นางกำนัลทั้งสองคนมองก้อนเงินในมือฉันที่ยื่นให้ คนหนึ่งส่ายหน้าปฏิเสธด้วยความเสียดายไม่กล้ารับเงิน แต่อีกคนหนึ่งยื่นมือมารับเงินไว้ ทำให้อีกคนที่ไม่ยอมรับเงิน ต้องยื่นมือมารับด้วยเพราะเห็นเพื่อนยอมขายข่าว
ฉันยิ้มให้อย่างเป็นมิตรนักธุรกิจ แล้วชวนสองสาวไปนั่งพูดคุยกันเงียบๆที่ศาลาริมน้ำ แล้วถามชื่อของนางกำนัลทั้งสองคนชื่อ เจียวมี่กับฉิงซู ทั้งสองคนเล่าให้ฟังว่าแม่ครัว เพ่ยจี ทำงานเป็นแม่ครัวปรุงอาหารในโรงครัวมานานหลายปี จนทั้งสองสนิทสนมคุ้นเคยกับแม่ครัวเพ่ยจีเป็นอย่างดี และมั่นใจว่าแม่ครัวไม่ได้คิดจะวางยาพิษใครแน่นอน
ทั้งสองก็เริ่มเล่าเรื่องส่วนตัวของแม่ครัวเพ่ยจีให้ฟังว่า แม่ครัวเป็นหญิงสูงอายุจิตใจดีไม่เคยคิดทำร้ายหรือว่าร้ายใคร นางเป็นคนมีเมตตาขนาดแมวจรจัดที่หลงเข้ามาในวัง แม่ครัวยังเก็บมาเลี้ยงไว้ที่หลังโรงครัวตั้งสองตัว แต่ก็มีบางครั้งที่แม่ครัวจู้จี้ขี้บ่นแต่ก็ไม่มีใครถือสา
แม่ครัวเพ่ยจียังมีหลานชายคนหนึ่งอาศัยอยู่ข้างนอกวัง เป็นหลานที่เกิดกับน้องสาวของนางที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่แม่ครัวเพ่ยจีก็รักหลานชายคนนี้มากเหมือนเป็นลูกแท้ๆของตัวเอง แต่หลานชายของนางเป็นคนติดเหล้าหนัก
จากที่เป็นคนขยันทำงานกลับกลายเป็นคนขี้เกียจอยากดื่มแต่เหล้า พอไม่ได้ดื่มเหล้าก็จะโมโหร้ายอาละวาด ทำลายข้าวของในบ้าน ต้องรีบออกไปหาเหล้ามาดื่ม เคยมีครั้งหนึ่งที่แม่ครัวเพ่ยจีกลับไปเยี่ยมหลานชายที่บ้าน ก็ถูกหลานชายผลักจนล้มกลับมาแขนขาเคล็ดเขียว เพราะหลานชายคลุ้มคลั่งอยากดื่มเหล้า
ทำให้แม่ครัวเพ่ยจีกลุ้มใจเป็นกังวลทำงานผิดพลาดบ่อย จนมาถึงครั้งนี้ที่ทำงานผิดพลาดร้ายแรงที่สุด นางกำนัลทั้งสองจึงรู้สึกสงสารแม่ครัวเพ่ยจีมาก อยากไปเยี่ยมแม่ครัวเพ่ยจีที่คุก แต่พวกนางกลัวว่าจะถูกสงสัยเรื่องยาพิษกลัวถูกคุมตัวไปสอบสวน และที่พวกนางรู้เรื่องแม่ครัวถูกเฆี่ยน เพราะแอบสอบถามกับทหารที่เฝ้ายามในคุกนั้น ซึ่งเป็นคนรู้จักกัน
