หลินเฉิงไม่เคยคิดว่าวันนี้จะมีอะไรผิดพลาด
ในบรรดาศิษย์สายนอกของตระกูลหลิน เขาไม่ใช่คนที่แข็งแกร่งที่สุด
แต่เป็คนที่กำลังถูกจับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง
อายุสิบแปด ร่างกายแข็งแรง ปราณก่อร่างขั้นสาม หมัดหนัก นิสัยดุดัน
และที่สำคัญ…
เชื่อฟังคนที่ควรเชื่อฟัง
นั่นทำให้หลินจงสนใจเขา
หลินจงไม่ใช่เพียงกรรมการประลองธรรมดา เขาเป็หนึ่งในผู้ดูแลศิษย์สายนอก มีสิทธิ์เสนอชื่อผู้มีแววเข้าสู่การพิจารณาของสายศิษย์ในได้ แม้สิทธิ์นั้นจะไม่ใช่คำตัดสินโดยตรง
แต่สำหรับศิษย์สายนอกจำนวนมาก มันแทบไม่ต่างจากบันไดขั้นแรกที่จะปีนขึ้นจากโคลนตม
และหลินเฉิงกำลังยืนอยู่ตรงบันไดนั้น
การประลองเดือนนี้จึงสำคัญกับเขา ไม่ใช่เพราะคู่ต่อสู้แข็งแกร่ง แต่เพราะมันควรเป็การแสดงผลงานที่ง่ายที่สุด
คู่ต่อสู้ของเขาคือหลินอวี่ คนที่เขาเคยซัดจนสลบมาแล้วเมื่อเดือนก่อน คนที่ทั้งตระกูลรู้ว่าไร้พร์ คนที่แม้แต่การขึ้นลานประลองก็ยังเหมือนถูกลากขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นหัวเราะ
หลินเฉิงจึงมั่นใจ มากเสียจนก่อนเริ่ม เขาไม่ได้คิดว่าจะชนะอย่างไร แต่คิดว่าจะชนะให้ดูดีแค่ไหน
หมัดเดียว ล้มลงกับพื้น ฝุ่นฟุ้ง คนดูหัวเราะ หลินจงพยักหน้า จากนั้นชื่อของเขาจะถูกเสนอขึ้นไป
ทุกอย่างควรเป็เช่นนั้น… มันควรจะง่าย
ง่ายเสียจนเขารู้สึกเบื่อด้วยซ้ำ
จนกระทั่ง—
ตุบ!
ใบหน้าของหลินเฉิงเกือบกระแทกพื้น ฝุ่นเข้าจมูก แขนทั้งสองยันพื้นไว้ทันอย่างน่าอับอาย เสียงหัวเราะที่เขาคาดว่าจะเกิดขึ้นหลังหลินอวี่ล้ม กลับไม่มี
มีแต่ความเงียบ ความเงียบที่ทำให้เืในหูเขาเดือดขึ้นทันที
เขาเงยหน้าขึ้น สิ่งแรกที่เห็นคือชายเสื้อสีขาวซีดของหลินอวี่ อีกฝ่ายยังยืนอยู่
นิ่ง
สงบ
เหมือนไม่ได้ทำอะไรเลย
เหมือนเหตุการณ์เมื่อครู่เป็เื่ธรรมดา หลินเฉิงรู้สึกเหมือนมีใครเอาฝ่ามือตบหน้าเขาต่อหน้าคนทั้งลาน
ไม่ใช่ตบด้วยแรง แต่ตบด้วยความเงียบ
ด้วยสายตา ด้วยความจริงที่ว่าเขาล้มลงเอง
เขากัดฟันแน่น
ไม่ใช่
เมื่อครู่ข้าแค่พลาด
พื้นมันร่วน
หมอนั่นไม่ได้ทำอะไร
ข้าไม่ได้แพ้
หลินเฉิงดันตัวลุกขึ้นทันที ฝุ่นติดอยู่บนแก้มและอกเสื้อ ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความมั่นใจ เริ่มบิดเบี้ยวด้วยความอับอาย
“ข้ายังไม่แพ้!”
