ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    เล่มที่ 2 บทที่ 37 พูดได้ดียิ่งนักเครื่องด่าของข้า

            หลิวขุยสังเกตทุกการกระทำของหลินเสวี่ยจู๋อย่างใกล้ชิดเมื่อได้ยินนางให้คำแนะนำชายหนุ่มผู้นั้น เขาก็สั่งให้ลูกน้องรีบนำคำกล่าวของนางไปถ่ายทอดให้ผู้อื่นทันที

            ไม่นานเสียงอาเจียนก็ดังขึ้นที่ริมลำธารเป็นระยะๆ หลินเสวี่ยจู๋ได้ยินก็ขนลุกซู่ รีบกลับไปที่ค่ายพักแรมทันที

            หลินเฉิงเหยาพาคนกลับมาแล้วส่วนเจี่ยงฉีซวงกำลังเลือกสมุนไพรที่เก็บมา นางหยิบสมุนไพรมาหนึ่งกำมือแล้วโยนลงไปต้มในหม้อเมื่อต้มเสร็จแล้วก็ตักยาออกจากหม้อ แล้ววางพักไว้ให้เย็น

            ขณะที่ทุกคนกำลังยุ่งหลินเสวี่ยหลานก็รีบร้อนวิ่งเข้ามา นางตรงไปหาหลินเฉิงเหยาก่อนจะเอ่ยปาก“ท่านอาสาม ท่านรีบไปดูอาการท่านพ่อท่านแม่ของข้าทีเจ้าค่ะ พวกเขาพูดเพ้อตลอดเวลาชวนให้ตกใจยิ่งนักเจ้าค่ะ”

            หลินเฉิงเหยามองไปทางหลินเฉิงคุนและกัวซื่อ“พวกเขาถูกพิษที่ค่อนข้างแปลกประหลาด แต่ไม่น่าเป็นอันตรายถึงชีวิตข้าป้อนยาถอนพิษให้พวกเขาไปแล้ว เจ้าดูแลพวกเขาให้ดีๆ ก็พอ”

            หลินเสวี่ยหลานไม่คล้อยตาม“ท่านอาสาม ท่านไปดูอาการพวกเขาก่อนจะดีกว่าถึงอย่างไรก็เป็นครอบครัวเดียวกันนะเจ้าคะ”

            คำพูดนี้หลินเฉิงเหยาไม่ชอบนักครอบครัวเดียวกันหรือ? สกุลหลักเห็นพวกเขาสกุลรองเป็นครอบครัวเดียวกันตั้งแต่เมื่อใด? เมื่อครู่ตอนที่ฮูหยินผู้เฒ่ากินยาถอนพิษนางยังกลัวว่าเขาจะวางยาพิษอยู่เลยไม่ใช่หรือ?

            หลินเฉิงเหยาเอ่ยด้วยท่าทีเคร่งขรึม“ตอนนี้มีคนมากมายถูกพิษและต้องการให้ข้ารักษา ดังนั้นคนที่รักษาไปแล้วก็ไม่ต้องมาก่อปัญหา”

            หมอย่อมปฏิบัติตามหน้าที่ส่วนเรื่องที่ว่าชีวิตเป็นของผู้ใด ผู้นั้นต้องพึ่งตนเองแล้ว ไม่อาจกล่าวโทษหมอได้

            หลินเสวี่ยหลานเห็นท่าทีเด็ดขาดของหลินเฉิงเหยาก็โมโหขึ้นมา“ท่านอาสาม ท่านเต็มใจช่วยชีวิตคนนอกพวกนั้น แต่ไม่เต็มใจช่วยชีวิตคนในครอบครัวของตนเองหรือเจ้าคะ?”

            “หมอย่อมปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียม”หลินเฉิงเหยาเอ่ยอย่างเย็นชา

            ดวงตาของหลินเสวี่ยหลานเผยความโหดเหี้ยมเมื่อเห็นหม้อต้มสมุนไพรก็ยื่นมือออกไป หมายจะยกหม้อนั้นกลับไป

            “หลินเสวี่ยหลาน ข้าไว้หน้าเจ้าเกินไปหรือไม่!”หลินเสวี่ยจู๋ที่มองดูด้วยสายตาเย็นชาอยู่ด้านข้างมาโดยตลอดทนดูต่อไปไม่ไหวแล้วนางก้าวสามขุมไปผลักหลินเสวี่ยหลานที่กำลังย่อตัวลงหยิบหม้อทันที

            หลินเสวี่ยหลานล้มก้นจ้ำเบ้าพลางเอ่ยอย่างโกรธเคือง “พวกเจ้าเห็นคนใกล้ตายทว่าไม่ยอมช่วยเหลือพวกเจ้าแก้แค้นเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน”

            “พวกเจ้าเป็นฝ่ายตัดสัมพันธ์กับพวกเราทว่าตอนนี้กลับมาบอกว่าครอบครัวเดียวกัน” หลินเสวี่ยจู๋มองนาง แล้วเอ่ยอย่างเหยียดหยาม “ไม่มีเรื่องก็แบ่งแยกพวกเราพอมีเรื่องก็บอกเป็นครอบครัวเดียวกัน เจ้าช่างคิดคำนวณได้ดีเสียจริง”

            นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อ“ตอนแรกที่เจ้าบังคับให้ข้าตัดความสัมพันธ์ เจ้ายังบอกว่าอย่าให้ข้าทำพวกเจ้าเดือดร้อนไปด้วยอยู่เลยไม่ใช่หรือ? เช่นนั้นก็ดีพวกเจ้าไสหัวไปให้ไกลหน่อย การช่วยชีวิตพวกเจ้าถือเป็นความเมตตาของท่านอาข้า แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าให้ความสำคัญกับพวกเจ้า!”

