การจากลาใกล้เข้ามาทุกที หลงเฟยรู้ดีว่านี่คือโอกาสสุดท้ายก่อนที่เขาจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงและเริ่มต้นเส้นทางแห่งการแก้แค้น เขาเริ่มเก็บงำสิ่งของส่วนตัวที่จำเป็และวางแผนเส้นทางการหลบหนีอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาวางแผนการเดินทาง เส้นทางลัด จุดซ่อนตัว และเตรียมเสบียงให้เพียงพอต่อการเดินทางไกล เขาต้องออกจากค่ายทหารของเว่ยอู๋จี๋อย่างเงียบเชียบที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดความสงสัย และที่สำคัญ เขาจะต้องไม่ถูกจับได้ก่อนที่จะลงมือทำสิ่งใด
ในระหว่างที่เขากำลังเตรียมการ เขาก็คิดถึง หลี่เหวิน สหายเพียงคนเดียวของเขาในกองทัพเป่ยหลิง หลี่เหวินคือมิตรแท้ที่บริสุทธิ์ใจ ที่ไม่เคยมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ หรือตั้งคำถามถึงที่มาที่ไปของเขา หลี่เหวินเป็คนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีเพื่อนร่วมโลกอย่างแท้จริง แต่เขาก็เป็บุตรชายของขุนนางเป่ยหลิง และภักดีต่อเว่ยอู๋จี๋อย่างที่สุด หลงเฟยรู้ดีว่าการจากไปของเขาจะทำให้หลี่เหวินต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก อาจถูกตราหน้าว่าเป็ผู้สมรู้ร่วมคิด และอาจจะกลายเป็ศัตรูกันในภายภาคหน้า ความคิดนี้ทำให้หัวใจของหลงเฟยปวดร้าวอย่างแสนสาหัส แต่ความแค้นที่สั่งสมรวมถึงดวงิญญาผู้ที่ต้องสังเวยไปนั้นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด และนี่คือราคาที่เขาต้องจ่าย
"หลงเฟย วันนี้เ้าดูใจลอยนะ" หลี่เหวินเอ่ยขึ้นขณะที่พวกเขากำลังลับคมดาบอยู่ด้วยกันในลานฝึกยามเย็น แสงสุดท้ายของวันสาดส่องลงมาต้องคมดาบที่วาววับ "มีเื่อะไรไม่สบายใจหรือเปล่า? หรือว่าท่านแม่ทัพมอบหมายภารกิจที่ยากลำบากให้เ้าอีกแล้ว?" หลี่เหวินถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยและรอยยิ้มที่เป็มิตร หลงเฟยเงยหน้าขึ้นมองหลี่เหวิน ดวงตาของเขาฉายแววบางอย่างที่หลี่เหวินไม่คุ้นเคย เป็แววตาที่เต็มไปด้วยความเ็ป การตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว และความเศร้าสร้อยที่หลี่เหวินไม่อาจเข้าใจได้ "ข้ากำลังคิดถึงอนาคตของเรา หลี่เหวิน" หลงเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง "เส้นทางที่เราเลือกเดิน อาจจะพาเราไปพบกับสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิด และอาจจะทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้น"
หลี่เหวินหัวเราะเบาๆ ด้วยความไม่เข้าใจ "ฮ่าฮ่า เ้าก็พูดจาแปลกๆ นะ หลงเฟย พวกเราก็เป็นักรบ ย่อมต้องเดินตามเส้นทางที่ได้รับมอบหมายอยู่แล้ว และเส้นทางของเราคือการรับใช้แคว้นเป่ยหลิงและท่านแม่ทัพเว่ยอู๋จี๋มิใช่หรือ?" หลงเฟยไม่ได้โต้แย้ง เขายิ้มบางๆ ให้หลี่เหวิน เป็รอยยิ้มที่หลี่เหวินไม่สามารถรู้ได้เลยว่ามันคือการบอกลาครั้งสุดท้าย การบอกลาที่ไม่สามารถเอ่ยออกมาเป็คำพูดได้ เพราะหากเอ่ยออกไป มิตรภาพของพวกเขาอาจจะจบลงในทันที เขาเพียงแต่หวังว่าในอนาคต หากโชคชะตาเล่นตลกให้พวกเขาต้องเผชิญหน้ากัน หลี่เหวินจะเข้าใจเหตุผลในการกระทำของเขา
ในคืนเดียวกันนั้น ขณะที่หลงเฟยกำลังตรวจสอบแผนที่เส้นทางการหลบหนีอีกครั้ง และทบทวนข้อมูลที่เขารวบรวมมาเกี่ยวกับการโจมตีเจียงหนาน เขาก็สังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ ในบันทึก "บันทึกการพิชิตแว่นแคว้น" ที่เขาได้อ่านไปก่อนหน้านี้ บันทึกระบุถึงฉายาของแม่ทัพผู้บัญชาการทัพในครั้งนั้นว่า "ขุนพลโลหิตทมิฬ" (黑血将军) ซึ่งเป็ฉายาที่มอบให้แก่แม่ทัพผู้ไม่เคยปรานีต่อศัตรู และไม่เคยทิ้งชีวิตใดๆ ไว้เื้ัในสมรภูมิที่เขาพิชิต
จู่ๆ สมองของหลงเฟยก็แล่นวาบไปถึงเหตุการณ์เมื่อหลายปีก่อน ที่เขาได้ยินเสียงทหารในค่ายกระซิบกระซาบกันถึงความโเี้ของ แม่ทัพเว่ยอู๋จี๋ ที่เคยนำทัพเข้าทำลายเมืองศัตรูอย่างราบคาบ และได้รับฉายาว่า "ขุนพลโลหิตทมิฬ" เช่นเดียวกัน
ทุกชิ้นส่วนของปริศนาเชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ ความหวาดผวา ความเ็ป และความแค้นที่สั่งสมมาตลอดสิบห้าปีพลันะเิออก หลงเฟยทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดแรง ความจริงที่อยู่ตรงหน้าโหดร้ายยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้หลายเท่า เว่ยอู๋จี๋...บิดาบุญธรรมผู้เป็ที่เคารพรัก...คือผู้บัญชาการทัพที่นำการโจมตีและเผาทำลายเมืองเจียงหนานเมื่อหลายปีก่อน คือ ขุนพลโลหิตทมิฬ คนเดียวกับที่ฆ่าครอบครัวของเขา! ทุกสิ่งที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดชีวิตพังทลายลงในพริบตา
ในคืนที่ไร้ซึ่งจันทร์ ท้องฟ้ามืดมิดไร้ดวงดาว สายลมยามค่ำคืนพัดแรงจนส่งเสียงหวิวหวิวผ่านช่องกระโจม หลงเฟยในชุดคลุมสีดำสนิท ดุจเงาที่กลืนหายไปกับความมืดมิด ทิ้งตราตำแหน่งขุนพลแห่งเป่ยหลิงที่ประดับอยู่บนเสื้อเกราะไว้ในกระโจมของตนเอง พร้อมจดหมายสั้นๆ ถึงเว่ยอู๋จี๋ที่เขียนด้วยโลหิตของเขา : "บุญคุณเหลือคณาล้วนซาบซึ้ง แต่หนี้แค้นทั้งมวลล้วนต้องชำระ" เขาลอบออกจากค่ายทหารอย่างเงียบเชียบราวกับเงาที่หายไปในยามราตรี ไม่มีการหันหลังกลับ มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าสู่เส้นทางแห่งการแก้แค้นที่เขาได้เลือกแล้ว เขาก้าวผ่านรั้วค่ายไปอย่างลับๆ โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เื้ั
เขาโบกมืออำลาแคว้นเป่ยหลิง ซึ่งเคยเป็บ้านที่มอบชีวิตใหม่ให้เขา เป็สถานที่ที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นักรบผู้เกรียงไกร แต่บัดนี้กลับกลายเป็คุกที่กักขังิญญาและความจริงอันเ็ปเอาไว้ การเดินทางกลับสู่เจียงหนานที่รกร้างกำลังจะเริ่มต้นขึ้น พร้อมกับภารกิจอันยิ่งใหญ่ในการชุบชีวิตบ้านเกิด และประกาศากับบุรุษผู้ที่เคยเป็ดั่งบิดาของเขา แต่บัดนี้คือศัตรูอันดับหนึ่งที่เขาจะไม่มีวันให้อภัย เขาจะไม่หยุดจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย
แสงรุ่งอรุณเริ่มสาดส่องจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก แย้มยิ้มให้กับโลกราวกับเป็การเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ ยุคสมัยที่ัแห่งเจียงหนานกำลังจะตื่นขึ้นจากการหลับใหล และประกาศก้อง "คำรามเพลิงแค้นมรณะ" ให้สะท้านไปทั่วแผ่นดิน เตือนให้ทุกคนรู้ว่าความยุติธรรมจะต้องได้รับการชำระสะสาง ไม่ว่าต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม