บทที่ 22 ให้รางวัล
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เมื่อเหลือบมองดูนาฬิกาก็พบว่าเป็เวลาค่ำแล้ว ่นี้โม่เฟิงรู้สึกว่าเวลาทำงานผ่านไปเร็วมาก บางครั้งไม่รู้ตัวว่าหนึ่งวันผ่านไปแล้ว แม้ว่าจะเหนื่อยแต่ก็รู้สึกเต็มเปี่ยม ยิ่งวันนี้ ติงหรูจวินพูดทำให้โม่เฟิง อยากจะยืนหยัดในบริษัทให้ได้
ขณะนี้โม่เฟิงกับติงหรูจวินเดินเล่นอยู่บนท้องถนน ทั้งสองคนไม่ได้พูดอะไรกัน เห็นได้ชัดว่าทั้งคู่ไม่มีเื่คุยกัน ในตอนนี้โม่เฟิงรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนน้ำแข็งบาง ๆ ไม่กล้าทำอะไรให้ผู้หญิงตรงหน้าขุ่นเคืองอีกต่อไป ทำได้เพียงเดินตามอย่างเงียบ ๆ
ติงหรูจวินหยุดอยู่ที่ราวกั้นข้างทาง เอนกายพิงราว เธอดูเหมือนดอกลิลลี่ที่ปลิวไสวไปตามสายลม มีความงามที่เป็เอกลักษณ์เฉพาะตัว เบ่งบานในค่ำคืนนี้ ในมุมเล็ก ๆ แห่งนี้ มีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างบอกไม่ถูกแรงดึงดูดนั้นทำให้ผู้คนยอมจมดิ่งเพื่อเธอ
โม่เฟิงยืนอยู่ตรงนั้น เป็ครั้งแรกที่เขาค้นพบว่า ติงหรูจวินช่างงดงามเหลือเกินเมื่อไม่มีการปะทะคารมกันระหว่างเขาและเธอ ความงามของเธอไม่ได้ด้อยไปกว่าติงว่านหรูเลย ทำให้โม่เฟิงเริ่มทบทวนตัวเอง เขาตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาตัวเองมองติงหรูจวินในแง่ลบมาโดยตลอด ไม่เคยมองเห็นความงดงามของเธออย่างแท้จริง ตอนนี้เขาพบว่าตัวเองช่างโง่เขลา มีหญิงงามอยู่ตรงหน้าแท้ ๆ แต่เขากลับไม่เคยดูแลเอาใจใส่ เอาแต่ขัดแย้งกับเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเป็สิ่งที่ให้อภัยตัวเองไม่ได้
ติงหรูจวินสูดหายใจลึก ๆ เงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำคืนอันกว้างใหญ่ ตอนนี้บนท้องฟ้าไม่มีดวงดาวเลยแม้แต่ดวงเดียว เพราะบนท้องฟ้าของเมืองหนานผิงไม่มีดวงดาวปรากฏให้เห็นมานานแล้ว ติงหรูจวินดูผิดหวังเล็กน้อย เธอเอ่ยเบา ๆ ว่า “ฉันโตมาคนเดียวในต่างประเทศ ไม่มีเพื่อนสนิท ไม่มีญาติพี่น้อง ั้แ่เด็กฉันเชื่อมั่นอย่างหนึ่งว่า ตราบใดที่ฉันแข็งแกร่งพอ จะไม่มีใครกล้ามายุ่งกับฉัน ดังนั้นวันนั้นที่เจอนายในโรงแรม ท่าทีของฉันอาจจะแข็งกร้าวเกินไป ฉันอยากรู้ว่า ถ้าฉันเปลี่ยนน้ำเสียง นายจะขอโทษฉันไหม?”
โม่เฟิงมองดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวังของติงหรูจวิน ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะส่ายหน้าอย่างจริงจังว่า “ผมก็ยังไม่ขอโทษอยู่ดี”
ติงหรูจวินผิดหวังเล็กน้อย เธอหัวเราะอย่างขมขื่น “ดูเหมือนฉันจะเป็คนที่ไม่น่าคบหาจริง ๆ”
โม่เฟิงนั่งลงบนราวกั้นไม่ไกลจากติงหรูจวิน เขายิ้มออกมาอย่าง อ่อนโยน “ที่ผมไม่ขอโทษ เพราะผมไม่เสียใจที่ขัดแย้งกันแบบนี้ ถ้าตอนนั้นผมไม่ทะเลาะกับคุณ พวกเราคงเป็แค่คนแปลกหน้าที่ผ่านมาแวะเวียนกันเท่านั้น ชีวิตบางครั้งก็แปลกแบบนั้นแหละ มักจะเริ่มต้นจากความผิดพลาด แต่ได้ผลลัพธ์ที่มีความสุข ถ้าเป็แบบนั้น บางทีเราสองคนได้พบกันก็ยังคงเป็คนแปลกหน้า และยังเป็เพื่อนร่วมงานธรรมดา ๆ เท่านั้น มันน่าเบื่อขนาดไหน อย่างน้อย ๆ หลังจากปะทะกันหลายครั้ง เราก็ค้นพบข้อดีและข้อเสียของกันและกัน!”
