ด้านหมิงหยวนและขุนนางจากศาลว่าความเมืองหลวงต่างทำงานหนักร่วมกันนานนับเดือน ในที่สุดก็สามารถจัดการเรื่องผู้อพยพที่หลั่งไหลเข้ามาในเมืองได้สำเร็จ หมิงหยวนจึงพอมีเวลาพักหายใจ เขาอุ้มแมวคู่ใจไปเยี่ยมอาจารย์ที่จวนตระกูลเผย และถือโอกาสกินข้าวเย็นที่นั่น
เผยซูเยี่ย มองหน้าเขาด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ดึกป่านนี้แล้วยังมาที่นี่อีก?”
หมิงหยวนอุ้มหมิงปั้นเหลียงขึ้นมา ทั้งคนทั้งแมวต่างมองเผยซูเยี่ยด้วยแววตาเว้าวอน “ข้าขอมาทานข้าวด้วยนะขอรับ”
เซี่ยโหวเจี๋ย ที่นั่งอยู่บนรถเข็นจึงไปทำอาหารด้วยตัวเอง กับข้าวสี่อย่างและแกงหนึ่งอย่าง หมิงหยวนทานอย่างเอร็ดอร่อย เผยซูเยี่ยกับเซี่ยโหวเจี๋ยนั่งมองเขาอยู่ข้างๆ ด้วยความตกตะลึง ผ่านไปสักพักจึงเอ่ยถาม “ผู้ดูแลเมืองหลวงไม่ให้เจ้ากินข้าวหรือ?”
“อาหารรสเลิศ ผู้ใดเล่ามิชอบเล่าขอรับ”
“อย่าพูดขณะทานข้าว” เห็นหมิงหยวนยังคงพูดทั้งที่ในปากยังเต็มไปด้วยอาหาร เผยซูเยี่ยจึงเอ่ยเตือน
“…” หมิงหยวนพยักหน้า ขมวดคิ้วเป็นเชิงประท้วง
“ขอรับๆ” ท่านเป็นคนถามข้าเองนะ
เผยซูเยี่ยเหมือนจะเข้าใจ จึงถอนหายใจ “เอาล่ะ กินต่อเถิด”
ตอนนี้หมิงปั้นเหลียงตัวโตกว่าเดิมสามเท่า นั่งกินอาหารอยู่บนพื้นอย่างเอร็ดอร่อย ไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองเจ้านาย ราวกับไม่สนใจเจ้านายตัวเอง ไร้ความรักความผูกพันระหว่างพ่อลูกอย่างสิ้นเชิง
หลังจากกินจนอิ่ม หมิงหยวนก็ล้มตัวลงนอนบนเก้าอี้โยกของเผยซูเยี่ยอย่างหมดสภาพ
เผยซูเยี่ยหันไปมองเซี่ยโหวเจี๋ย ที่ตอนนี้แววตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย เด็กหนุ่มสุภาพเรียบร้อยที่เคยมาที่นี่ครั้งแรก เป็นเพียงความฝันของเขาอย่างนั้นหรือ? เซี่ยโหวเจี๋ยได้แต่ส่ายหัว
“ช่วงนี้คงลำบากพวกเจ้าแล้ว ได้ยินว่าในเมืองวุ่นวายมาก ศาลว่าการเมืองหลวงเองก็ยุ่งจนหัวหมุน จึงต้องไล่ผู้อพยพไปอยู่ชานเมือง ให้พวกเจ้ารับผิดชอบ ทำได้ดีมาก แม้แต่ในวังหลวงยังเอ่ยปากชมความคิดของจ้าวอ๋องซื่อจื่อ”
ตอนแรกหมิงหยวนยังแอบดีใจ คิดว่าอีกฝ่ายกำลังชมเขา ไม่คิดว่าสุดท้ายจะกลายเป็นแบบนี้ เขาจึงรีบลุกขึ้นนั่ง “พวกข้าทำงานหนักแทบตาย ส่วนเขานั่งกระดิกนิ้วอยู่เฉยๆ แท้ๆ แต่คนถูกชมกลับเป็นเขางั้นหรือ?”
“เรื่องแบบนี้ เจ้าเพิ่งรู้หรือไง?” เผยซูเยี่ยถามกลับ เห็นหมิงหยวนนั่งลงด้วยสีหน้าตกตะลึง “ตอนนี้อาหารและเสบียงต่างๆ ถูกจัดส่งไปยังกองทัพเรียบร้อยแล้ว เจ้าคิดว่าต่อไปราชสำนักจะทำสิ่งใด?”
“ก็ส่งคนไปตรวจตราชายแดนสิขอรับ” หมิงหยวนตอบโดยไม่ต้องคิด
“หืม?”
