ณ สนามบินประเทศไทย
และแล้ววันที่ผมต้องเดินทางกลับเมืองไทยก็มาถึงผมมาถึงเมืองไทยเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้เป็เวลาแปดโมงเช้าตามเวลาของประเทศไทยผมเดินไปยังร้านเช่ารถที่เปิดให้บริการอยู่แถวใกล้ ๆสนามบินนี้เพื่อเช่ายืมระหว่างอยู่ที่นี่
ครั้งนี้ผมตั้งใจจะอยู่เมืองไทยแค่สามวันเท่านั้น ผมตั้งใจจะกลับออสเตรเลียในอีกหนึ่งวันหลังจากที่เสร็จงานศพของขุนเขาแล้ว
ตู๊ดดดด ตู๊ดดดดด
หลังจากที่ผมได้ทำสัญญาเช่ายืมรถยนต์กับทางร้านเสร็จแล้วและได้ซื้อซิมใหม่เรียบร้อยผมจึงได้ต่อสายหาคุณตามเบอร์ติดต่อที่มันเคยให้ไว้ก่อนมาที่นี่ทันทีผมถือสายรอไว้ได้ไม่นานคุณก็รับสาย
[สวัสดีครับ ไม่ทราบว่าโทรจากไหนครับ]คุณรับโทรศัพท์ด้วยเสียงที่สุภาพไม่เคยคิดเลยว่าเพื่อนคนนี้ของผมจะพูดสุภาพได้ขนาดนี้
“พูดสุภาพไม่สมกับที่เป็มึงเลยนะไอ้คุณ”ผมเอ่ยแซวออกไป ขณะที่มือซ้ายของผมกำลังวุ่นอยู่กับการคาดเบลท์
[เห้ย! นั้นมึงเหรอไอ้ฝุ่น]
“เออ กูเอง จะโทรบอกว่าถึงแล้วนะ”
[ให้กูไปรับไหม]
“ไม่ต้อง ๆ กูเช่ารถแล้วกูแค่จะโทรบอกมึงก่อนเฉย ๆ เผื่อมึงยังไม่ตื่น”เพราะผมตั้งใจว่าในสามวันนี้จะไปนอนกับคุณเพื่อความสะดวกในหลาย ๆ เื่
ถึงผมจะนอนกับคุณแต่เชื่อเถอะว่าจีกับมาร์คต้องลากกันมานอนที่ห้องของคุณด้วยแหง ๆเพราะแบบนี้ผมเลยเลือกนอนกับคุณเพราะขนาดห้องในคอนโดของคุณกว้างที่สุดในบรรดาเพื่อนๆ
[ตื่นแล้ว ๆ จะมาหากูที่คอนโดก่อนใช่ไหม]
“อืม เดี๋ยวเอาของไปเก็บที่คอนโดมึงก่อนตอนเย็นค่อยไปงานกัน”
พวกเราคุยกันเอาไว้คร่าว ๆ ว่าหลังจากที่ผมมาถึงพวกเราสี่คนจะไปงานศพของขุนเขาด้วยรถเพียงคันเดียวไม่ใช่เพราะพวกมันห่วงผมหรอกนะ พวกมันแค่ไม่อยากเสียเงินเติมน้ำมันรถก็เท่านั้นเอง
เพราะสถานที่จัดงานศพของขุนเขาอยู่ไกลออกไปจากตัวเมืองหลวงหลายสิบกิโลเห็นจีบอกว่าทางบ้านของขุนเขาอยากจัดงานแถวบ้านมากกว่า เนื่องจากญาติพี่น้องของขุนเขาอาศัยอยู่แถวนั้นเสียส่วนใหญ่
[โอเค ๆ แล้วกินอะไรมาหรือยังให้กูสั่งเผื่อมึงด้วยเลยไหม]
“เออ ๆ ฝากสั่งเผื่อด้วยก็แล้วกันคิดถึงอาหารไทยมาก”
[ก็ไม่ยอมกลับมาเองนี่หว่า]มันก็จริงอย่างที่คุณบอก นี่ถือเป็ครั้งแรกหลังจากที่ผมตัดสินใจย้ายไปอยู่ต่างประเทศถาวรผมก็ไม่ได้กลับมาที่เมืองไทยอีกเลย
“เออหน่า อย่าพึ่งบ่นเดี๋ยวเจอกันกูขับรถก่อน”
[อืม ขับรถดี ๆ อย่าไปจิ้มตูดรถใครเข้าล่ะ]ถึงผมจะไม่ได้ขับรถที่เมืองไทยมานาน แต่คิดว่าก็น่าจะขับได้อยู่นะ อย่างน้อยพวงมาลัยรถของที่นี่กับออสเตรเลียก็อยู่ฝั่งเดียวกันอะนะ
“จะพยายามก็แล้วกัน บ๊าย”หลังจากที่ผมคุยกับคุณเสร็จก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังคอนโดของคุณทันที
19.12 น.
