ตอนที่ 7 ตุ๋นกระต่าย
“เห็ด!! “อาเจาผู้ตื่นเต้นกับทุกอย่าง เพียงแค่นางเปิดห่อใบไม้ออกเขาก็ทำตาโตราวกับนางเก็บทองคำมาแล้ว หลินจิ้งหนิงหัวเราะด้วยความเอ็นดู ก่อนจะชี้ไปยังตะกร้าคราวนี้เ้าเด็กแสบยิ่งตาเป็ประกาย
“กระต่ายหรือ ท่านแม่!! ท่านไปเอามาจากที่ใด”
“ก็ต้องเป็แม่จับมาอยู่แล้วสิ”
“ท่านจับกระต่ายได้ด้วยหรือ ท่านทำอย่างไรสอนข้าบ้าง” ตอนนี้บุคคลที่ตื่นเต้นมากที่สุดจะเป็ใครไปไม่ได้นอกเสียจาก ‘อาเจา’ เขาเอาบิดาเป็แบบอย่างมากั้แ่รู้ความ อยากที่จะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ด้วยตั้งนานแล้ว
ทว่าพี่ใหญ่ยังไม่ได้ไปด้วย แล้วเขาจะได้ไปได้อย่างไร พอเห็นว่าแม่ก็มีความสามารถไม่แพ้กัน ก็ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่
หลินจิ้งหนิงยิ้มอ่อนใจก่อนจะอธิบายว่าจับอย่างไร อีกทั้งยังบอกไปแค่ว่าเก็บเห็ดอยู่แล้วบังเอิญกันไปเจอพอดี
“ก็ไม่ได้โชคดีเท่าไหร่หรอก ตอนนี้ในหมู่บ้านเราไม่เหลือคนแล้ว ไม่มีคนเดินไปมาตลอดทั้งวัน พวกมันจึงออกมาหาอาหารกินก็เท่านั้น” เื่นี้นางไม่ได้โกหก
เพราะแม้ว่าเด็ก ๆ จะขึ้นเข้าไปเก็บฟืนทุกวัน แต่ก็อยู่แค่เชิงเขาเท่านั้น ไม่ได้เข้าไปลึกขนาดนาง
“เช่นนั้นวันนี้เราจะกินมันหรือขอรับ”
“แน่นอนอยู่แล้ว หากเก็บเอาไว้เป็ ๆ อย่างนี้คงไม่แคล้วหนีออกไปก่อนที่จะได้กิน หากจะฆ่าก็ฆ่าแล้วกินทั้งหมดนี่แหละ่นี้อากาศร้อนเก็บไว้ได้ไม่นานหรอก”
จากนั้นก็ดันตะกร้าไปทางอาซือ “เ้าเอาไปจัดการให้แม่หน่อย”
“ข้าหรือ?” เด็กชายทำหน้างุนงง
“อย่าคิดว่าแม่ไม่รู้นะว่าพ่อเ้าสอนเ้าถลกหนังสัตว์แล้ว” อาซือได้ยินอย่างนั้นก็คว้าตะกร้าและวิ่งไปที่ริมแม่น้ำทันที
ไม่มีพิรุจเลยจริง ๆ
หลินจิ้งหนิงไม่เคยขัดอะไรเซียวอวี้หานเลย ไม่ว่าเขาจะสอนอะไรลูกนางก็จะไม่เข้าไปห้าม เนื่องจากถือคติที่ว่าแต่งงานมาแล้วก็ต้องเชื่อฟังสามี
มีเพียงอย่างเดียว ที่นางมักจะพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาอยู่เสมอก็คือ อย่าพึ่งสอนเขาใช้มีด นิ้วเขายังเล็กมากถึงเพียงนั้นหากโดนบาดขึ้นมาคงจะเจ็บมิน้อยเลยทีเดียว
แต่ยิ่งห้ามก็เหมือนยิ่งยุ
ลูกชายของนางตอนนี้ถลกหนังสัตว์เก่งกว่านายพรานเหิง พรานเฒ่าของหมู่บ้านนี้เสียอีก
“อาเหวินเ้านำน้ำไปเช็ดตัวพ่อเ้าก่อน ระวังอย่าให้โดนแผลเล่า ส่วนอาเจามาคุมไฟ” หนิงจิ้งหนิงถือโอกาสใช้ลูก ๆ ทำงานไปด้วยเลย อาเจาชอบเล่นฟืนไฟมาแต่ไหนแต่ไร เื่คุมไฟสำหรับเขาแล้วเป็เื่ง่ายดาย
ส่วนอาเหวิน เขามักจะชอบอยู่นิ่ง ๆ ไม่ชอบทำอะไรที่ใช้กำลังและทำให้เหงื่อออก นางจึงไม่อยากใช้เขามากนัก ถ้ามีโอกาสนางคงจะส่งเขาไปเรียนเป็คนแรก
“เ้าก็มาช่วยแม่เถอะ ยังไม่ต้องเข้าไปดูน้องหรอก” พวกนางเพิ่งจะตื่นขึ้นมากินนมเมื่อต้นยามเหมา นี่ก็เพิ่งจะยามเฉิน เหลือเวลาอีกสักพักก่อนจะตื่นมางอแงรอบต่อไป
