นิ้วมือข้างขวาของสวีเม่าถิงเคาะแขนเก้าอี้ไม้เป็นจังหวะเขาครุ่นคิดอยู่สักพัก ก่อนจะมองไปยังหัวหน้าฝ่ายเทศบาลชุมชน “หัวหน้าเฉินมีคำแนะนำอะไรดีๆไหมครับ”
“ส่วนตัวผมคิดว่าเลือกคนจากหมู่บ้านต้าเจียงจะเหมาะสมที่สุดครับ เหตุผลมีสองข้อ”
“หนึ่งผู้บริหารที่เก่งกาจของโรงงานอาหารชุนหัวเป็นดั่งกระดูกสันหลังที่ช่วยพัฒนาโรงงานอาหารชุนหัวให้เติบโตขึ้นหากมีการสั่งย้ายจะส่งผลกระทบต่อโรงงานอาหารชุนหัวและหากส่งคนที่มีฝีมือธรรมดามาที่หมู่บ้านต้าเจียงก็ไม่แน่ว่าจะบริหารจัดการโรงงานสาขาได้ดี”
“สองการเลือกผู้บริหารโรงงานสาขาจากหมู่บ้านต้าเจียงจะบริหารจัดการพนักงานจากหมู่บ้านต้าเจียงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าถึงอย่างไรก็รู้จักกันมานานหลายปี คุ้นเคยกันดีครับ”
รัฐมนตรีจางยิ้ม“ถ้าอย่างนั้นก็เลือกจากหมู่บ้านต้าเจียงแล้วกัน แต่การคัดเลือกจะต้องระมัดระวังให้มากก่อนอื่นจะต้องเป็นคนที่ทำอาหารเป็นและอร่อย ถึงอย่างไรมันก็คือโรงงานอาหารเกี่ยวข้องกับการบริโภค สองคือจะต้องมีวุฒิการศึกษาการบริหารจัดการโรงงานหนึ่งให้ดีจำเป็นต้องมีความรู้มากพอ”
“และอย่างสุดท้ายคือจะต้องเป็นคนจากหมู่บ้านต้าเจียงคนที่เลือกมาจะต้องมีคุณสมบัติครบทั้งสามข้อ”
เจ้าหน้าที่หมู่บ้านสบตากัน
คนที่ตรงตามคุณสมบัติทั้งสามข้อในหมู่บ้านต้าเจียงมีแค่คนเดียว!
โชคดีโชคดีเหลือเกินที่ตรงกับบุคคลที่อยู่ในใจของพวกเขา
“บังเอิญจริงๆครับ มีบุคคลที่ตรงตามคุณสมบัติทุกข้อพอดีเลย เธอชื่อสวีหว่านหนิงเป็นจือชิงมาจากปักกิ่ง เรื่องวุฒิการศึกษาไม่ต้องพูดถึงบะหมี่ที่ทุกท่านรับประทานไปเมื่อครู่ก็เป็นฝีมือของสวีจือชิงครับในหมู่บ้านคงไม่มีใครทำอาหารได้เทียบเท่ารสมือของเธออีกแล้ว”
“อีกอย่างหลายปีก่อนเธอเพิ่งแต่งงานกับคนของหมู่บ้านเรา ทั้งยังมีลูกชายกับลูกสาวอย่างละคนย่อมถือเป็นคนของหมู่บ้านต้าเจียงของเราครับ”
หัวหน้าเทศบาลชุมชนรู้ว่ามีคนที่ชื่อสวีหว่านหนิงอยู่ในหมู่บ้าน
ถึงอย่างไรนี่ก็คือโรงงานแรกของเทศบาลชุมชนที่กำลังจะสร้างเขาจึงสืบข่าวมาก่อนแล้ว และรู้ว่าที่รัฐมนตรีจางและรองอธิบดีสวีเลือกมาดูงานที่หมู่บ้านต้าเจียงเป็นที่แรกเพราะมีคนรู้จักอยู่ที่นี่
จากวิธีการทำงานของทั้งสองท่านคงไม่ถึงกับอยากใช้เส้นสายเพื่อเบิกทางให้คนรู้จักที่ตัดสินใจเช่นนี้เพราะหมู่บ้านต้าเจียงมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานการสร้างโรงงานสาขาด้วยเหตุนี้โอกาสจึงมาอยู่กับหมู่บ้านต้าเจียง
ส่วนที่ว่าหากผู้บริหารโรงงานสาขาคือคนรู้จักของทั้งสองท่านแล้วจะถือเป็นการใช้เส้นสายหรือไม่นั้นหัวหน้าเฉินคิดว่าไม่
ถึงอย่างไรเงื่อนไขที่รัฐมนตรีจางกล่าวมาก็ไม่ได้เข้มงวดจนเกินงามทุกข้อล้วนเป็นการคิดเผื่ออนาคตของโรงงานสาขาทั้งสิ้น จะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปไม่ได้
และสวีจือชิงคนนั้นเองก็มีคุณสมบัติเพียบพร้อมทั้งหมู่บ้านต้าเจียงมีเธอคนเดียวที่คุณสมบัติครบถ้วนทุกข้อ เพราะฉะนั้นตำแหน่งผู้บริหารโรงงานสาขาจึงต้องเป็นเธอเท่านั้น
หัวหน้าเฉินยิ้มพลางกล่าว“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เราเรียกสวีจือชิงคนนี้มาหาดีไหมครับ พวกเราจะได้ทดสอบเธอด้วยหากเธอผ่านการทดสอบ ตำแหน่งผู้บริหารโรงงานสาขาก็จะเป็นของเธอ”
“สวีจือชิงอยู่ในครัวพอดีผมจะไปเรียกเธอมา!”
หลังหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่มาเรียกสวีหว่านหนิงยังอยู่ในสภาวะจับต้นชนปลายไม่ถูก
“หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่อาหารที่ฉันทำไม่อร่อยหรือคะ ทำไมพวกหัวหน้าทั้งหลายถึงอยากเจอฉันล่ะ”
“อย่าถามให้มากความเลยตามฉันมาก็จะเข้าใจเอง”
หลังเข้ามาในห้องประชุมเธอก็เห็นเจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้างานนั่งอยู่เต็มห้องสวีหว่านหนิงตากระตุกเล็กน้อย
โดยเฉพาะการที่พี่รองแย้มยิ้มให้กับเธอมันยิ่งทำให้เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ด้วยสถานะของรัฐมนตรีจางและรองอธิบดีสวีไม่จำเป็นต้องลงมาดูแลการคัดเลือกผู้บริหารโรงงานสาขาด้วยตัวเองเพราะฉะนั้นงานนี้จึงเป็นหน้าที่ของหัวหน้าเฉิน
หลังสวีหว่านหนิงเข้ามาในห้องหัวหน้าเฉินก็มองเธออย่างพิจารณา
หน้าตาสะสวยบุคลิกภาพโดดเด่น สายตามุ่งมั่น แค่ดูก็รู้ว่าแล้วเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย
แต่ขั้นตอนที่สมควรทำอย่างไรก็ขาดตกบกพร่องไม่ได้เพราะฉะนั้นหัวหน้าเฉินจึงถามคำถามทดสอบความสามารถของสวีหว่านหนิงขณะที่สวีหว่านหนิงก็ตอบคำถามเขาได้ทั้งหมด
“สวีจือชิงฉันยังมีอีกหนึ่งคำถาม ปริมาณการผลิตของโรงงานอาหารชุนหัวในแต่ละเดือนมากพอที่จะครอบคลุมเมืองเจียงและอีกหลายเมืองรอบข้าง อาหารที่โรงงานผลิตได้คุณคิดว่าควรใช้วิธีการใดในการขายและกระจายสินค้า”
คำถามนี้ทำให้สวีหว่านหนิงชะงัก
เธอไม่ใช่คนยุค70 อย่างแท้จริง อีกทั้งการคมนาคมในโลกยุคหลังก็สะดวกสบายวิธีการขายสินค้ามีหลากหลายรูปแบบ ขอแค่สินค้าดีมีคุณภาพแทบไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องยอดขาย
แต่ตอนนี้หากต้องการเดินทางไปต่างเมืองทำได้เพียงนั่งรถไฟ แม้ในนิยายจะเขียนเอาไว้ว่าอีกไม่กี่ปีก็จะมีการสร้างเส้นทางเดินรถไฟเพิ่มมากขึ้นก็ตาม
ทว่านิยายเป็นโลกที่นักเขียนจินตนาการไว้แม้ประวัติศาสตร์ภาพรวมและโลกแห่งความเป็นจริงจะใกล้เคียงกันมากแต่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บางอย่างมีความแตกต่างอยู่บ้าง
เพราะฉะนั้นสวีหว่านหนิงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องรออีกกี่ปีการขนส่งทางรถไฟจะมีเส้นทางเพิ่มขึ้น
อีกอย่างต่อให้มีเส้นทางเดินรถไฟเพิ่มขึ้น ก็ใช่ว่าจะขยับขยายช่องทางการขายได้!