ฉิงซูจึงพูดเสริมขึ้นว่าถ้าเป็นฉันเข้าไปเยี่ยมแม่ครัวเพ่ยจี ต้องไม่มีใครสงสัยในตัวฉันแน่ นางจึงรับเงินและขอให้ฉันช่วยแม่ครัวให้พ้นผิดในครั้งนี้ด้วย แต่ฉันตอบกลับว่าคงช่วยอะไรเรื่องคดีไม่ได้ ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกทหารสอบสวนความ ส่วนฉันทำได้แค่เข้าไปเยียมรักษาบาดแผลให้ได้เท่านั้น
แม้เจียวมี่กับฉิงซูจะมีสีหน้ากังวลใจ ที่ฉันไม่สามารถช่วยแม่ครัวให้พ้นผิดได้ แต่พวกนางก็ต้องทำใจให้ยอมรับว่าฉันไม่สามารถช่วยได้ในส่วนนั้นจริงๆ แต่ฉันก็รับปากว่าจะไปเยี่ยมรักษาบาดแผลให้แม่ครัวแน่นอน จากนั้นเราจึงเดินแยกออกจากศาลาเงียบๆ ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เมื่อฉันเดินกลับถึงตำหนักก็เห็นพวกพี่ๆนั่งรอฉันกินอาหารกลางวันอยู่แล้ว จึงเล่าเรื่องของแม่ครัวให้พี่ชายทั้งสี่ฟัง แล้วบอกว่าหลังกินอาหารกลางวันเสร็จ ฉันจะไปเยี่ยมแม่ครัวเพ่ยจีในคุกสักหน่อย เพราะรู้มาว่าหลานชายของแม่ครัวติดเหล้า จึงอยากจะทดลองยาตัวใหม่กับหลานชายของแม่ครัว นั่นคือหนอนชิงชังที่เพิ่งได้มาจากป่าตะวันออก
เมื่อเสวี๋ยฉี หยงเป่ากับซิ่นหลิง รู้ว่าฉันมีหนอนชิงชังและอยากจะทดลองใช้ ก็รีบสั่งห้ามเสียงแข็ง ว่าห้ามทดลองใส่หนอนชิงชังในไหเหล้าให้พวกเขาดื่มเด็ดขาด ฉันหัวเราะว่าไม่ทำอย่างนั้นแน่นอน เพราะยังไม่อยากโดนรุมตื้บ แต่ตอนนี้ก็เริ่มแน่ใจแล้วว่าหนอนชิงชังจัดเป็นตัวยาที่ใช้งานได้จริง ขนาดเสวียฉี หยงเป่า กับซิ่นหลิงยังรู้สรรพคุณไม่ยอมให้หย่อนหนอนชิงชังลงในไหเหล้า
แล้วซิ่นหลิงกับเฟยเจินก็บอกว่าจะตามไปด้วย เพราะเขาอยากจะเห็นว่าคุกของมนุษย์มีสภาพเป็นเช่นไร ฉันบอกเฟยเจินว่าให้รออยู่ที่ตำหนักไม่อยากไปกันหลายคน อยากจะไปเงียบๆไม่อยากให้เอิกเกริก เฟยเจินจึงพูดด้วยสีหน้ามึนแววตาแป๋วว่า
เฟยเจิน : เช่นนั้นเราไปกันตอนตีสามกันดีมั้ย น่าจะเงียบกว่าไปตอนกลางวัน
อันฉี : เฟยเจิ๊นนนน!!
ซิ่นหลิง : ฮ่าๆๆๆๆ เจ้าสี่มันกวนประสาทหรือซื่อกันแน่เนี่ย?
หยงเป่า : ก็ให้เจ้าสี่ไปด้วย จะได้เปิดหูเปิดตา ไปเวลานี้แหละไม่ต้องไปตอนตีสาม ฮ่าๆๆๆ
ฉันขึ้นเสียงสูงกับคำพูดของเฟยเจิน แต่ดูสีหน้าแววตาแล้วคงพูดไปเพราะใสซื่อ ฉันจึงให้เฟยเจินตามไปที่คุกด้วย จึงคว้าหยิบหมั่นโถลูกใหญ่สองลูก น่องไก่ทอดสามน่อง และผลลูกพลับอีกสองผลใส่ในห่อผ้า เพื่อนำไปให้แม่ครัวเพ่ยจีกินในคุกด้วย แล้วยื่นส่งห่อผ้าใส่อาหารให้เฟยเจินช่วยถือ
กระทั่งเราสามคนเดินมาถึงหน้าคุกหลวง คุกที่นี่มีขนาดใหญ่แต่มีบรรยากาศดูอึมครึมมืดมน มีทหารยามเฝ้าหน้าประตูคุกสองคน และมีทหารผู้คุมอีกหนึ่งคนนั่งอยู่ที่โต๊ะด้านใน คอยตรวจสอบจดบันทึกผู้เข้าเยี่ยมนักโทษ เมื่อผู้คุมเห็นเรากำลังแจ้งกับทหารยามว่าต้องการเข้าเยี่ยมแม่ครัวเพ่ยจี แต่ทหารยามทั้งสองคนไม่ยอมให้เราเข้าเยี่ยม
ทหารผู้คุมจึงเดินออกมาที่หน้าประตู ยกมือประสานค้อมตัวพร้อมกับสั่งทหารยามทั้งสอง ให้ทำความเคารพฉันกับพี่ชายสองคนด้วย ผู้คุมบอกกับทหารยามว่าฉันกับพี่ชายคือท่านเทพอย่าเสียมารยาท แล้วผู้คุมก็กล่าวขออภัยฉันกับพี่ชาย ที่ทหารยามไม่รู้จักว่าพวกฉันเป็นใคร เพราะทหารยามพวกนี้วันๆก็เฝ้าอยู่ที่คุก แล้วผู้คุมก็ถามว่าฉันมาที่นี่ทำไมที่นี่
ฉันตอบว่ามาขอเข้าเยี่ยมแม่ครัวเพ่ยจี แต่ผู้คุมก็พูดแบบเดียวกันว่าตอนนี้ยังให้เข้าเยี่ยมไม่ได้ เพราะยังอยู่ในขั้นตอนสอบสวน ฉันก็บอกว่าจะขอเข้าไปเยี่ยมแค่แปบเดียว แค่จะเอาอาหารไปให้แม่ครัวเพ่ยจี เพราะสงสารที่นางมีอายุมากแล้ว แต่กลับต้องมาถูกกักขังจองจำในคุก
พร้อมกับเปิดห่อผ้าในมือของเฟยเจินให้ผู้คุมดูว่ามีแค่อาหาร แต่แอบยื่นก้อนเงินหนึ่งก้อนส่งให้ผู้คุม ปากก็พูดยืนยันกับผู้คุมว่าในอาหารไม่มียาพิษ เพราะฉันเป็นหมอไม่มีทางมีความคิดจะฆ่าคนหรอก ผู้คุมที่แสร้งทำให้ดูปกติแต่รีบหยิบก้อนเงินไว้ แล้วพูดว่าเห็นแก่ที่ฉันกับพี่ชายเป็นเทพสวรรค์ จะอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้แต่แค่แปบเดียวเท่านั้น ฉันจึงยิ้มแล้วกล่าวขอบใจผู้คุมที่ยอมอะลุ่มอะหล่วย
ผู้คุมจึงเดินนำหน้าพาฉันเข้าไปด้านใน เขาพาเรามาหยุดยืนที่หน้าห้องขังห้องหนึ่ง ด้านในมีหญิงคนหนึ่งกำลังนอนร้องไห้โอดครวญด้วยความเจ็บปวด คุดคู้ตัวงออยู่บนกองฟางหันหน้าเข้ากำแพง ด้านหลังเสื้อมีรอยเลือดไหลซึมออกมาจางๆคงเพราะถูกเฆี่ยนตี