“เซี่ยไท่ฟู่กุมอำนาจในราชสำนัก น้องชายเป็นถึงแม่ทัพ หลานชายเป็นผู้นำทัพ เกณฑ์ทหารและรวบรวมเสบียงอาหารทั้งแคว้น ส่งไปสนับสนุนกองทัพแนวหน้า ต่อให้เชื้อพระวงศ์โง่เขลาเพียงใด ก็ต้องกังวลบ้าง อีกทั้งยังมีตระกูลหวัง กับตระกูลหวน คิดว่าพวกเขาจะยอมให้ตระกูลเซี่ยเรืองอำนาจแต่เพียงผู้เดียวหรืออย่างไร?”
ช่วงนี้หมิงหยวนใช้ชีวิตอยู่ชานเมือง เขาทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี กินข้าวกับทหาร รอจนขุนนางกินข้าวเสร็จก่อนเขาจึงค่อยกิน แม้จะไม่ได้ลำบากลำบน แต่ก็ไม่ได้กินอิ่มสักมื้อ นานแล้วที่เขาไม่ได้กินอิ่มนอนหลับเช่นนี้ เขานอนเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยความง่วงงุน มือจึงห้อยลงข้างๆ โดยอัตโนมัติ เจ้าเหมียวจึงเดินมาคลอเคลีย
“เช่นนั้นเจ้าว่า ราชสำนักจะส่งผู้ใดไปตรวจตราชายแดน?”
“ไม่รู้สิขอรับ” หมิงหยวนพึมพำ “หากส่งขุนนางไปก็ดูเป็นทางการเกินไป เกรงว่าจะทำให้แม่ทัพตระกูลเซี่ยไม่พอใจ แต่หากส่งขุนนางชั้นผู้น้อยไปก็ดูเหมือนไม่ให้เกียรติ ไม่ระบุฐานะแล้วปล่อยให้ไปเยี่ยมเยียนกองทัพ ก็ดูไม่เหมาะสม...”
“ฉะนั้น...” เผยซูเยี่ยหยุดคิดไปครู่หนึ่ง “พวกเจ้าจึงถูกเลือกให้ไปทำหน้าที่นี้อย่างไรเล่า”
“พวกข้า...” หมิงหยวนสะดุ้งตื่น “ว่าอย่างไรนะขอรับ?! พวกข้า?!”
“ใช่แล้ว ตอนนี้อาหารและเสบียงต่างๆ ชุดใหม่ถูกจัดเตรียมเรียบร้อยแล้ว รอส่งไปยังกองทัพ ทางราชสำนักมีคำสั่ง ให้ส่งบัณฑิตจากสำนักศึกษาหลวงไปคุ้มกันเสบียง ถือโอกาสท่องเที่ยวศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ความจริงคือให้ไปตรวจตราชายแดนแทนฮ่องเต้ ข้าจึงเสนอชื่อเจ้าขึ้นไป เจ้าลองเลือกคนมาช่วยงานอีกสองสามคนสิ”
“เหตุใดต้องเป็นข้า?!”
“ทำไม? เจ้าไม่อยากไปหรือ?”
“ไม่ใช่เช่นนั้นขอรับ” หมิงหยวนอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ เขาอ่านตำราหมื่นเล่ม เดินทางมาแล้วหมื่นลี้ เขาสนใจดินแดนทางเหนือมาโดยตลอด คิดว่าหากมีโอกาสจะต้องไปเยือนสักครั้งให้ได้
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้” เผยซูเยี่ยเห็นว่าลูกแมวของตนกำลังดิ้นอยู่ในอุ้งเท้าหมิงปั้นเหลียง จึงรีบช่วยเหลือมันออกมา วางไว้บนตักของเซี่ยโหวเจี๋ย “อีกสองสามวันค่อยเก็บข้าวของ คาดว่าไม่นานคงมีราชโองการออกมา”
“ขอรับ” หมิงหยวนยังคงมึนงง เพียงแค่มาทานข้าวหนึ่งมื้อ จู่ๆ ก็ได้หน้าที่สำคัญกลับไปด้วย
“หยวนเก้อเอ๋อร์ เจ้าไม่ใช่คนสุขุมอยู่ในกรอบ หากให้เจ้าอยู่แต่ในเมืองหลวง คงไม่เหมาะกับเจ้า” เซี่ยโหวเจี๋ยกล่าว เมื่อเห็นหมิงหยวนอุ้มแมวเตรียมตัวกลับบ้าน เขาจึงเอ่ยขึ้น “ออกไปข้างนอก อย่าลืมสองสิ่งนี้ หนึ่ง เชื่อใจสหายร่วมรบ สอง ระวังสหายร่วมรบ”
หมิงหยวนตกตะลึง เหลือบมองขาของเซี่ยโหวเจี๋ย เลือดที่สูบฉีดพลันเย็นลง
เขารีบพยักหน้า “ขอรับ ท่านอา”
-----