อาซินไม่ขัดใจมารดาเมื่อก่อนนางก็ติดนางมากอยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้เปลี่ยนไปเข้มแข็งขึ้น นางที่ยังกลัวกับสิ่งที่น้าเล็กขู่เป็ธรรมดาที่จะอยากอยู่ข้าง ๆ
หลินจิ้งหนิงอยากจะกินกระต่ายผัดพริกเผ็ด ๆ แต่ตอนนี้เครื่องปรุงในบ้านมีอย่างจำกัด แม้ว่านางจะมีระบบสมองกลที่สามารถหาของได้ทุกชนิด
แต่นางไม่สามารถเสกขึ้นมาจากอากาศต่อหน้าลูก ๆ ได้
จึงทำได้เพียงทำน้ำแกงกระต่ายใส่เห็ดและผักป่าที่เหลืออยู่เท่านั้น นั่งรอได้ไม่นานอาซือก็หิ้วเอากระต่ายสองตัวที่ถลกหนังควักเครื่องในเรียบร้อยแล้วเดินกลับมา
เขายื่นมาให้พร้อมกับมองหน้านาง พอนางยิ้มให้ก็เบือนหน้านี้ไป จะมายอมรับผิดตอนนี้มันก็สายเกินไปแล้ว อาซือจึงเลี่ยงไปนั่งเงียบ ๆ อยู่ข้างน้องสาวที่กำลังล้างเห็ดอยู่
“ท่านจะทำน้ำแกงหรือ”
“อืม” นางไปใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่พัฒนาแล้ว ที่นั่นกินอาหารเม็ดไม่ก็ผงชงละลายน้ำ ดังนั้นการทำอาหารก็จำมาจากชีวิตก่อนไม่ใช่ในยุคนั้น
ถ้าไม่ต้มทำน้ำแกงก็คิดไม่ออกแล้วว่าจะทำยังไง
[ถ้ามีหัวไชเท้าก็น่าจะทำให้คุณอิ่มท้องมากขึ้นนะ] ระบบสมองกลที่เงียบไปนานพูดขึ้น เพียงแต่ยุคนี้นางไม่รู้ว่าจะไปหามาจากไหน
[ไม่ไกลจากทางเข้าป่าเมื่อกี้สแกนเจอหัวมัน]
หลินจิ้งหนิงเมินมันอย่างสมบูรณ์ จะให้จู่ ๆ นางออกไปขุดหัวมันเลยใครไม่สงสัยก็บ้าแล้ว มีอย่างที่ไหนสแกนเจอมันแต่เสนอให้นางกินหัวไชเท้าดังนั้นนางจึงตั้งใจว่าจะต้มกระต่ายทั้งสองตัวไปเลย
น่าจะพออยู่ท้องบ้าง
เพราะไม่มีเครื่องปรุงอะไรเยอะ นางจึงทำได้เพียงนำกระต่ายลงไปลวกในน้ำร้อนที่ใส่เกลือไปเล็กน้อย ลวกทิ้งไปก่อนหนึ่งรอบเพื่อลดความคาว จากนั้นก็ตุ๋นมันเอาไว้สักพัก
“ถ้าใกล้จะสุกแล้วใส่เ้าผักกับเห็ดลงไปได้เลย”
นางพยายามจะทำอาหารมื้อนี้ให้อร่อยที่สุด เท่าที่เกลือจะทำได้ จึงสั่งอาซินให้ดูเตาเอาไว้ จากนั้นก็บอกพวกเขาว่าจะไปเดินดูรอบ ๆ เชิงเขาเสียหน่อยว่ามีอะไรพอจะเอามากินได้บ้าง
“ข้าจะไปกับท่านด้วย” บุตรชายตัวเหม็นพูดพร้อมกับเดินตามนางมา
“เ้าไม่สับฟืนต่อแล้วหรือ?” อาซือมองหน้าผู้เป็แม่ที่เลิกคิ้วถามก็ทำเป็เมิน “ข้าจะไปกับท่าน”
หลินจิ้งหนิงไม่พูดอะไรเดินนำหน้าเขาไปเรื่อย ๆ ส่วนเ้าเด็กเ้าเล่ห์ข้างหลังก็หยิบกิ่งไม้เล็ก ๆ ตีไปที่พุ่มไม้ตามข้างทาง มองเผิน ๆ เหมือนเขาตีเล่นไปอย่างนั้น
แต่ใครจะรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาตีไล่สัตว์มีพิษตัวเล็ก ๆ ที่อาจจะซ่อนตัวอยู่ข้างในนั้น
“ท่านจะอพยพออกจากหมู่บ้านตามคนอื่นหรือ” เดินเงียบ ๆ กันอยู่นานอาซือก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
“ทำไม? หรือเ้ามิอยากไป” นางคิดว่าเ้าเด็กนี่น่าจะอยากไปจากหมู่บ้านเป็คนแรกแท้ ๆ
“เช่นนั้นท่านจะตามพวกเขาไป?”
