“ระเบิดตัวเองเหรอ? มุกนี้ใช้ได้เลยนี่นาไอ้หน้าหล่อ”
เสียงชายหนุ่มที่น้ำเสียงนุ่มเหมือนพระเอกหนังไทยโบราณดังขึ้นจากอากาศยานรูปร่างแปลกประหลาดลำหนึ่ง
ยานบินลำนี้รูปร่างเหมือนกลีบดอกบัวมาซ้อนกันลอยอยู่กลางอากาศด้วยพลังงานลึกลับไม่ปรากฏการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงให้เห็น ด้านบนสุดประดับรูปปั้นเทวดานั่งคุกเข่าอยู่บนฐานดอกบัวซึ่งเหมือนกับรูปปั้นเทวดาที่อยู่ในสุสานคนทรงของเทวาลัยแห่งโชคชะตาไม่มีผิด กลีบดอกบัวที่ใหญ่ที่สุดทำด้วยกระจกทำให้ลูกเรือสามารถมองเห็นท้องฟ้าโดยรอบได้
“แต่แค่นั้นทำอะไรร่างทรงมหาเทพทั้ง 3 หรือแม้แต่9 ดาราไม่ได้หรอก”
สูรย์ คนทรง 1 ใน 9 ดาราผู้ช่วยสมิทธิ์ออกมาจากภาคีสหเทพ เพื่อไม่ให้สมิทธิ์มีจุดจบแบบเดียวกันกับคราสคนทรงเทพแห่งความมืด นั่งเอกเขนกอย่างสบายใจในห้องของคนขับ สูรย์พูดด้วยรอยยิ้มมือข้างหนึ่งขยับแว่นตาดำอย่างไม่มีเหตุผล
สมิทธิ์นอนสลบอยู่บนเตียงบริเวณใกล้กัน เหงื่อออกท่วมตัวมือข้างที่โดนกฤษณะใช้จักรตัดขาดได้นำมาต่อเชื่อมกันใหม่โดยฝีมือของนิรุทธ์ คนทรงเทพแห่งการแพทย์ได้ใช้ผ้าพันคอของเขาซึ่งตอนนี้ยืดยาวออกมากว่าเดิมหลายเท่าพันรอบบาดแผลและยึดแขนที่ขาดของสมิทธิ์เอาไว้ ชายผ้าล่องลอยเหมือนไม่มีน้ำหนักเรืองรองไปด้วยแสงสว่างเย็นตา
“หวังว่าเจ้าหนูนั่นจะต่อแขนให้สมิทธิ์ได้จริงไม่งั้นที่ข้าอุตส่าห์หยิบแขนที่ขาดมาด้วยก็ไม่มีประโยชน์”
ระหว่างที่ฟังสูรย์พูด สรรค์ก็ใช้พลังของเขาขับเคลื่อนยานไปด้วยมือทั้ง 2 ข้างของเขาควบคุมลูกแก้วที่มีภาพรูปปั้นเทวดาอยู่ข้างในลูกแก้วนั้นตั้งอยู่บนแท่นที่เชื่อมต่อกับพื้นห้องเหมือนเป็นตัวควบคุมการบินของอากาศยานสุดประหลาดลำนี้
สรรค์หันหน้ามาทางสูรย์สีหน้าของเขาเย็นชาออกจะไปทางขุ่นเคือง
“ข้ายังไม่เข้าใจเลยว่าทำไม 1 ใน 9ดาราถึงได้คิดช่วยสมิทธิ์และคนของเทวาลัยแห่งโชคชะตา ทั้งๆที่เจ้ากับพวกเรายังไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ” ระหว่างที่เขาพูดลูกดิ่งโลหะก็โผล่ขึ้นมา ชี้ปลายแหลมไปทางสูรย์ราวกับงูที่กำลังขู่
“ทำไมข้าจะไม่รู้จัก” สูรย์พูดพลางชี้ไปทางนิษฐาที่นั่งอยู่ตรงข้ามเธอยังไม่ได้สติอยู่ในผ้าคลุมโดยมีนิรุชคอยดูแลอยู่