ถ้าอยากจัดการปัญหาควรจัดการที่ต้นตอ
ดังนั้นสวีหว่านหนิงจึงให้คำตอบที่เหนือความคาดหมายกับทุกคน
“ฉันคิดว่าพวกเราควรเปลี่ยนแนวคิดค่ะโรงงานสาขาจะผลิตสินค้าที่ต่างจากโรงงานแม่หากทำเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องกลุ้มใจเรื่องช่องทางการขายแล้วค่ะ”
“หืม? สวีจือชิงมีคำแนะนำหรือไม่”
“อาหารกระป๋องค่ะ”
สิ่งแรกที่สวีหว่านหนิงคิดถึงคือลูกท้อกระป๋อง
ชาติที่แล้วเธอเคยเห็นชาวมณฑลเฮยบอกว่าเวลาป่วยต้องกินลูกท้อกระป๋อง บางครั้งลูกท้อกระป๋องยังรักษาได้ผลดีกว่าการกินยาด้วยซ้ำ
ตอนนั้นสวีหว่านหนิงไม่ใช่คนมณฑลเฮยและไม่เคยไปที่นั่นมาก่อนจึงไม่รู้ว่า คำบอกเล่าเหล่านี้เกินจริงไปมากแค่ไหน
แต่อาหารกระป๋องทั้งอร่อยและเก็บรักษาง่ายถือเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวในปัจจุบัน
ที่จริงสวีหว่านหนิงอยากบอกให้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแต่เธอรู้ดีว่าด้วยเงื่อนไขทางการเงินของหมู่บ้านต้าเจียงคงซื้อเครื่องจักรไม่ไหว
อีกทั้งเมื่อเทียบกับการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปการผลิตอาหารกระป๋องง่ายกว่ามาก
“อาหารกระป๋อง?”
หัวหน้าเฉินขมวดคิ้วเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน
แต่สวีเม่าถิงกับรัฐมนตรีจางเคยได้ยินที่ร้านค้ามิตรภาพมีขายแต่ราคาแพงมากเงินสกุลต่างประเทศที่ต้องใช้ซื้อมันมีมูลค่ามากกว่าซื้อเสื้อผ้าหนึ่งตัวเสียอีก
แม้ว่าตระกูลสวีกับตระกูลจางจะฐานะไม่เลวแต่กลับได้กินอาหารกระป๋องแทบนับครั้งได้
แน่นอนว่าร่างเดิมเป็นข้อยกเว้น
เพราะเธอคือที่รักของคนทั้งตระกูลต่อให้คนอื่นทำใจซื้อไม่ลงก็ยินดีเก็บออมเงินมาซื้อให้เธอกินด้วยเหตุนี้ร่างเดิมจึงเคยกินอาหารกระป๋องมากกว่าสามครั้ง
“ข้อเสนอของสวีจือชิงไม่เลวเลยแต่การดำเนินงานอาจจะเป็นไปได้ยาก” สวีเม่าถิงก็ไม่อยากขัดใจน้องสาวแต่เขาไม่อยากให้น้องสาวล้มเหลวมากกว่า
สวีหว่านหนิงรู้ดีว่าการโน้มน้าวพวกเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเธอจึงต้องยอมถอยให้หนึ่งก้าว
“ถึงอย่างไรการสร้างโรงงานก็ต้องใช้เวลาถึงครึ่งปีช่วงครึ่งปีนี้ฉันจะลองผลิตอาหารกระป๋องดูค่ะ ถ้าฉันทำสำเร็จก็แสดงว่าพวกเราสามารถผลิตอาหารกระป๋องได้”
ในจุดนี้สวีเม่าถิงไม่ค่อยเห็นด้วยแต่รัฐมนตรีจางกลับกล่าวว่า “ผมว่าได้ สวีจือชิงคุณลองดูสักครั้งแล้วกัน”
เมื่อคนตำแหน่งใหญ่ที่สุดณ ที่นี้อนุญาตแล้ว เรื่องนี้จึงเป็นอันสิ้นสุด
สวีหว่านหนิงโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง