เช้าวันใหม่ในห้องทำงานที่ปรึกษาพิเศษสถานีตำรวจนิวสกอตแลนด์ยาร์ดที่บรรยากาศเงียบเชียบจนแทบจะได้ยินเสียงไรฝุ่นเต้นระบำผมกำลังนั่งพินิจพิจารณาหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่พาดหัวข่าวความสำเร็จของโครงการ‘แสงแห่งอนาคต’ อย่างยิ่งใหญ่ในรูปมีไซคส์ยืนเก๊กท่าถ่ายรูปราวกับวีรบุรุษที่เพิ่งกอบกู้ลอนดอนมาด้วยมือเปล่า
ผมจ้องมองภาพนิ่งสนิทเ่าั้ด้วยความขัดใจลึกๆเพราะติดนิสัยจากโลกเดิมที่รูปภาพมักจะขยับไปมา แต่สำหรับที่นี่... ทุกรูปภาพมันนิ่งงันพอๆกับเส้นทางการกลับบ้านของผม
สามเดือนกว่าแล้วที่ผมหลุดมาติดอยู่ในโลกที่ไร้มานาแห่งนี้คดีส่วนใหญ่มักจะลงเอยที่การตามหาแมวหายไม่ก็ดัดนิสัยพวกวัยรุ่นที่ชอบแต่งเื่ผีหลอกชาวบ้านไปวันๆถึงแม้ผมจะเริ่มจับจังหวะกระแสมานาอันเบาบางของโลกนี้ได้บ้างแต่มันก็ช่างน้อยนิดเสียจนการจะร่ายมนตรามาอุ่นกาแฟสักถ้วยยังดูเป็เื่ที่ยากลำบากและที่น่าเศร้าที่สุดคือ ‘ประตูมิติที่หายใจได้’ กลับหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยตอนนี้ยังไม่เจอสักประตูเลยทิ้งให้ผมต้องเคว้งคว้างอยู่ในมิตินี้อย่างไร้จุดหมาย
“นายท่าน!ข้าว่าร้านขนมปังตรงหัวมุมนั่นจงใจลดปริมาณเนยชัดๆกลิ่นมันไม่นัวเนียในจินตนาการของข้าเลย!”เกียร์โพล่งขึ้นมาพลางทำท่าเคี้ยวอากาศอย่างเอาเป็เอาตาย
ผมมองเ้าคู่หูนกเหล็กที่กำลังเพ้อเจ้อเื่ของกินพลางถอนหายใจถ้าโลกนี้มีมานาเพียงพอ ผมคงสร้างระบบรับรสชาติให้มันไปแล้วจะได้ไม่ต้องมานั่งจินตนาการกินขนมปังทิพย์ให้ผมรำคาญใจแบบนี้ แต่นี่ขนาดจะใช้มนตราพื้นๆยังยาก... ความฝันของมันคงต้องเป็หมันไปก่อน
“นายท่าน!มีคนกำลังเดินมา” เกียร์หยุดจ้อเื่รสชาติอาหารแล้วหันขวับไปมองที่หน้าต่าง“ฝีเท้าเบาหวิวแบบนี้... ไม่ใช่สารวัตรเฮย์สแน่นอน!”