จึงหันไปถามผู้คุมว่าถึงกับโบยเนื้อแตกกันเลยเหรอ ผู้คุมตอบว่าเขาทำตามหน้าที่ ทำตามกฏการลงโทษและการสอบสวน เพราะการวางยาพิษคนในวังถือเป็นโทษร้ายแรง แล้วเขาก็พูดย้ำอีกครั้งว่าให้เวลาเยี่ยมแค่แปบเดียว ส่วนเขาจะออกไปนั่งรอที่ด้านนอก
หญิงคนนั้นเมื่อได้ยินเสียงฉันกับผู้คุมยืนคุยกันอยู่ที่หน้าลูกกรง ก็พยายามพยุงตัวลุกขึ้นนั่งหันมามอง ด้วยใบหน้าเปรอะเปื้อนคราบน้ำตาคราบฝุ่น ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงหมดสง่าราศรีสตรีชาววัง นางค่อยๆคลานมาที่หน้าลูกกรงขังตรงที่ฉันยืนรออยู่ พร้อมกับเสียงร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดตามเนื้อตัวทุกครั้วที่คลานขยับ ปากก็ร้องฟูมฟายอ้อนวอนฉันว่าให้ช่วยนางด้วย นางไม่ได้ตั้งใจจะวางยาพิษใคร
เมื่อนางคลานมาถึงหน้าลูกกรงแล้วพยายามเกาะลูกกรงเพื่อจะลุกขึ้นยืน ฉันจึงพูดกับนางว่าถ้าเจ็บอยู่ก็ไม่ต้องลุกขึ้นยืนหรอก แล้วฉันก็นั่งลงที่หน้าลูกกรงห้องขัง เอ่ยถามนางซ้ำอีกครั้งว่านางคือแม่ครัวเพ่ยจีใช่หรือไม่ นางตอบด้วยเสียงอ่อนแรงแหบแห้งว่า “ใช่เจ้าค่ะ!”
พร้อมกับก้มศรีษะคำนับลงกับพื้น ร้องห่มร้องไห้พร่ำขอร้องอ้อนวอนให้ฉันช่วยพานางออกไปจากคุก นางไม่เคยคิดร้ายกับใครและไม่เคยรู้เรื่องยาพิษในหม้อต้มจืด ตอนนี้นางเจ็บปวดไปทั้งตัวแทบจะทนมีชีวิตอยู่ถึงวันพรุ่งนี้ไม่ไหวอีกแล้ว
ฉันจึงตอบนางว่าช่วยพานางออกจากคุกไม่ได้ ฉันไม่มีอำนาจและหน้าที่ไปก้าวก่ายในเรื่องคดี แต่ถ้านางบริสุทธิ์ใจมิได้คิดวางยาพิษในหม้อต้มจืด ก็ขอให้ยืนยันในความบริสุทธิ์ของตนเองอย่างหนักแน่น เมื่อทหารสอบสวนเสร็จไม่พบข้อพิรุจ ทหารก็จะปล่อยตัวนางออกมา
แต่สิ่งที่ฉันพอจะช่วยได้ในตอนนี้ก็คือนำอาหารมาให้กิน และจะช่วยรักษาบรรเทาบาดแผลรอยฟกช้ำให้ เฟยเจินจึงยื่นห่อผ้าอาหารให้แม่ครัวเพ่ยจีเก็บไว้กิน นางค่อยๆยื่นมือมารับห่อผ้าอาหารจากเฟยเจิน
ฉันจึงบอกให้แม่ครัวเพ่ยจีกินอาหารให้พอมีเรี่ยวแรงเสียก่อน จะได้กินยาลดไข้และจะทายารักษาบาดแผลที่หลังให้ พรุ่งนี้เช้านางก็จะหายเจ็บปวดเนื้อตัว และฉันก็จะขอคุยอะไรด้วยหน่อยเพราะผู้คุมให้เวลาเยี่ยมได้เพียงแปบเดียว