            “เจ้า!” หลินเสวี่ยหลานทำได้เพียงเอ่ยคำพูดที่แสดงถึงความไร้ความสามารถของนางออกมา

            หลินเสวี่ยจู๋ขยับข้อมือ พลางเอ่ยอย่างดุร้าย“ทำไม? ถูกทุบตีไปยังไม่พออีกหรือ? ข้าว่านะหากตอนนี้ข้าฉวยโอกาสช่วงชุลมุนทุบตีเจ้าสักยก เจ้าก็ไม่อาจฟ้องผู้ใดได้เพราะเจ้าทำให้พวกเราช่วยชีวิตผู้คนล่าช้า ถึงจะทุบตีเจ้าจนตายก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด”

            นางยังไม่ทันพูดจบหลินเสวี่ยหลานก็ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไป ท่าทางทั้งรีบร้อนทั้งขี้ขลาดไร้ซึ่งบุคลิกของนางเอก

            หลินเสวี่ยจู๋ยกหม้อยาที่อีกฝ่ายแย่งไม่ได้ไปที่ริมลำธาร

            หลิวขุยบริจาคชามที่เหล่าผู้คุมใช้กินข้าวแต่จำนวนนั้นมีจำกัด จึงให้ผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงนักดื่มก่อนตามที่หลินเสวี่ยจู๋บอก

            ทว่าผู้ที่มีอาการรุนแรงกลับประท้วงถึงขั้นมีคนพุ่งออกมาแย่งยา แต่ถูกหลิวขุยและลูกน้องปราบไว้ทั้งหมด

            ในเวลาเช่นนี้การใช้เหตุผลนั้นไร้ประโยชน์กำปั้นต่างหากคือเหตุผล

            ยาหลายหม้อถูกยกมา ทว่าก็ถูกตักออกไปจนเห็นก้นหม้ออย่างรวดเร็วสุดท้ายแล้วทำได้เพียงต้มกากยาซ้ำอีกรอบ

            โชคดีที่หลินเสวี่ยจู๋นำสมุนไพรจากในมิติผสมลงไปด้วยเล็กน้อยจึงรับรองสรรพคุณยาได้

            วุ่นวายจนเกือบรุ่งเช้าฝูงชนที่ชุลมุนจึงค่อยๆ สงบลง ผู้ที่ถูกพิษและผู้ที่ไม่ถูกพิษต่างก็เหน็ดเหนื่อย

            หลิวขุยสั่งให้ทุกคนพักผ่อนแล้วออกเดินทางอีกครั้งตอนกลางวัน

            ขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมตัวเข้านอนเสียงกรีดร้องแหลมบาดหูก็ดังขึ้น

            เห็นเพียงกัวซื่อลุกพรวดขึ้นมาก่อนจะพูดจาเพ้อเจ้อ พลางเคลื่อนไหวไม่หยุดราวกับกำลังระบำบวงสรวง

            หลินเสวี่ยหลานห้ามไม่ได้ทำได้เพียงขอร้องหลินเฉิงเหยาอีกครา “ท่านอาสามมารดาข้าเป็นเช่นนี้แล้วท่านยังไม่สนใจอีกหรือเจ้าคะ?”

            หลินเฉิงเหยาเอ่ยเสียงเรียบ“ถูกพิษเท่านี้ รอต่อไปก็ใช้ได้แล้ว”

            หลินเสวี่ยหลานอยากจะพูดอะไรอีกทว่ามือที่กำลังร่ายรำของกัวซื่อฟาดเข้ามาที่ใบหน้านางฉาดใหญ่จนนางนิ่งงัน

            หญิงชราผู้หนึ่งที่อยู่ด้านข้างเห็นใจความยากลำบากของนางจึงถามขึ้นว่า “มารดาเจ้ากินพิษเช่นไรไปเจ้าลองว่ามา ข้าพอรู้จักเห็ดอยู่บ้าง อาจช่วยให้คำแนะนำเจ้าได้”

            หลินเสวี่ยหลานรีบย้อนความทรงจำ“ข้าเห็นเห็ดชนิดหนึ่งมีสีส้ม ดูแล้วสวยดีจึงเก็บมาทำอาหารมารดาข้าบอกว่าเห็ดนี่อร่อยจึงกินไปมากเจ้าค่ะ”

            หญิงชราตบต้นขา“แม่นางช่างไม่รู้ความเสียจริง พวกเราต่างก็รู้ดีว่าเห็ดยิ่งสีสวยมากเท่าไรก็ยิ่งกินไม่ได้ให้เลือกเห็ดที่ไม่สวยมากิน ทว่าเจ้ากลับเก็บเห็ดที่มีพิษไป ดีเหลือเกิน เลือกเฉพาะเห็ดที่สวยๆมากิน นั่นไม่ใช่ว่า...”