“ขออนุญาตครับท่านที่ปรึกษาพิเศษ”
เสียงของเ้าหน้าที่ส่งจดหมายดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของเขาเขาเดินเข้ามาวางจดหมายซองสีครีมชั้นดีลงบนโต๊ะบนซองนั้นมีรอยประทับตราครั่งสีแดงสดเป็รูปวงกลมที่ดูแปลกตาสำหรับคนทั่วไปแต่สำหรับผม... มันคือสิ่งที่ผมจำได้แม่นยิ่งกว่าใบหน้าของตัวเอง
มันคือตราของ‘สถาบันวิจัยประตูมิติ’ จากโลกเดิมของผม
องค์กรของรัฐที่ขึ้นชื่อเื่การทำงานช้าและไร้ประสิทธิภาพที่สุดในประวัติศาสตร์ก่อตั้งมาเป็สิบปีแต่กลับทำอะไรไม่ได้เป็เื่เป็ราวนอกจากส่งเ้าหน้าที่ไปยืนเก๊กทำหน้าเครียดตามที่เกิดเหตุของประตูมิติเสมอการเห็นตรานี้ที่นี่จึงไม่ใช่เื่น่ายินดี แต่มันคือลางสังหรณ์ของความวุ่นวายที่ข้ามโลกตามผมมา
“ตรานี่มันดูเหมือนรูปโดนัทที่ถูกหนูกัดจนแหว่งเลยนะนายท่าน?”เกียร์เอียงคอสงสัยพลางขยับเข้าไปจ้องใกล้ๆ
“จดหมายนี่มาจากไหนครับ” ผมถามเ้าหน้าที่ส่งจดหมายด้วยน้ำเสียงเรียบปลายนิ้วยังััรอยประทับแดงฉานนั่นอยู่
“ผมก็ไม่แน่ใจครับท่านที่ปรึกษาเห็นมันรวมอยู่ในกองจดหมายรวมของสถานีตำรวจเมื่อเช้านี้เอง”เขาตอบก่อนจะรีบขอตัวเดินออกจากห้องไป
ผมบรรจงตรวจสอบซองจดหมายอย่างละเอียดอีกครั้งััอุ่นๆ ที่ปลายนิ้วบอกผมว่านี่ไม่ใช่กระดาษธรรมดาแต่มันมีกระแสมานาเบาบางไหลเวียนอยู่ราวกับเป็ลมหายใจอ่อนๆ ที่คุ้นเคยถ้าไม่ใช่ฝีมือของคนจากองค์กรวิจัยประตูมิติที่หลุดมาเหมือนกันก็คงจะเป็เื่ตลกร้ายที่โชคชะตาจงใจปั่นหัวผม
ผมกรีดซองออกแล้วดึงกระดาษด้านในขึ้นมาดูข้อความสั้นๆ มีเพียงประโยคเดียวถูกเขียนไว้ด้วยลายมือที่เร่งรีบ ‘พวกเราอยู่ที่อุโมงค์’
“นายท่าน! เสียงฝีเท้าหนักแน่นมั่นคงแบบนี้สารวัตรเฮย์สเ้าเก่ามาแล้วครับ!”เกียร์ที่เกาะอยู่ขอบหน้าต่างะโบอกพลางบินมาเกาะไหล่ผมทันที“มาดเท่เหมือนเดิมเป๊ะ เดินมาทีสาวๆ ฝ่ายทะเบียนแทบจะลืมวิธีหายใจ!”
ผมรีบวางจดหมายลงบนโต๊ะก่อนที่ประตูจะถูกเปิดออกอย่างสุภาพแต่รวดเร็วสารวัตรเฮย์สเดินเข้ามาในชุดเครื่องแบบที่ตัดเย็บอย่างประณีตรับกับรูปร่างสันทัดและไหล่กว้างของเขาใบหน้าคมคายนั้นดูเคร่งเครียดกว่าปกติ
“บอร์น! มีงานด่วนที่ต้องให้นายช่วย...” เฮย์สพูดพลางจัดปกเสื้อให้เข้าที่“เ้าหน้าที่เพิ่งแจ้งมาว่าที่ อุโมงค์ระบายน้ำเก่าใต้สะพานแบล็กฟรายอาร์ส มีชาวบ้านได้ยินเสียงแปลกๆดังออกมาไม่หยุด พวกเขาลือกันว่าเป็เสียงผีพรายแต่ฉันว่ามันชักจะวุ่นวายกันไปใหญ่แล้ว”
ผมหันไปมองจดหมายบนโต๊ะทันทีอุโมงค์แบล็กฟรายอาร์ส... หรือจะเป็ที่เดียวกับในจดหมายนี่
“ฉันจะส่งนายกับเ้าหน้าที่อีกสองสามคนไปตรวจสอบดูหน่อยแล้วรีบกลับมารายงานฉันด้วย” เฮย์สพูดพลางมองนาฬิกาพกเรือนทอง“ฉันตามไปไม่ได้เพราะทางผู้ใหญ่เรียกตัวเข้าประชุมด่วนเื่ความมั่นคงดูเหมือนจะมีแขกบ้านแขกเมืองมาเยือน ฉันต้องไปเป็เกียรติในงานนี้”
ผมคิดในใจเป็สารวัตรหนุ่มไฟแรงนี่มันเหนื่อยจริงๆ นะ นอกจากต้องจับโจรแล้วยังต้องไปยืนเป็อาหารตาให้พวกคุณหญิงคุณนายในงานเลี้ยงอีกหวังว่าเขาคงไม่โดนรุมทึ้งจนชุดหล่อๆ ยับเยินไปเสียก่อนล่ะ
“ได้ครับสารวัตร ผมจะไปดูให้เห็นกับตาว่ามันคือผี หรือแค่คนเร่ร่อนไปแอบจัดปาร์ตี้กันแน่”ผมตอบรับพลางคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาสวม
กว่าจะมาถึงที่หมายก็กินเวลาไปกว่าชั่วโมงรถม้าของสถานีถูกบรรดาเ้าหน้าที่เบิกไปใช้จนเกลี้ยงทิ้งให้ผมและผู้ช่วยอีกสองคนต้องออกกำลังขาเดินเท้ามายังอุโมงค์ระบายน้ำใต้สะพานแบล็กฟรายอาร์สแห่งนี้แทน
สารวัตรเฮย์สอาจจะหุ่นดีเพราะต้องเดินไปประชุมแบบนี้บ่อยๆสินะ แต่สำหรับที่ปรึกษาที่วันๆ นั่งอ่านหนังสือพิมพ์แบบผมการเดินเท้าไกลขนาดนี้มันคือกิจกรรมที่ชวนให้ปวดน่องเกินไปหน่อย
เบื้องหน้าของผมคืออุโมงค์ขนาดมหึมาที่ดูราวกับปากของอสุรกายที่อ้าค้างไว้กลิ่นอับชื้นและลมเย็นเยือกที่พัดออกมาทำให้บรรยากาศดูสยดสยองยิ่งขึ้นมีเ้าหน้าที่อีกสองคนกำลังวุ่นอยู่กับการวางอุปกรณ์กั้นพื้นที่เพื่อกันไม่ให้พวกชาวบ้านที่นึกคึกอยากลองดีเข้ามาในเขตอันตราย
และนั่น...ผมได้ยินมันแล้ว เสียงร้องโหยหวนที่แ่เบาแต่ก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทมันฟังดูเหมือนเสียงกรีดร้องของิญญาที่ทุกข์ทรมานอย่างที่ชาวบ้านลือกันจริงๆแต่สำหรับคนอย่างผม ตราบใดที่ยังไม่ได้เห็นตัวตนของ ‘แม่มด’ หรือ ‘อสูรกาย’ด้วยตาตัวเอง ผมจะยังไม่ยอมปักใจเชื่อเื่งมงายพวกนั้นเด็ดขาด
ผมแหงนหน้ามองเกียร์ที่กำลังบินวนสำรวจรอบๆปากอุโมงค์ด้วยท่าทางกระตือรือร้น “เกียร์ ได้ยินอะไรบ้างไหม?”
“นายท่าน... เสียงลมนั่นมันมาจากข้างในลึกๆ ครับ”เกียร์ร่อนลงมาเกาะที่บ่าผมพลางลดเสียงลง “แต่จังหวะการสั่นะเืของมัน...ข้าจำได้แม่นเลย มันเหมือนกับประตูมิติที่หอบเรามาทิ้งไว้ในโลกนี้เป๊ะๆ เลย!”
ผมพยักหน้าตอบรับด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามปกติแต่ภายในใจกลับสั่นไหวและพองโตด้วยความหวังอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน
ในที่สุด...องค์กรประตูมิติที่น่าเบื่อหน่ายของสถาบันวิจัยนั่นก็ทำเื่มีประโยชน์ขึ้นมาบ้างแล้วสินะถ้าเสียงนั่นคือประตูมิติระลอกใหม่จริงๆ ผมจะได้บอกลาลอนดอนแห่งนี้เสียที!ลาก่อนนะเ้าแมวสามสีที่ผมยังหาไม่เจอ ลาก่อนนะสารวัตรเฮย์สผู้แสนเพอร์เฟกต์ผมจะกลับไปหาเนื้อย่างและห้องหนังสือที่โลกเดิมแล้ว!
