ขณะที่เด็กน้อยทั้งสี่นั่งรอบโต๊ะไม้ ใต้ร่มไม้ใหญ่กลางสวนสมุนไพร บรรยากาศพลันเงียบสงบลง เซินหลางเหอจึงเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“ผู้าุโไป๋...ท่านเป็คนอย่างไรหรือ?” เขากวาดตามองไปยังสหายทั้งสาม แววตาเปี่ยมด้วยความใคร่รู้
ซ่งอวี่เป็คนแรกที่ตอบ “ท่านปู่ไป๋เป็คนใจดีนัก” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม “ท่านไม่ค่อยพูดจา แต่ชอบให้สิ่งของกับพวกเราเสมอ เวลาชาวบ้านในหมู่บ้านเจ็บป่วย ท่านก็จะรักษาให้โดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดตอบเเทนเลย”
“ใช่แล้ว!” เหยาิรีบกล่าวเสริมด้วยความตื่นเต้น พลางยกขากางเกงขึ้นพลิกข้อเท้าของตนให้ดูราวกับจะยืนยันคำพูด “ครั้งหนึ่ง ข้าซนไปวิ่งเล่นในป่าแล้วข้อเท้าพลิก ท่านปู่ไป๋ไม่ได้เอ่ยวาจาตำหนิข้าแม้แต่คำเดียว มิหนำซ้ำกลับทำยาสมุนไพรมาให้ แล้วยังมาดูอาการข้าถึงเรือนทุกวันจนกว่าข้าจะหายดี”
ฟางลี่ซึ่งนั่งฟังอยู่เงียบๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะเล่าประสบการณ์ของตนบ้าง
“เมื่อฤดูหนาวที่ผ่านมา ท่านเเม่ของข้าป่วยหนัก ตัวร้อนเป็ไข้ไม่หาย ท่านปู่ไป๋จึงเดินลุยหิมะไปยังหน้าผาเพื่อหาสมุนไพรที่ใช้รักษา แล้วนำมาต้มให้เเม่ข้ากินถึงเจ็ดวัน เจ็ดคืน จนแม่ข้าหายเป็ปกติ หากไม่มีท่านปู่ไป๋ ข้าเกรงว่าคงสูญเสียท่านเเม่ไปแล้ว”
คำบอกเล่าของทั้งสามทำเอาเซินหลางเหอรู้สึกประทับใจยิ่งนัก
“เช่นนั้นท่านก็เป็นักโอสถที่เปี่ยมด้วยคุณธรรมอย่างแท้จริง” เขาพึมพำกับตัวเอง
ทันใดนั้น กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารก็ลอยมาแตะจมูก ชายชราผมขาวโพลน สวมเสื้อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบสีเขียวหม่น ก้าวออกมาพร้อมสำรับอาหารในมือ แม้ถือถ้วยชามและจานมากมายจนดูทุลักทุเล หากทุกก้าวย่างกลับมั่นคง ดวงตาของเขาเปล่งแสงความสงบและความเมตตาออกมา
“ท่านปู่ไป๋!” ซ่งอวี่ร้องเรียกด้วยความดีใจ รีบลุกไปช่วยรับถ้วยชามมาจัดวางบนโต๊ะ ฟางลี่กับเหยาิก็มิได้นิ่งเฉย ต่างลุกขึ้นช่วยกันจัดวางสำรับจนเป็ระเบียบเรียบร้อยราวกับทำจนชินมือ
เซินหลางเหอนั่งมองภาพนั้น ใจหนึ่งอยากลุกไปช่วย แต่อีกใจก็เกรงว่าตนจะไปเกะกะ เขาจึงเพียงคอยจัดเก็บถ้วยที่ส่งต่อมาให้เข้าที่เข้าทาง แววตาของเขาสะท้อนความอบอุ่นอย่างยิ่ง
เมื่อสำรับเรียงรายเต็มโต๊ะ กลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรผสมเนื้อสัตว์ก็อบอวลทั่วลาน ไป๋ชิงหยุนค่อยๆ นั่งลงตรงหัวโต๊ะ รอยยิ้มใจดีปรากฏบนใบหน้า ราวกับท่านเป็บิดาเฒ่าของเด็กทั้งสี่