            เดิมทีหญิงชราก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่คำกล่าวของนางกลับทำให้หลินเสวี่ยหลานอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี

            เมื่อเห็นท่าทางของนาง หญิงชราก็รีบเปลี่ยนท่าที“เฮ้อ เห็นแก่ที่เจ้าเป็นคุณหนูสกุลใหญ่ไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ ข้าขอเตือนว่าวันหน้าอย่ากินของมั่วซั่วอีกหากเจอเรื่องที่ไม่รู้ก็ถาม หากไม่แน่ใจจริงๆ ก็อย่ากิน จะเอาชีวิตไปเสี่ยงไม่ได้”

            คำพูดของหญิงชรากระแทกจิตใจของหลินเสวี่ยหลานเข้าอย่างจังนางราวกับรู้แจ้งถึงอะไรบางอย่าง สายตาจ้องมองมาที่พวกหลินเสวี่ยจู๋ทันที ก่อนจะเอ่ยอย่างคับข้องใจ“ครอบครัวพวกเจ้าไม่ถูกพิษกันเลยสักคน นั่นหมายความว่าพวกเจ้าแยกแยะเห็ดเป็น!พวกเจ้ารู้ว่าตรงนั้นมีเห็ดพิษขึ้นอยู่แท้ๆ แต่กลับไม่บอกพวกเรา อยากเห็นพวกเราถูกพิษกันใช่หรือไม่?”

            เมื่อนางพูดเช่นนี้ทุกคนก็มองไปทางครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋ด้วยสายตาสงสัย

            ทว่าหลังจากพบว่านี่เป็นครอบครัวของท่านหมอหลินที่ช่วยชีวิตพวกเขาเอาไว้ทุกคนจึงคิดเพียงว่า ‘โอ้ เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร’ แล้วต่างแยกย้ายกันไปทำธุระของตน

            หญิงชราเอ่ย“แม่นางผู้นี้อย่าได้ผลีผลามเกินไป เมื่อคืนทุกคนต่างยุ่งกับการหาของกิน จะไม่สนใจผู้อื่นก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดาถึงอย่างไรก็ไม่ได้มีเพียงครอบครัวของท่านหมอหลินเท่านั้นที่ไม่ถูกพิษยิ่งไปกว่านั้น ท่านหมอหลินยังช่วยชีวิตพวกเราด้วย ของที่ตนเองเอาใส่ปากก็ต้องเป็นตนเองที่ใส่ใจไม่ใช่หรือ? โทษว่าผู้อื่นไม่เตือนก็ออกจะเกินไปหน่อย”

            ทุกคนต่างลอบคิดในใจ‘ถูกต้องๆ กล่าวได้ถูกต้องยิ่งนัก’

            เมื่อหลินเสวี่ยหลานเห็นว่าไม่มีคนเห็นด้วยกับนางก็มีท่าทีกระอักกระอ่วนยิ่งกว่าเดิม

            เวลานี้หลินเสวี่ยอีคว้าชายเสื้อของนางเอาไว้แล้วเอ่ยอย่างอ่อนแรง “พี่หญิง ท่านอย่าว่าพวกท่านอาสามเลยเจ้าค่ะเมื่อคืนตอนที่พวกเราถูกพิษ ท่านอาสาม อาสะใภ้สาม และพี่หญิงก็มาตรวจอาการพวกเราทันทีเลยไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

            หลินเสวี่ยอีไม่ได้คิดมากตอนที่พูดเช่นนี้ออกมายิ่งไม่คาดคิดว่าทันทีที่นางกล่าวจบ จะได้รับสายตาแปลกใจจากคนจำนวนมาก

            จู่ๆ แม่นมหม่าก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน“เห็ดที่ครอบครัวของเรากินเป็นเจินเหนียงที่เก็บมานางรู้จักเห็ดหลายชนิดมาตั้งแต่เล็ก ผู้ใดให้พวกท่านทรมานนางกัน? หากนางไม่ได้ถูกบีบบังคับเช่นนั้นวันนี้พวกท่านคงไม่ถูกพิษ”

            พูดจบนางก็มองคนในครอบครัวตนเองด้วยสายตาขอโทษขอโพยสายตานั้นราวกับจะบอกว่า ‘ขอโทษนะเจ้าคะเหล่านายท่านนายหญิง ครอบครัวสกุลหลินสายหลักรังแกผู้คนเกินไปแล้วข้าอดทนต่อไปไม่ไหวจริงๆ เจ้าค่ะ’

            หลินเสวี่ยจู๋ลอบยกนิ้วโป้งให้แม่นมหม่า‘พูดได้ดียิ่งนักเครื่องด่าของข้า’

            .............................

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ] ที่คุณอ่าน