ผมก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าเข้าไปในความมืดมิดของอุโมงค์ทันทีโดยไม่ลังเลทิ้งให้เ้าหน้าที่ตำรวจสองคนที่ยืนถือตะเกียงอยู่ข้างหลังทำหน้าเหวอพลางเกาหัวด้วยความงุนงง
“เมื่อกี้... เ้านกนั่นพูดเื่ประตูอะไรนะ?” เ้าหน้าที่คนหนึ่งพึมพำกับเพื่อนด้วยความสงสัย
“ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับ” ผมะโกลับไปโดยไม่หันมามอง“พวกคุณรออยู่ข้างนอกนี่แหละ เก็บรักษาความสงบไว้ให้ดี อย่าให้ใครเข้าไปรบกวน‘ความลับ’ ของทางราชการเด็ดขาด”
ยิ่งเดินลึกเข้าไปกลิ่นอายของมานาที่คุ้นเคยก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นแรงสั่นะเืในอากาศเริ่มทำให้กระดูกซี่โครงของผมสั่นไหวไปตามจังหวะลมแรงที่พัดสวนออกมาจากความมืดนั้นมีกลิ่นอายของโลกที่ผมจากมาอย่างแรงกล้า
“นายท่าน!ใช่เลย! จังหวะการสั่นแบบนี้แหละ มิติเริ่มจะฉีกขาดแล้วเตรียมตัวะโเลยนะนายท่าน ข้าเบื่อกลิ่นท่อระบายน้ำของลอนดอนจะแย่อยู่แล้ว!”เกียร์ะโอย่างบ้าคลั่งพลางบินวนรอบตัวผม
เท้าของผมก้าวเร็วขึ้นจนแทบจะเป็การวิ่งหัวใจของชายผู้มีอายุขัยมานานหลายพันปีเต้นระรัวเหมือนเด็กหนุ่มที่กำลังจะได้เจอคนรักแต่ทันทีที่ผมเลี้ยวผ่านหัวมุมสุดท้ายเข้าไปยังโถงกว้างใต้ดิน...ความหวังทั้งหมดก็ถูกฉีกกระชากออกเป็ชิ้นๆ
เบื้องหน้าของผมไม่ใช่ประตูมิติที่มีลมหมุนวนอย่างทรงพลังเหมือนอย่างเคยแต่มันคือ ‘เครื่องกลไกนาฬิกาขนาดมหึมา’ที่ดูหน้าตาประหลาดและงี่เง่าที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็นมาเฟืองไม้และเหล็กพ่นควันโขมง มันทำหน้าที่เพียงอย่างเดียวคือการจำลองกระแสมานาและปล่อยลมออกมาเป็จังหวะเพื่อเลียนแบบการเกิดประตูมิติอย่างหน้าไม่อาย!
“นี่มัน...นาฬิกาโง่ๆ นี่? ไหนล่ะประตูมิติ? ไหนล่ะของกินที่โลกเดิม!”เกียร์ร่อนลงไปเกาะบนเฟืองตัวหนึ่งแล้วพยายามจะใช้จะงอยปากแงะมันออกมาด้วยความแค้น
ผมเดินเข้าไปใกล้เครื่องจักรบ้านั่นด้วยตัวสั่นเทิ้มไม่ใช่เพราะความตื่นเต้น แต่เพราะความโกรธที่พุ่งขึ้นถึงขีดสุดที่ใจกลางเครื่องจักรมีกระดาษแผ่นหนึ่งปักไว้อย่างจงใจ ผมหยิบมันขึ้นมาอ่านข้อความในนั้นเขียนไว้ว่า
[พวกเรามาถึงโลกนี้ก่อนคุณ...พวกเรามีสิทธิ์ในโลกนี้มากกว่าคุณ]
สิทธิ์งั้นเหรอ?สิทธิ์ในการล้อเล่นกับความรู้สึกของคนอื่นแบบนี้น่ะเหรอ!ไอ้พวกสถาบันวิจัยที่ใช้ภาษีประชาชนไปวันๆนอกจากจะทำงานไร้ประสิทธิภาพในโลกเดิมแล้วยังอุตส่าห์ข้ามโลกมาเพื่อโชว์ออฟว่าตัวเอง ‘มาถึงก่อน’ด้วยวิธีการปัญญาอ่อนแบบนี้อีกเหรอ!
“นายท่าน!พวกมันแกล้งเรา! พวกมันใช้ของเล่นเด็กนี่มาหลอกเรา!”เกียร์โวยวายเสียงดังลั่นอุโมงค์ “ข้าจะเผาเครื่องจักรนี่ทิ้ง!ข้าจะจิกหัวไอ้คนที่เขียนจดหมายนี่ให้หัวล้านเลยเกี๊ยะ!”
