจวนว่าการก็อยู่ที่นั่นด้วย นั่งอยู่ข้างพ่อของเหวินฮุ่ย เพียงดื่มสุราไปไม่กี่จอก คนทั้งสองก็เรียกน้องเรียกพี่อย่างสนิทสนม
แพทย์หลวงผู้นั้นทอดถอนใจเื่ที่เบื้องบนห้ามชาวบ้านค้าสมุนไพร ส่งผลให้โรงหมอขาดแคลนสมุนไพร ไม่อาจรักษาผู้คนได้มากกว่านั้น
ส่วนพ่อของเหวินฮุ่ยคิดถึงว่า บนเขามีสมุนไพรเต็มไปหมด อีกทั้งเขายังมีลูกมือมากมาย จึงอยากช่วยเหลือหมอหลวงผู้นั้น ขณะเดียวกันก็ยังหาเงินได้จากตรงนี้
คนทั้งสองจึงตกลงร่วมงานกัน
หมอหลวงสอนวิธีแยกแยะสมุนไพรให้พ่อของเหวินฮุ่ย รวมถึงหนังสือรับรองของทางการให้
พ่อของเหวินฮุ่ยออกแรง หาสมุนไพรไปขายให้อีกฝ่าย
ตอนเริ่มแรกความร่วมมือเป็ไปอย่างราบรื่น แต่เมื่อพ่อของเหวินฮุ่ยเริ่มแจกจ่ายงานให้คนทั้งหมู่บ้าน ตอนนั้นก็เริ่มมีปัญหาขึ้นมา
หมอหลวงปฏิเสธไม่รับสมุนไพร ทั้งยังไปฟ้องทางการว่าพ่อของเหวินฮุ่ยขายสมุนไพรโดยไม่มีหนังสือรับรอง
จากนั้นนายอำเภอก็ตัดสินโทษปะาครอบครัวของเหวินฮุ่ย กระทั่งขึ้นภาษีของหมู่บ้านเฉียนเหมินอีกครึ่งเท่าตัวเพื่อเป็การตักเตือน
“นี่มันไม่ถูกต้องเลย”
ได้ฟังเหวินฮุ่ยพูดจบ จ้าวผิงก็ขมวดคิ้วพูดขึ้นมา “พ่อเ้ามีหนังสือรับรองก็แสดงว่าทางการรับรู้แล้ว ทำไมถึงยังต้องโทษปะาเพราะเื่นี้ได้?”
“ปัญหามาจากตรงนี้แหละ” กล่าวถึงตรงนี้ เหวินฮุ่ยพลันสุดแสนแค้นใจจนอยากกินเืเนื้อของคนพวกนั้นทั้งเป็
“หมอถ่อยแซ่เฝิงคนนั้นใช้ตราประทับส่วนตัว ไม่ได้ใช้ตราประทับของทางการ พ่อข้าที่ไม่เข้าใจเื่นี้ ถึงได้ติดกับ”
“ผู้มีพระคุณ ท่านรีบตรวจดูเร็วเข้าว่าหมอหลินใช้ตราประทับอะไรประทับบนหนังสือรับรองที่ออกให้ท่าน อย่าได้ถูกหลอกเชียว”