ในขณะนี้ ดวงตาของติงหรูจวินที่หดหู่เล็กน้อยก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที เธอรีบพูดว่า “ฉันไม่เห็นข้อดีอะไรในตัวนายเลยนะ แต่ฉันมีข้อดีเยอะมาก!”
โม่เฟิงยิ้มอย่างเ้าเล่ห์ แล้วพูดว่า “งั้นคุณอยากรู้ข้อดีของผมไหมล่ะ?”
ติงหรูจวินหัวเราะอย่างสดใสไร้เดียงสาราวกับพี่สาวข้างบ้าน ส่ายหัวอย่างน่ารัก “ฉันอยากรู้มาก~ อยากรู้จนตัวสั่นแล้วสิ!”
โม่เฟิงหัวเราะเสียงดังว่า “ติงหรูจวิน คุณเสียเปรียบผมอีกแล้วนะ ยัยโง่เอ๊ย”
ติงหรูจวินแสร้งทำเป็โกรธทันที “โม่เฟิงบ้า! พูดมาให้ชัดเจนนะ ไม่งั้นยัยโง่คนนี้จะเหยียบย่ำนายให้ตายวันนี้แหละ!”
โม่เฟิงหัวเราะจนตัวโยน “ผู้ชายทุกคนล้วนมีข้อดีอยู่หนึ่งอัน ส่วนผู้หญิงทุกคนก็มีจุดเด่นอยู่หนึ่งคู่ เื่นี้คุณไม่รู้เหรอ?”
ติงหรูจวินตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เมื่อเธอคิดตามคำพูดของโม่เฟิงก็ทำให้นึกขึ้นมาได้ว่าเขาพูดหมายถึงอะไร?
ทันใดนั้นใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะใช้มือทุบตีโม่เฟิง อย่างบ้าคลั่ง แล้วทั้งคู่ก็เริ่มวิ่งไล่จับกัน…
ติงหรูจวินถูกโม่เฟิงชักจูงให้มาคุยเื่แบบนี้โดยไม่รู้ตัว หลังจากปะทะคารมกันหลายครั้ง ติงหรูจวินกลับพบว่าที่จริงแล้ว ตอนแรกเธอคิดว่าเขาเป็คนไร้ยางอายแม้แต่ขอโทษยังทำไม่เป็ แต่ตอนนี้ เมื่อเวลาผ่านไปและได้ใกล้ชิดกัน เธอค้นพบข้อดีของเขา แม้ว่าบางครั้งข้อดีเหล่านี้ดูงี่เง่า เช่น การที่โม่เฟิงอ้างตัวว่าเป็แฟนของเธอต่อหน้าเฉินจื่ออั๋งจนทำให้เขาไม่พอใจ
หากไม่ใช่เพราะติงหรูจวินทนเห็นแผนกของตัวเองขาดคนไปไม่ได้ และคิดอย่างโหดร้ายว่าจะไม่ปล่อยโม่เฟิงไปง่าย ๆ ไม่เช่นนั้นการแก้แค้นของเฉินจื่ออั๋งก็เพียงพอที่จะทำให้โม่เฟิงต้องเผชิญกับพายุร้ายแล้ว จะมีเวลาที่ไหนไปพูดคุยเื่รัก ๆ ใคร่ ๆ
อีกทั้ง่สองสามวันที่ผ่านมาที่ได้อยู่กับโม่เฟิง ติงหรูจวินพบว่าโม่เฟิง ก็ฉลาดแกมโกงอยู่บ้าง เขาชอบปรากฏตัวขึ้นเพื่อช่วยเธอในเวลาที่เธอคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ควรจะเป็ไปอย่างที่ควรจะเป็ แต่ความจริงแล้วมันไม่ใช่ เช่น ครั้งนั้นในที่ประชุม การแจกใบปลิวครั้งนี้ และการพบกับหวังเหล่ยในค่ำคืนนี้ ถ้าทั้งหมดนี้ไม่มีโม่เฟิง เธออาจจะทำมันให้สำเร็จได้เช่นกัน ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมานั้นคงไม่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้
ทันใดนั้นติงหรูจวินก็รู้สึกว่าสิ่งที่เธอกังวลมาโดยตลอดนั้น ตอนนี้ดูเหมือนความสำเร็จจะอยู่ตรงหน้าแล้ว
ในที่สุดทั้งสองคนก็วิ่งจนเหนื่อย พวกเขานอนหอบอยู่บนเก้าอี้ในพื้นที่สาธารณะ ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก ติงหรูจวินพูดกับโม่เฟิงพร้อมกับหน้าอกอิ่มที่ยังสั่นไหวจากการวิ่งเมื่อครู่นี้ “โม่เฟิงมานี่สิ! ฉันมีของจะให้นาย!”