“วันนี้ข้าเข้าไปในป่าแต่เช้า แล้วบังเอิญเจอไก่ป่าตัวอ้วนใหญ่หนึ่งตัว จึงได้นำมาปรุงเป็อาหารให้พวกเ้าได้ลิ้มลองกัน”
เขาผายมือไปยังสำรับอาหารที่วางอยู่เบื้องหน้า
"ถ้วยนี้คือ ไก่ป่าตุ๋นยาจีน ที่ข้านำสมุนไพรอย่างเก๋ากี้และฮ่วยซัวมาตุ๋นรวมกันจนเนื้อไก่นุ่มเปื่อยทำให้น้ำซุปมีรสชาติกลมกล่อมชุ่มคอ จานนี้คือ ไก่ป่าผัดฮวาเจียว มีรสชาติเผ็ดร้อนเล็กน้อยจากพริกและฮวาเจียวเข้ากันได้ดีกับเนื้อไก่ที่เหนียวนุ่ม และอีกจานคือ ไก่ป่าอบเกลือ ที่อบจนเนื้อไก่หอมกรุ่นและรสชาติซึมซับเข้าไปในเนื้ออย่างทั่วถึง"
เด็กน้อยทั้งสี่ตาเป็ประกายพร้อมกัน ราวกับท้องน้อยๆ ของพวกเขาร้องประสานเสียงโดยมิได้นัดหมาย ไป๋ชิงหยุนหัวเราะเบาๆ พลางกล่าว “เอาล่ะ...เชิญกินเถิด อย่าได้เกรงใจ”
เด็กน้อยทั้งสี่คนไม่รอช้า พากันหยิบช้อนและตะเกียบขึ้นมาตักอาหารกินอย่างเอร็ดอร่อย เหยาิกินอย่างมูมมาม ใบหน้าเปื้อนไปด้วยน้ำมันจากไก่ ส่วนซ่งอวี่นั้นกินอย่างน่ารัก ตะเกียบของเขายกเข้าปากอย่างระมัดระวัง ฟางลี่กินอย่างสงบนิ่ง แต่ก็ตักอาหารเข้าปากอย่างต่อเนื่องไม่หยุด
ส่วนเซินหลางเหอกินอย่างสำรวม สายตาเขาแอบเหลือบมองท่าทางอันสง่างามของไป๋ชิงหยุนเป็ระยะ ทุกอากัปกิริยาของชายชรา แม้เพียงการยกตะเกียบหรือการซดน้ำซุป ก็ยังแฝงความสงบมั่นคงดุจผู้ฝึกตน
ในยามนั้น เด็กน้อยสี่คนกับชายชราผู้หนึ่ง ต่างลิ้มรสอาหารอย่างเอร็ดอร่อย หัวใจอบอุ่นดุจอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ความผูกพันอันแน่นแฟ้นที่ยังมิได้เอ่ยวาจา ได้ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงันในมื้อเที่ยงอันเรียบง่ายนั้นเอง
...
เวลาล่วงไปครู่ใหญ่ สำรับอาหารบนโต๊ะค่อยๆ ลดน้อยลงจนเหลือเพียงถ้วยน้ำแกงที่ยังมีน้ำซุปขุ่นข้นอยู่นิดหน่อย เด็กน้อยทั้งสี่ต่างอิ่มหนำสำราญจนใบหน้าแดงปลั่ง เซินหลางเหอเอนกายลงเล็กน้อย ลูบท้องของตนพร้อมนึกในใจด้วยความพึงพอใจ
“อาหารที่ปรุงจากสมุนไพร...กลับหอมกรุ่นและอร่อยถึงเพียงนี้ ไม่เสียแรงที่ได้ลิ้มรส”
ฟางลี่และเหยาิที่นั่งตรงข้าม ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำมันเล็กน้อยจากการกินอย่างมูมมาม เเต่กลับแลดูน่าเอ็นดูนัก ซ่งอวี่แม้จะพยายามสงวนท่าที หากแววตากลับไม่อาจปิดบังความปรารถนาถ้วยน้ำแกงที่เหลืออยู่ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความลังเลใจ
ในที่สุด เขาก็สูดลมหายใจลึก คล้ายตัดสินใจได้ พลันลุกขึ้นยืนอย่างเก้อเขิน ชี้ไปยังถ้วยน้ำแกงนั้นก่อนเอ่ยเสียงเบา
“ท่าน…ท่านปู่ไป๋…น้ำแกงที่เหลือนี้ ข้าขอได้หรือไม่?”