ผมขยำกระดาษในมือจนแหลกละเอียดแล้วโยนทิ้งดวงตาที่เคยนิ่งสงบตอนนี้วาวโรจน์ด้วยเพลิงแห่งโทสะ
“พวกแกกล้าดียังไง...มาล้อเล่นกับหัวใจของคนที่มีอายุหลายพันปีแบบนี้”ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยือกที่ทำให้อากาศในอุโมงค์จับไข้“อยากโชว์ออฟว่ามาถึงก่อนสินะ... ได้เลย ถ้าอยากเล่นเกมนักสืบกับฉันนัก ฉันก็จะลากคอพวกแกออกมาจากรูแล้วทำให้รู้ว่า ‘สิทธิ์’ ของคนที่มาทีหลังอย่างฉัน มันน่ากลัวแค่ไหน!”
ผมหลับตาลงพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปล่อยให้ความโกรธที่พุ่งพล่านเมื่อครู่ค่อยๆมอดดับลงด้วยการควบคุมสมาธิอันเป็เลิศ การมีชีวิตอยู่มาหลายพันปีสอนให้ผมรู้ว่าการใช้อารมณ์นำหน้าเหตุผลนั้นไม่เคยนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีการปรับสภาวะจิตใจให้กลับมานิ่งดุจผิวน้ำจึงเป็เื่พื้นฐานที่ผมทำได้อย่างรวดเร็ว
ผมคลายมือที่กำแน่นออกแล้วก้มลงเก็บเศษกระดาษที่ขยำจนยับยู่ยี่ขึ้นมา ค่อยๆคลี่มันออกอย่างประณีตเพื่อให้กลับสู่สภาพเดิมที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างน้อยกระดาษแผ่นนี้ก็มีลายมือและเนื้อััของมันอาจจะบอกได้ว่าถูกผลิตมาจากโรงงานไหนในลอนดอนใครก็ตามที่บังอาจมาล้อเล่นกับความหวังของผมแบบนี้มันต้องชดใช้ด้วยความสิ้นหวังที่มากกว่าร้อยเท่า
ผมเงยหน้ามองเกียร์ที่ยังคงสติหลุดอย่างต่อเนื่องมันทั้งบ่นพึมพำด้วยถ้อยคำหยาบคายที่ผมไม่คิดว่านกเหล็กจะจำมาได้เยอะขนาดนี้พร้อมกับใช้จะงอยปากและกรงเล็บแหลมคมจิกทึ้งกลไกนาฬิกาเรือนนั้นอย่างบ้าคลั่ง
“เกี๊ยะ!ไอ้พวกสถาบันวิจัยเฮงซวย!กล้าดียังไงเอาของเล่นสังกะสีมาหลอกให้ข้าฝันถึงเนื้อย่าง! ตายซะ! ไปลงนรกซะไอ้เฟืองหน้าโง่!”
ผมยืนมองภาพการทำลายล้างนั้นด้วยสายตาเรียบเฉยไม่มีความคิดที่จะเข้าไปห้ามปรามแม้แต่น้อย ซ้ำยังเอ่ยอนุญาตเสียงเย็น“จัดการมันให้เต็มที่เลยเกียร์...เอาให้ไม่เหลือแม้แต่เศษเหล็กให้พวกมันกลับมาเก็บกวาดได้”
“รับทราบเกี๊ยะ!ข้าจะแยกส่วนมันให้ละเอียดจนกลายเป็ฝุ่นเลย!”
เสียงโลหะถูกฉีกขาดและเฟืองที่ถูกบดดังสนั่นไปทั่วโถงอุโมงค์จนกระทั่งชิ้นส่วนสุดท้ายถูกเกียร์ตะปบจนพังยับเยิน ทันใดนั้นเองเสียงร้องโหยหวนที่ชาวบ้านหวาดกลัวนักหนาก็เงียบหายไปในทันทีเหลือเพียงความเงียบสงัดที่น่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม
ต้นตอของ‘ผี’ ในอุโมงค์แห่งนี้ถูกกำจัดแล้วแต่มันกลับทิ้งปมใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมไว้ในใจของผม
ผมเอาเศษกระดาษใส่กระเป๋าเสื้อแล้วหันหลังเดินกลับออกไปยังปากอุโมงค์ โดยมีเกียร์บินร่อนตามออกมาด้วยท่าทางร่าเริงผิดกับเมื่อครู่สงสัยการได้ระบายโทสะลงกับเฟืองเหล็กพวกนั้นจะช่วยเยียวยาจิตใจของนกเหล็กได้ดีกว่าที่ผมคิดปีกของมันยังมีคราบน้ำมันเครื่องเปื้อนอยู่ประปรายเหมือนเหรียญตราแห่งชัยชนะ
เ้าหน้าที่ตำรวจที่ยืนรออยู่รีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้ามาหาผมทันทีแววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส “สุดยอดไปเลยครับท่านที่ปรึกษา!เสียงเงียบหายไปเป็ปลิดทิ้งเลยไม่น่าเชื่อว่าท่านจะสามารถไล่ผีร้ายนั่นได้จริงๆ!”