โม่เฟิงลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก “อะไรเหรอครับ?”
ในขณะนั้นเอง ติงหรูจวินก็ลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน โอบคอโม่เฟิงไว้ ก่อนจะทาบริมฝีปากบางของตนเองลงบนริมฝีปากของโม่เฟิง ทั้งสองคนเริ่มจูบกันอย่างดูดดื่ม จูบนี้ยาวนานราวกับว่าทั้งโลกหยุดหมุน
โม่เฟิงผงะไปครู่หนึ่ง เขารู้ตัวแล้วว่าในตอนนี้กำลังถูกหญิงสาวปรุกเร้าอารมณ์เข้าให้แล้ว แน่นอนว่าเขาไม่ได้โง่ถึงขนาดผลักติงหรูจวินออกไป
ท้ายที่สุดแล้ว ในใจของโม่เฟิงก็ย้ำเตือนว่าการผลักเธอออกไปนั้นดูจะทำร้ายจิตใจกันมากเกินไป โม่เฟิงดื่มด่ำกับััอันนุ่มนวลและกลิ่นอันหอมหวานอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน มือของเขาก็เริ่มลูบไล้ไปทั่วเรือนร่างของติงหรูจวิน เมื่อเห็นว่าทั้งสองคนกำลังจะก้าวข้ามขีดจำกัดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากเกินไป
“เพี๊ยะ!!” เสียงตบหน้าดังก้องไปทั่วบริเวณที่ว่างเปล่าแห่งนี้ โม่เฟิง อยากจะร้องไห้ ผู้หญิงคนนี้ทำอะไรไม่เคยเป็ไปตามแบบแผนเลย
เธอเป็ฝ่ายเริ่มก่อนแท้ ๆ แต่กลับตบหน้าเขา โลกนี้มันเปลี่ยนไปแล้วเหรอ? ทำไมคนที่ลวนลามคนอื่นถึงกล้าทำหน้าตาเฉยแบบนี้ ในขณะที่โม่เฟิงรู้สึกผิดหวังก็มีความคิดบ้า ๆ ที่อยากจะลวนลามสาวสวยแล้วตบหน้าผู้หญิงคนนั้น จากนั้นก็พูดอย่างโมโหว่า ‘จับแล้วไม่เห็นจะรู้สึกดีเลย!’
เมื่อเห็นสีหน้าผิดหวังและไม่เข้าใจของโม่เฟิง ติงหรูจวินก็หัวเราะ เหมือนกับว่าเธอไม่ได้เป็คนตบหน้าเขา เธอพยายามจะเอื้อมมือไปแตะใบหน้าของเขา แต่โม่เฟิงก็หลบเพราะกลัวว่าเธอจะตบเขาอีก ติงหรูจวินหัวเราะแล้วพูดว่า “ครั้งนี้อย่าโทษฉันนะ ฉันบอกแล้วว่าหลังจากตัดสินแพ้ชนะแล้ว ฉันจะให้รางวัลคุณเป็จูบหนึ่งครั้ง คุณต่างหากที่ได้คืบจะเอาศอก ยิ่งไปกว่านั้น การที่นายลวนลามฉันแบบนั้น โดนตบแค่ทีเดียวก็ไม่รุนแรงเกินไปหรอก”
โม่เฟิงรู้สึกโกรธมาก เขาคว้าเอวบางของติงหรูจวินไว้แน่น ไม่ว่าเธอจะดิ้นรนแค่ไหนก็ไม่ยอมปล่อย ทันใดนั้นโม่เฟิงก็เริ่มจูบติงหรูจวินอย่างรวดเร็ว เส้นผมที่ยุ่งเหยิงจากการวิ่งไล่จับกันมา ใบหน้าแดงก่ำที่ไม่รู้ว่าเป็เพราะความเหนื่อยหรือเขินอาย จมูกโด่งเป็สันสวย และริมฝีปากเล็กสีแดงราวกับเชอร์รี่ โม่เฟิงลิ้มรสชาติของมันทีละนิด ในตอนนี้แม้ว่าติงหรูจวินจะยังคงใช้เท้าเตะเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เธอก็ไม่สามารถหยุดการกระทำของโม่เฟิงไว้ได้
โม่เฟิงค่อย ๆ จูบไล่ลงมาจากหน้าผาก ติงหรูจวินยิ่งดิ้นรนมากขึ้น เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้คาดคิดว่าเื่ราวจะลงเอยแบบนี้ แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือ เธอเชื่อเสมอมาว่ากำลังของเธอสามารถทำให้โม่เฟิงได้สติกลับคืนมาได้ ทว่าผลลัพธ์ก็ชัดเจน อยู่แล้วว่าเธอไม่สามารถขัดขืนเขาได้