ตอนนี้ผมอยู่ที่งานศพของขุนเขาเรียบร้อยแล้วครั้งแรกผมกับเพื่อน ๆ ตั้งใจจะมารถคันเดียวกัน แต่ว่าเพื่อน ๆของผมดันติดธุระด่วนขึ้นมาเสียก่อนผมเลยต้องล่วงหน้ามาที่งานศพของขุนเขาเพียงคนเดียว
เมื่อผมก้าวเท้าเข้ามาในงานก็เจอเข้ากับพ่อแม่ของขุนเขาที่ผมเคยเจอเมื่อนานมาแล้วั้แ่สมัยที่ผมยังคบกับขุนเขาอยู่หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาตั้งนาน เมื่อกี้ตอนที่เจอกันหน้างานศพดูเหมือนพ่อแม่ของขุนเขาจะใมากที่เห็นผมมาร่วมงานศพในครั้งนี้ด้วย
ตอนที่ผมกับขุนเขาคบกันขุนเขาเคยพาผมมาทำความรู้จักกับครอบครัวของเขาด้วย แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าหลังจากที่เกิดเื่นั้นขึ้นมาขุนเขาได้บอกกับพ่อแม่ของตัวเองว่ายังไงบ้าง
เพราะเมื่อกี้ตอนที่เจอกันสายตาของพ่อแม่ขุนเขานั้นดูเศร้าและเสียใจมาก ๆ ที่พวกท่านเห็นผมพวกท่านทั้งสองก็ยังเข้ามาทักผมอย่างเอ็นดูเหมือนเดิมเหมือนตอนที่ผมและขุนเขาคบกัน
หลังจากที่ยืนคุยกับคุณพ่อคุณแม่ของขุนเขาได้สักพักแขกคนอื่นก็เริ่มทยอยกันมาร่วมงาน ผมเลยถือโอกาสปลีกตัวออกมาเพื่อที่จะไปไหว้ขอขมาศพของขุนเขา
ผมได้แต่ยืนมองรูปถ่ายหน้าโลงศพของขุนเขาอยู่อย่างนั้นรูปที่ใช้วางหน้าโลงศพของขุนเขาเป็ภาพในสมัยที่ขุนเขายังเรียนอยู่ในมหาลัยเดียวกันกับผมมันเป็ภาพที่ขุนเขากำลังยิ้มกว้างให้กับกล้องอย่างสดใส
แต่ผมรู้ดีว่า ขุนเขาในภาพนี้เขากำลังส่งยิ้มให้กับคนที่อยู่หลังกล้องต่างหากภาพนี้เป็ภาพที่ผมถ่ายให้ขุนเขาเอง ก่อนพวกเราสองคนจะตกลงคบกันได้ไม่นาน
ตอนนั้นมันดีมากจริง ๆ เป็่เวลาดี ๆที่ผมและเขาไม่ได้มีความทุกข์อย่างเช่นทุกวันนี้ ผมได้แต่ยืนมองภาพนั้นทั้งน้ำตาก่อนที่เื่ราวในอดีตต่าง ๆ จะเริ่มไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวของผมอีกครั้ง
“พี่ไต้ฝุ่น”