ไป๋ชิงหยุนชายชราซึ่งนั่งทอดสายตาออกไปยังสวนสมุนไพรเื้ั ค่อยๆหันกลับมามองซ่งอวี่ ดวงตาลึกล้ำสงบนิ่งของเขาราวกับสามารถมองทะลุความคิดของเด็กน้อยได้ในพริบตาเดียว
“เ้าจะนำกลับไปให้บิดาเ้าใช่หรือไม่?”
คำถามนั้นทำให้ซ่งอวี่สะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าขึ้นสีคล้ายถูกเปิดโปงความลับ เขาก้มหน้าลง พลางพยักหน้าเบาๆ อย่างจำนน
ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ แต่แฝงแววห่วงใยที่ยากจะปิดบัง
“บิดาของเ้า...ครั้งนี้ไปเจอสิ่งใดมาอีกเล่า?”
ซ่งอวี่เม้มปากแน่น ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบเสียงแ่ราวกับกลัวว่าคำพูดจะปลิวหายไปกับสายลม
“ห้าวันก่อน บิดาข้าเข้าไปหาของป่าที่อีกฟากของหุบเขา... เขาถูก บุปผามรณะ กัดเข้าที่ขา พิษของมันร้ายแรงนัก บัดนี้นอนซมมิอาจลุกจากเตียงได้ อาหารที่เก็บไว้ก็หมดสิ้น ต้องอาศัยข้าวเพื่อนบ้านประทังมาหลายวัน ข้าจึงอยากขอท่านปู่ไป๋ โปรดเมตตาอีกครั้ง...”
คำพูดนั้นทำให้เซินหลางเหอใจสะท้าน“เช่นนั้นเื่ราวแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วหรือ?” เขามองเหตุการณ์เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ไป๋ชิงหยุนเมื่อได้ฟังเพียงเล็กน้อย กลับมิได้แสดงสีหน้าอันใด เพียงเบือนหน้าเล็กน้อย ก่อนค่อยๆ ดึงก้านไม้สีซีดออกมาจากแขนเสื้อ กิ่งไม้นั้นดูธรรมดา หากกลับแฝงกลิ่นหอมเย็นบางเบา ทำให้ทุกคนพลันรู้สึกสงบใจ
เขานำกิ่งไม้มาคาบไว้ริมฝีปาก สองนิ้วประสานพลังปราณ ดึงเอาธาตุไฟและลมจากอากาศรอบตัว มวลพลังรวมตัวที่ปลายกิ่งในชั่วพริบตา แสงสีส้มแดงวาบขึ้น เปลวไฟสีฟ้าอ่อนพลันโหมลุก โชยควันขาวกลิ่นหอมอันน่าพิศวง ทุกผู้คนในที่นั้นพลันรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาโดยมิทราบสาเหตุ
ชายชราเอาก้านไม้ออกจากปาก กล่าวเสียงเรียบแต่ฟังชัด
“เหตุใดจึงมิรีบบอกข้าให้เร็วกว่านี้?”
ซ่งอวี่เงยหน้ามองด้วยความตระหนก ก่อนรีบก้มลงอีกครั้ง เสียงของเขาสั่นเล็กน้อย
“ขะ...ข้าไม่อยากรบกวนท่านอีกแล้ว เรารบกวนท่านมามากนัก...”
ไป๋ชิงหยุนยกกิ่งไม้มาคาบไว้ใหม่ สูดควันเข้าแล้วเป่าพ่นออกเป็วงกลมลอยฟุ้งขึ้นสู่ท้องฟ้า ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดันขึ้นเล็กน้อย
“เหลวไหล! ความเป็ความตายของบิดา เ้ายังมัวมาคิดเล็กคิดน้อยถึงเพียงนี้หรือ? บิดาเ้าก็ช่างดื้อรั้น รู้ทั้งรู้ว่าป่าแห่งนั้นมีภัยร้าย ยังฝืนเข้าไปอีก!”