แม่ครัวเพ่ยจีจึงค่อยๆแกะห่อผ้าอาหารด้วยมืออันสั่นเทา ไม่รู้เพราะเกิดจากความหิว หรือเพราะเจ็บปวดเนื้อตัวจนไม่มีเรี่ยวแรงขยับมือ แต่นางก็พยายามจะกินตามที่ฉันบอก ฉันจึงถามแม่ครัวระหว่างที่นางกำลังกินหมั่นโถวกับน่องไก่ ถึงเรื่องหลานชายของนางที่กำลังติดเหล้า
แม่ครัวจึงกินไปเล่าไปว่า เพราะนางเป็นห่วงกังวลแต่เรื่องที่หลานชายติดเหล้า จึงทำให้เผลอใจลอยหยิบผักกาดขาวเน่าใส่ลงในหม้อต้มจืด แล้วนางก็เล่าอีกว่าหลานชายของนางชื่อ เหยียนเต๋อ เป็นหลานชายคนเดียวของนาง เมื่อก่อนเหยียนเต๋อเป็นคนทำงานขยันขันแข็ง เป็นเด็กดีเชื่อฟังที่นางเลี้ยงดูสั่งสอนทุกอย่าง
เมื่อเดือนก่อน เหยียนเต๋อได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่งและชักชวนกันไปดื่มเหล้า จากนั้นพวกเขาก็เริ่มซื้อเหล้ากับเพื่อนคนนั้น สุดท้ายเหยียนเต๋อก็ติดเหล้างอมแงม วันไหนที่ไม่ได้ดื่มเหล้าที่ซื้อจากเพื่อนก็จะรู้สึกหงุดหงิด บางครั้งอาละวาดพังข้าวของเพื่อให้ได้ดื่มเหล้า
ช่วงแรกๆเหยียนเต๋อเคยพยายามจะเลิกดื่มเหล้า แต่พยายามแล้วก็ยังเลิกไม่ได้จึงหวนกลับไปดื่มอีก จนตอนนี้สภาพของเหยียนเต๋อแทบจะไม่เป็นผู้เป็นคน ทำให้นางกลุ้มใจเป็นห่วงกังวลอย่างมาก ทั้งตอนนี้ยังถูกคุมขังเฆี่ยนตีเจ็บปวดไปทั้งตัว หมดเรี่ยวแรงและกำลังใจจะดำเนินชีวิตต่อไปแล้ว
แม่ครัวเพ่ยจีเล่าไปร้องไห้ฟูมฟายตัดพ้อชะตาชีวิต ฉันเข้าใจและเห็นใจในความรู้สึกนั้น จึงพูดกับนางอีกครั้งว่าฉันพอจะช่วยให้หลานชายของนางเลิกติดเหล้า ถ้านางอยากให้ฉันช่วยตรงส่วนนี้ ฉันจะเดินทางไปหาหลานชายของนางเพื่อรักษาอาการติดเหล้า
แม่ครัวเพ่ยจีรีบคว้าจับมือฉันทั้งๆที่มือยังเลอะน่องไก่ พูดอ้อนวอนและขอบคุณที่ฉันจะช่วยรักษาหลานชายของนาง และยังพูดอีกว่าถ้านางจะต้องตายในคราวนี้ ก็ขอให้หลานชายของตนได้หายติดเหล้า แล้วหันมาขยันทำงานสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเอง แค่นี้นางก็ตายตาหลับแล้ว
ฉันจึงลูบมือของแม่ครัวช้าๆเบาๆ เป็นการปลอบโยนให้กำลังใจว่าให้นางอดทน แล้วหยิบยาลดไข้ออกมาให้นางกิน จากนั้นก็ให้นางหันหลังและคลายเสื้อออก เพราะจะทายารักษาแผลและรอยฟกช้ำที่ถูกเฆี่ยนตีแผ่นหลังให้ พร้อมกับบอกให้ซิ่นหลิงกับเฟยเจินยืนหันหลังอย่ามอง เพราะแม่ครัวเพ่ยจีแม้จะเป็นสตรีสูงอายุ แต่ก็เป็นสตรีในวังการถูกชายอื่นเห็นร่างกายนั้นไม่เหมาะ
เมื่อทายาเสร็จก็มอบยาไว้ให้แม่ครัวเพ่ยจีเก็บไว้กินไว้ทา ไว้ใช้รักษาตัวเองระหว่างถูกคุมขังอยู่ในคุก แล้วก็บอกให้แม่ครัวเพ่ยจีนอนพักผ่อนซะ เมื่อตื่นขึ้นมาความเจ็บปวดตามร่างกายก็จะทุเลา จากนั้นเราจึงพากันเดินออกจากคุก ฉันจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดคราบเลอะมันน่องไก่ทอดที่เลอะบนหลังมือ
ซิ่นหลิงก็แซวว่าตั้งแต่ฉันเริ่มมีเงินก็เริ่มใช้เงินเก่งใช้เงินเป็น ฉันก็ยิ้มแล้วพูดอวดรวยว่าจ่ายเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชาไปนิดหน่อยเอง ซื้อเหล้าให้พวกเขาสี่คนดื่มยังมากกว่านี้อีก จ่ายเงินไปแค่ก้อนสองก้อนยังมีเงินเหลือใช้อีกเป็นหีบ ซิ่นหลิงก็หัวเราะที่ฉันพูดอวดรวยใส่ และยอมรับว่าช่วงนี้พวกเขาดื่มเหล้ากันมากกว่าแต่ก่อนจริงๆ
เฟยเจินจึงพูดแกมถามด้วยความสงสัยว่า เขาดื่มเหล้ากับเสวี๋ยฉี หยงเป่าและซิ่นหลิงมาก็เยอะ แต่พอไม่ได้ดื่มกลับไม่รู้สึกหงุดหงิดติดเหล้าถึงขั้นมีอารมณ์ร้าย เขาอยากรู้จริงๆว่าเหล้าที่เหยียนเต๋อดื่มคือเหล้าอะไร จึงสามารถเปลี่ยนนิสัยของคนไปได้รวดเร็วเพียงเดือนเดียว ซึ่งซิ่นหลิงเองก็นึกสงสัยเหมือนกัน ถ้าไปถึงที่บ้านของเหยียนเต๋อ เขาจะขอลองชิมเหล้าที่ว่านั่นดูสักหน่อยว่ารสชาติจะดีแค่ไหนกันเชียว
ฉันจึงพูดขู่ทั้งสองว่าชิมเหล้าได้แต่ห้ามติดเหล้า เพราะถ้าใครติดเหล้าเมื่อไหร่จะจับเอาหนอนชิงชังยัดใส่ปากให้! คอยดู! เฟยเจินจึงถามฉันว่าถ้าอยากทดลองใช้หนอนชิงชัง ทำไมไม่ไปหาหลานชายของแม่ครัวเลย แค่จับตัวเอาไว้แล้วเอาหนอนชิงชังหย่อนใส่ปากก็ได้แล้ว จะต้องมาพบกับแม่ครัวที่คุกก่อนทำไม
ฉันจึงหันไปพูดกับเฟยเจินว่า ยังไงก็ต้องให้ผู้ปกครองของเหยียนเต๋ออนุญาตก่อน จะให้เดินดุ่มๆเข้าไปจับตัวแล้วเอาหนอนกรอกปากเหยียนเต๋อเลย มันจะมีเรื่องมีราวเอาได้ อีกอย่างฉันต้องการให้ยาของฉันได้รับการยอมรับว่าเป็นยาดี เพราะมีโครงการในหัวไว้ว่าอยากจะเปิดร้านขายยาในเมือง และรักษาคนป่วยไปด้วยในตัว แต่ตอนนี้จำเป็นต้องเรียนรู้วิชาสมุนไพรการปรุงยา และการรักษามนุษย์ให้มากกว่าก่อน
แต่เฟยเจินกับซิ่นหลิงนั้นไม่เห็นด้วย ที่ฉันจะเปิดร้านขายยาในเมือง เพราะเขาไม่อยากมาอาศัยอยู่ในเมือง ถ้าจะให้ฉันทำแบบนั้นสู้ให้เป็นหมอชั่วคราวแบบนี้ดีกว่า ถูกตามตัวเมื่อไหร่ค่อยเข้ามารักษาคน