ไม่เพียงแค่เ้าหน้าที่แม้แต่ชาวบ้านที่มาจากไหนก็ไม่รู้เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างพากันเอ่ยปากขอบคุณและมองผมราวกับเป็หมอผีผู้ศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยปัดเป่าฝันร้ายออกไปจากสะพานแห่งนี้
“มันไม่ใช่ผีหรือิญญาหรอกครับ”ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบพลางจัดระเบียบปกเสื้อ“มันเป็เพียงกลไกนาฬิกาประดิษฐ์ที่ถูกนำมาติดตั้งไว้เพื่อจำลองเสียงให้คนใเล่นน่าจะเป็ฝีมือของพวกวัยรุ่นคึกคะนองที่อยากหาเื่แกล้งคนผมทำลายมันทิ้งไปเรียบร้อยแล้วรบกวนพวกคุณเข้าไปช่วยเก็บกวาดเศษซากที่เหลือข้างในด้วย”
ทันทีที่พูดจบผมััได้ถึงกระแสความผิดหวังที่แผ่ซ่านออกมาจากกลุ่มชาวบ้านอย่างรวดเร็วหลายคนถึงกับถอนหายใจและทำหน้าเซ็งๆเหมือนเพิ่งรู้ว่าละครเวทีเื่โปรดถูกสั่งยกเลิกกะทันหัน
ให้ตายเถอะ...คนลอนดอนนี่ก็น่าแปลก พอได้ยินเสียงโหยหวนก็กลัวกันจนตัวสั่นแต่พอผมบอกความจริงว่าเป็แค่เครื่องจักรกลับทำหน้าเหมือนผมไปขโมยของรักของหวงมาเสียอย่างนั้น สงสัยพวกเขาจะเสียดายที่ไม่มีเื่ลี้ลับเอาไปคุยโวในวงเหล้าคืนนี้สินะ
ผมปลีกตัวออกมาจากพื้นที่เกิดเหตุทันทีโดยไม่รอรับคำชมเพิ่มเดินทอดน่องกลับไปตามถนนที่มีแสงตะเกียงสลัวพลางลูบกระเป๋าเงินที่ยังคงหนักอึ้งอยู่ข้างเอว
ดีนะที่รอบนี้ผมยังมีสติพอไม่เผลอเอาเงินเก็บทั้งหมดที่มีไปฟาดหัวซื้อไวน์ราคาแพงเพื่อฉลองการกลับบ้านเหมือนคราวที่แล้วไม่อย่างนั้นคดีหน้าผมคงต้องรับจ้างหาแมวฟรีๆ เพื่อแลกกับที่ซุกหัวนอนแน่ต้องขอบคุณความเฮงซวยขององค์กรนั่นที่ทำให้ผมรู้จัก ‘เผื่อใจ’ เอาไว้บ้าง
“นายท่าน!ข้าหิวจนเครื่องจะดับแล้วเนี่ย!” เกียร์บินร่อนลงมาวนรอบหน้าผมพลางส่งเสียงประท้วง“ไปร้านเครื่องเหล็กตรงหัวมุมนั่นเถอะข้าอยากกินน้ำมันหล่อลื่นเกรดพรีเมียมของร้านนั้นจะแย่แล้วกลิ่นมันหอมยั่วยวนชะมัดเลยเกี๊ยะ!”
“เออๆรู้แล้วน่า...” ผมพึมพำพลางมองจดหมายในกระเป๋าเสื้ออีกครั้งด้วยแววตาครุ่นคิด“กินให้เต็มที่เลยเกียร์ เพราะดูท่าว่าเราคงต้องอยู่ที่นี่... ไปอีกนาน”