หนิงจิ้งหนิงหันกลับไปมองลูกชายที่หยุดเดินตามนางมา ก่อนจะเดินกลับไปนั่งยอง ๆ ข้างหน้าเขา
ใช่ นางต้องนั่งยอง ๆ ตาของทั้งสองคนถึงจะสบกันได้
บุตรชายคนโตของนางตัวเล็กถึงเพียงนั้น
“เ้าคิดว่าอย่างไร?”
“ข้า..ข้าคิดว่าพวกเราไม่ควรตามพวกเขาไป” อาซือก้มหน้าไปพักหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนาง ขณะพูดแววตาของเขาจริงจังขึ้นมา
“เ้าคิดว่าแม่เ้าโง่หรือไม่?”
“ก็ชะ…ข้าหมายถึงตอนนี้ไม่แล้ว” แรกเริ่มเดิมทีอาซือก็ไม่ได้กลัวท่านแม่มากนัก แต่ไม่รู้ทำไมหลังจากคลอดน้องสาวออกมา ถึงได้เปลี่ยนไปเป็คนละคนเช่นนี้
เขาจึงรีบเปลี่ยนคำพูดโดยไว
เมื่อเช้าเขาเห็นท่านแม่ตีอาเจา ท่านแม่ที่เอาแต่เงียบหยิบไม้ขึ้นมาตีคนเป็ครั้งแรก และแน่นอนว่าเขาไม่ได้อยากโดนเป็คนที่สองหรอกนะ
“งั้นเ้าก็วางใจได้ แม่ของเ้าไม่ได้โง่อีกต่อไป พวกเขาไปทางไหนเราก็จะไม่ไปทางนั้น” หลินจิ้งหนิงพูดขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง จนอาซือมองนางตาค้างและวินาทีนั้นเขาก็เกิดความรู้สึกแปลก ๆ ข้างในใจ
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว”
หลินจิ้งหนิงแอบยิ้มให้กับเ้าเด็กขี้เก๊ก จากนั้นก็เดินนำเขาต่อไปเรื่อย ๆ ทำเป็เดินไปทางนู้นทีใช้ไม้จิ้มดินทางนั้นที
[ไม่เจออะไรเลยเหรออลิส เดินมานานแล้วนะ] นาง้าสมุนไพรอะไรสักอย่างตามเชิงเขา ที่พอจะช่วยดับกลิ่นคาวได้บ้าง
[เสียใจด้วย]
“ท่านจะเดินไปอีกไกลหรือไม่” อาซือเดินเข้ามาหานางด้วยความสงสัย เขายังไม่เห็นว่าท่านแม่จะทำอะไรนอกจากเดินเอาไม้จิ้มดินเล่นเลย
“ไม่แล้ว กลับกันเถิดวันนี้คงได้แค่กระต่ายนั่นแหละ” หลินจิ้งหนิงยอมแพ้ไปโดยปริยาย เดินมาขนาดนี้ระบบมาแจ้งเตือนอะไรเลย คงจะต้องเข้าป่าอีกรอบจริง ๆ ถึงจะพอได้อะไรมาบ้าง
แต่ถึงไม่ได้นางก็ยังอ้างได้ว่าเก็บมาจากในป่า