โม่เฟิงจูบลงมาเรื่อย ๆ มือของเขาไม่ว่างเพราะต้องควบคุมมือของติงหรูจวินเอาไว้ ไม่อย่างนั้นถ้าเธอตบหน้าเขาอีกสักครั้ง คืนนี้เขาคงร้องไห้แน่ และคงไม่กล้าสู้หน้าใครในวันพรุ่งนี้
ในตอนนั้นเขาสังเกตเห็นว่าชุดทำงานของติงหรูจวินมีกระดุมไม่กี่เม็ด และโม่เฟิงก็ได้ค้นพบว่าเขามีพร์ในการใช้ปากปลดกระดุม…
เมื่อเสื้อของติงหรูจวินเปิดออก ผลงานชิ้นเอกที่น่าตกตะลึงก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตาโม่เฟิง นี่เป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็น ดังนั้นเขาจึงรู้สึกทึ่งมากแม้ว่ามือของเขาจะเคยวัดขนาดมาแล้วหลายครั้ง แต่เขาก็ยังควบคุมตัวเองไม่ได้ที่จะััมัน โชคดีที่โม่เฟิงยังมีสติอยู่บ้าง แน่นอนว่าเขาไม่ได้ปล่อยติงหรูจวิน ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องผิดหวังอย่างแน่นอน
ติงหรูจวินสวมชุดชั้นในสีขาวสวมรัดหน้าอกอันอวบอิ่มของเธอไว้ แต่เห็นได้ชัดว่ามันใหญ่เกินไปจนบางส่วนโผล่ล้นออกมา ผิวขาวผ่องนุ่มนวลราวกับแสงจันทร์ โม่เฟิงใช้คางดันชุดชั้นในของเธอออก จากนั้นเขาก็เริ่มลิ้มรสความหวานของยอดอกคู่งามนี้ทันที
ติงหรูจวินเผลอส่งเสียงครางออกมาอย่างลืมตัว ทันใดนั้นเธอก็หยุดดิ้นรนและได้สติขึ้นมาทันที เธอพูดด้วยน้ำเสียงเ็าว่า “โม่เฟิง นายให้ความสุขฉันไม่ได้หรอก นายไม่ได้รักฉัน ดังนั้น หยุดเถอะ! ฉันไม่อยากเล่นต่อแล้ว เพราะมันไม่มีความหมายเลย!”
โม่เฟิงที่กำลังลุกเป็ไฟรู้สึกเจ็บแปลบที่ใจ คำพูดของติงหรูจวินทำร้ายจิตใจเขาอย่างมาก เพราะศักดิ์ศรีของผู้ชายทำให้เขาไม่กล้าแตะต้องผู้หญิงที่ตัวเองไม่สามารถรับผิดชอบได้ นี่คือจุดอ่อนของเขา ไม่นึกเลยว่าติงหรูจวินจะมองออก ทำให้โม่เฟิงที่เดิมทีอยากจะทิ้งทุกอย่างเพื่อความบ้าคลั่งกลับหมดอารมณ์ในทันที
ทว่าก็ยังแก้แค้นด้วยการกัดที่ยอดอกของเธออย่างแรง จากนั้นก็ไม่ได้ปล่อยติงหรูจวินไป เพราะถ้าปล่อยเธอไปตอนนี้ ทั้งสองคนคงกลายเป็คนแปลกหน้าต่อกันจริง ๆ นี่คือสิ่งที่โม่เฟิงไม่้า เพราะอย่างน้อยความสัมพันธ์ที่คลุมเครือแบบนี้ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีปัญญาที่จะเธอ
โม่เฟิงค่อย ๆ เอาหน้าผากของตัวเองแนบกับหน้าผากของติงหรูจวิน เมื่อมองจากระยะไกล ทั้งสองดูเหมือนคู่รักที่กำลังเคลิบเคลิ้มอยู่ในห้วงแห่งรัก พวกเขาควรจะเป็แบบนี้ แต่โลกแห่งความเป็จริงนี้มีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เป็สิ่งกีดขวาง ทั้งเงินทอง ชื่อเสียง และสิ่งที่เรียกว่าศักดิ์ศรี สิ่งเหล่านี้อาจทำให้คนสองคนที่รักกัน ทำได้แค่มองตากันจากที่ไกล ๆ เท่านั้น ไม่อาจอีกฝ่ายได้