เสียงของเขาดังกังวาน ทว่าแฝงด้วยความห่วงใยลึกซึ้ง ซ่งอวี่ก้มหน้านิ่งไร้คำตอบ บรรยากาศรอบโต๊ะพลันเงียบงัน เซินหลางเหอเห็นดังนั้น ใจพลันร้อนรน เกรงว่าท่านปู่ไป๋ผู้นี้จะปฏิเสธการช่วยเหลือ
เขาจึงรีบลุกขึ้น ยกมือคารวะนอบน้อม กล่าวเสียงหนักแน่น
“ท่านผู้าุโ ได้โปรดเมตตาซ่งอวี่และบิดาของเขาด้วยเถิดขอรับ”
“ข้าเองก็เคยสูญเสียครอบครัวไป จึงเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่ต้องทนทุกข์อยู่บนความหวาดกลัวเป็อย่างดี ขอท่านผู้าุโได้โปรดเมตตาเถิดขอรับ หากท่านให้ความช่วยเหลือแก่บิดาของสหายข้า ก็เท่ากับว่าท่านได้มอบความหวังให้แก่หัวใจดวงน้อยๆ ของพวกเรา ขอท่านโปรดให้ความเมตตาแก่เขาด้วยเถิด”
คำพูดนั้นสะท้อนความจริงใจ ทำให้ซ่งอวี่เงยหน้าขึ้นมองพี่ใหญ่ด้วยสายตาซาบซึ้ง น้ำตาคลอเบ้าไปแล้วครึ่งหนึ่ง
ไป๋ชิงหยุนเหลือบตามองเซินหลางเหอ แววตาลึกล้ำวูบหนึ่งฉายประกายประเมิน
“น่าสนใจ...น่าสนใจยิ่งนัก” เขาพึมพำเบาๆ ก่อนกวาดตามองเด็กทั้งสี่ “พวกเ้าเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน กลับสนิทสนมดุจพี่น้องร่วมสายโลหิต...นับว่าหาได้ยาก”
เขาสูดควันเข้าไปอีกครั้งก่อนจะปล่อยออกมาช้าๆ “ตกลง น้ำแกงที่เหลือข้ายกให้เ้า และหลังเก็บสำรับแล้ว เราจะไปหาบิดาของเ้ากัน”
ซ่งอวี่เงยหน้าด้วยดวงตาเปล่งประกาย ดีใจจนน้ำตาคลอ เขาคุกเข่าลงหมายจะกราบ แต่ไป๋ชิงหยุนกลับยื่นมือมาห้าม
“ฟังให้ดี มนุษย์อย่าได้คุกเข่าต่อผู้ใดโดยง่าย ยามที่เ้าก้มหัว ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนว่า ผู้อยู่เบื้องหน้าเ้านั้น สมควรหรือไม่!”
คำพูดนั้นหนักแน่นเสียดแทงหัวใจ ซ่งอวี่สะท้านไปทั้งกาย รีบลุกขึ้น ประสานมือกล่าวขอบคุณเสียงสั่นเครือ
“ขอบคุณขอรับท่านปู่ไป๋! ขอบคุณขอรับ!”
ไป๋ชิงหยุนเป่าควันออกพลางทอดสายตามองท้องฟ้า สีหน้าเปี่ยมด้วยความเคร่งขรึม
“ไปเถิด... จัดการเก็บสำรับเสีย”
ซ่งอวี่ก้มศีรษะรับคำ กลับไปจัดเก็บอาหารด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขาหันไปมองเซินหลางเหออีกครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“ขอบคุณพี่ใหญ่...”
เซินหลางเหอเพียงยิ้มบาง
“ฮ่าๆ มิจำเป็ต้องมากพิธี พวกเราล้วนเป็พี่น้อง ย่อมต้องคอยเกื้อกูลกัน”
ซ่งอวี่ยิ่งตื้นตันใจ น้ำตาแทบจะไหลออกมา เขาเพียงพยักหน้าหนักแน่น ก่อนตั้งใจเก็บสำรับอย่างเงียบงัน
ในยามนั้น แม้เพียงเื่เล็กน้อยในมื้ออาหารธรรมดา หากกลับส่องประกายเป็บทพิสูจน์แห่งมิตรภาพ ความห่วงใย และความเมตตาที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นท่ามกลางหุบเขาเงียบสงัดแห่งนี้