“เมื่อ 5 ปีก่อนผู้หญิงคนนั้นบอกให้ข้าเข้าร่วมกับ 9 ดารา เพื่อรอร่างทรงเทพแห่งสงคราม”
ทุกคนกำลังอึ้งด้วยความคาดไม่ถึงและจับต้นชนปลายไม่ถูกจนกระทั่งสูรย์พูดแหย่ด้วยน้ำเสียงหล่อๆ ของเขา
“แต่ไม่ได้บอกเรื่องที่ต้องช่วยสมิทธิ์ให้รอดจากแผนห่วยๆของเอ็งหรอกนะ”
“ว่าไงนะ!” สรรค์ซึ่งเอาอาวุธออกมารออยู่แล้ว เมื่อโดนยั่วโมโหเขาก็หันมาโจมตีสูรย์ทันที
เชือกสีขาวพุ่งพรวดออกมาจากมือของสรรค์ลูกดิ่งโลหะเคลื่อนที่เข้าหาสูรย์อย่างรวดเร็ว ตรงไปที่ใบหน้าของเขาอย่างแม่นยำ
ยังไม่ทันที่อาวุธสังหารของสรรค์จะถึงตัวสูรย์ลูกดิ่งโลหะก็ถูกมือของสูรย์หยุดเอาไว้
สมกับที่ได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 9 ดารา ร่างทรงระดับ2 ที่เก่งกาจที่สุดในโลก สูรย์ยังไม่ได้เข้าทรงหรือขยับตัวจากที่นั่งด้วยซ้ำ เขาใช้เพียงแค่มือเปล่าธรรมดาเท่านั้นก็สามารถต้านทานพลังอาวุธจากคนทรงเทพแห่งการประดิษฐ์ได้
ขณะที่สรรค์ยังตกใจกับความเก่งกาจของสูรย์ซึ่งดูเหมือนจะเหนือกว่าเขาสูรย์ที่ยังจับลูกดิ่งโลหะไม่ยอมปล่อยก็เล่าอธิบายต่อในสิ่งที่สรรค์กำลังสงสัยอยู่
“ส่วนร่างทรงเทพแห่งสงครามนั่นน่ะข้ารู้จักเขามานานแล้ว สมิทธิ์เป็นลูกชายของผู้ที่มีบุญคุณกับข้าพ่อแม่และย่าของเขารับข้าเอาไว้เป็นลูกบุญธรรม” ในห้องเงียบสงัดทุกคนตั้งใจฟังสิ่งที่สูรย์เล่าอย่างใจจดใจจ่อ
ระหว่างที่สูรย์กำลังพูดถึงสมิทธิ์การรักษาของนิรุทธ์เหมือนจะได้ผลดี สมิทธิ์ค่อยๆ ลืมตาฟื้นขึ้นมา ดูเหมือนว่าเสียงของสูรย์ปลุกเขาให้ตื่นขึ้น
“ชั้นจำได้ แต่คนคนนั้น... ตาของเขา...”สมิทธิ์พูดออกมาอย่างยากลำบาก
สมิทธิ์ค่อยๆใช้มือข้างที่ไม่บาดเจ็บยันร่างลุกขึ้นมา ในขณะมืออีกข้างหนึ่งนั้นยังพันผ้าของนิรุทธ์อยู่การขยับตัวอย่างพลการของคนไข้โดยไม่ได้รับการยินยอมจากแพทย์นั้น ทำให้นิรุทธ์ที่ยืนอยู่ข้างเตียงตกใจร้องเสียงหลงตามองแขนของสมิทธิ์ข้างที่เขาเชื่อมต่อให้ด้วยความเป็นห่วง
สูรย์รู้ดีว่าสมิทธิ์อาจไม่มั่นใจว่าเขาเป็นคนเดียวกันกับคนที่สมิทธิ์รู้จักหรือไม่จึงถอดแว่นตาสีดำที่เขาใส่มาโดยตลอดออก
สิ่งที่เห็นนั้นแทบไม่น่าเชื่อ...
ดวงตาทั้ง2 ข้างของสูรย์ใต้แว่นดำนั้นเป็นสีเหลืองสุกใส ลักษณะเหมือนอำพันที่มีแสงเรืองออกมาราวกับไม่ใช่มนุษย์