ซึ่งในขณะที่เรากำลังเดินและพูดคุยโต้แย้งกันอยู่นั้น ก็พอดีได้เจอกับจิ้นฝานองครักษ์ของท่านอ๋อง กำลังเดินมุ่งหน้ามาทางเราทางที่จะไปคุก จิ้นฝานจึงทักถามฉันว่าไปเยื่ยมใครที่คุกมาเหรอ ฉันก็ตอบไปโดยไม่ได้ปิดบังซ่อนเร้นอะไรว่าไปเยี่ยมแม่ครัวเพ่ยจี
โดยให้เหตุผลว่าเพราะฉันเป็นคนตรวจเจอพิษ และปากเร็วไปหน่อยว่าในหม้อต้มจืดมีพิษ แทนที่จะพูดว่าอาหารเป็นพิษ จึงทำให้แม่ครัวถูกจับกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โต จึงมาเยื่ยมในฐานะหมอและนำยาลดไข้มาให้แม่ครัวกิน
จิ้นฝานก็บอกฉันว่าไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก เพราะเราเองก็ยังรู้ไม่แน่ชัดว่าเจตนาที่แท้จริงของแม่ครัว คือความสะเพร่าหรือความตั้งใจ อีกอย่างเรื่องแบบนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งสมัยราชวงศ์เก่าก่อน ก็เคยใช้ผักกาดขาวทำยาพิษลอบวางยาใส่กัน
ซึ่งก็คล้ายกันกับกรณีของแม่ครัวเพ่ยจี จึงเป็นการดีแล้วที่ฉันพูดทักออกมาว่า ผักกาดขาวกลายเป็นพิษ เมื่อได้ฟังดังนั้นฉันก็อึ้ง ไม่คิดว่าในวงการเชื้อพระวงศ์ การแข่งขันชิงดีชิงเด่นจะรุนแรงกันขนาดนี้
และก็ไม่อยากจะคิดอีก ถ้าฉันถูกแม่ครัวเพ่ยจีหลอกให้สงสารจนมองนางผิดไป นางก็คงเป็นแม่ครัวตัวอันตรายร้ายกาจมากเลยทีเดียว แต่ก็คิดย้อนไปถึงสองนางกำนัลเจียวมี่กับฉิงซู ทั้งสองคนก็ดูพูดจาน่าเชื่อถือและดูเป็นห่วงเป็นใยแม่ครัวเพ่ยจีจริงๆ
จึงคิดว่าเรื่องของแม่ครัวก็ปล่อยให้ทหารสอบสวนกันไปตามโทษผิด ส่วนเรื่องที่ฉันจะไปช่วยเหยียนเต๋อให้เลิกติดเหล้า ก็ถือว่าต่างคนต่างได้ผลประโยชน์ ฉันจึงถามตัดบทจิ้นฝานว่าเขามาหาใครที่คุก เพราะฉันกำลังคิดจะเลี่ยงจิ้นฝานเพื่อจะออกไปที่บ้านของเหยียนเต๋อ แต่จิ้นฝานส่ายหน้าพูดว่าเขาไม่ได้มาหาใครในคุก แต่เขาตั้งใจมาพบกับฉันต่างหาก
●
●
●
หมายเหตุ
*เจียวมี่ แปลว่า น้ำผึ้งที่อ่อนหวาน
* ฉิงซู แปลว่า ฟ้าใส ใจดีและอ่อนโยน
*เพ่ยจี แปลว่า การชื่นชม เลื่อมใส หญิงสาว
*เหยียนเต๋อ แปลว่า ภาษา วาจา คุณธรรม
*ซูเซียว หมายถึง สรวงสวรรค์อันงดงาม
*จินชาง แปลว่า ทองคำ ความรุ่งเรือง
*หมิง แปลว่า สว่างไสว
*จางเหว่ย แปลว่า ยอดเยี่ยม ดีเลิศ หรือยิ่งใหญ่