เสียงของเขาดังขึ้นกลางลาน คนดูเริ่มกระซิบ ตามกฎของลานประลอง ผู้ใดล้มก่อนถือว่าแพ้ นั่นคือกฎที่ทุกคนรู้ และเมื่อครู่หลินเฉิงล้ม ต่อให้ไม่มีใครเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ผลลัพธ์ก็ควรชัดเจน แต่หลินเฉิงไม่ยอมรับ
เขายอมไม่ได้ เพราะหากวันนี้เขาแพ้ให้หลินอวี่จริง ๆ ไม่เพียงเสียหน้า ไม่เพียงถูกหัวเราะ แต่โอกาสที่หลินจงกำลังมอบให้เขา อาจหายไปทันที
สายตาของหลินเฉิงหันไปหาหลินจง มีความคาดหวังซ่อนอยู่ในนั้น
หลินจงยืนอยู่ด้านข้างลาน ใบหน้าเรียบเฉย แต่แววตาเคลื่อนไหวเล็กน้อย เขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
เห็นหลินเฉิงพุ่งเข้าไป
เห็นหลินอวี่ขยับเพียงเล็กน้อย
เห็นหลินเฉิงล้ม
ถ้าตัดสินตามกฎ หลินเฉิงแพ้แล้ว
แต่…
หลินจงเหลือบมองพื้นลานประลอง บริเวณที่หลินเฉิงเหยียบมีฝุ่นร่วนจริง พื้นจุดนั้นไม่เรียบเท่าจุดอื่น แม้โดยปกติจะไม่ใช่เหตุผลพอให้ยกเลิกผลการประลอง
แต่ถ้า้าหาเหตุผล…
ก็ยังพอหาได้
หลินจงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“เมื่อครู่ พื้นบริเวณนั้นอาจไม่สมบูรณ์”
เสียงซุบซิบดังขึ้นทันที
หลินเฉิงเหมือนได้เชือกช่วยชีวิต
“ใช่! พื้นมันลื่น!” เขาชี้ลงไปที่พื้น
“ข้าไม่ได้ถูกมันทำให้ล้ม ข้าล้มเพราะสนาม!”
คนดูหลายคนเริ่มพยักหน้า
ความจริงแล้ว พวกเขาไม่ได้สนใจความยุติธรรมมากนัก พวกเขาแค่อยากดูหลินอวี่ถูกซัด และภาพเมื่อครู่ยังไม่เพียงพอสำหรับความสนุกของพวกเขา
“แข่งใหม่!” เสียงหนึ่งะโขึ้น
“ใช่ แข่งใหม่!”
“เมื่อกี้มันบังเอิญ!”
“หลินเฉิงยังไม่ได้ออกหมัดจริง ๆ เลย!”
“ให้แข่งอีกครั้ง!”
เสียงเชียร์เริ่มดังขึ้นเป็ระลอก จากหนึ่งเป็สิบ จากสิบเป็ร้อย ลานประลองที่เคยเงียบกลับมาคึกคักอีกครั้ง
แต่คราวนี้ไม่ใช่เสียงหัวเราะ เป็เสียงเรียกร้องให้หลินอวี่ต้องขึ้นไปอยู่ใต้หมัดอีกครั้ง
อาเหยียนหน้าซีด เขายืนอยู่ด้านนอกวงคนดู มือทั้งสองกำแน่นจนเล็บจิกเข้าฝ่ามือ เขารู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง เมื่อครู่หลินเฉิงล้มแล้ว
ทุกคนเห็น เขาก็เห็น
แต่นอกจากเขา ไม่มีใครคิดจะพูดแทนหลินอวี่เลย
อาเหยียนขยับปาก อยากะโว่า “ไม่ยุติธรรม”
แต่เสียงไม่ออกมา เขาเป็เพียงคนรับใช้
เสียงของคนรับใช้ในลานประลองเบากว่าฝุ่นบนพื้นเสียอีก
เขามองหลินอวี่ หวังว่านายน้อยจะปฏิเสธ
หวังว่าอย่างน้อยหลินอวี่จะพูดอะไรสักอย่าง แต่หลินอวี่เพียงยืนอยู่ตรงนั้น
นิ่ง สงบ เหมือนคนที่เื่ทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวกับตน
หลินจงมองไปที่หลินอวี่
“หลินอวี่ เ้ามีข้อโต้แย้งหรือไม่”
หลินอวี่เงยหน้าขึ้น สายตากวาดผ่านหลินเฉิง ผ่านพื้น ผ่านคนดู ผ่านหลินจง ทุกอย่างเข้าสู่การคำนวณอีกครั้ง
ล้มครั้งแรกไม่พอ
เพราะคนดูไม่อยากเชื่อ
หลินจงมีเหตุผลพอจะช่วยเขา
กฎถูกบิดด้วยคำว่า พื้นไม่สมบูรณ์
ถ้าข้าโต้แย้งตอนนี้ จะเสียเวลา
ถ้าเถียงมากเกินไป จะถูกมองว่ากลัว
ถ้ายอมแข่งใหม่ และทำให้เขาล้มอีกครั้ง…
หลินอวี่มองหลินเฉิง
อีกฝ่ายกำลังโกรธ
หายใจแรงขึ้น
ไหล่ยกสูงกว่าเดิม
เท้ากดพื้นหนักกว่าเดิม
ความอับอายทำให้เขาอยากพิสูจน์ตัวเอง
หลินอวี่ถอนหายใจเบา ๆ
น่ารำคาญ
ร่างนี้ยังอ่อนแอ
เพียงแค่ยืนกลางแดดนานขึ้น ก็เริ่มรู้สึกถึงความล้าในกล้ามเนื้อ
เมื่อครู่เขาใช้การขยับเพียงเล็กน้อยก็จริง
แต่การคิด การอ่าน การดึงเหตุผลให้ทันจังหวะ ล้วนกินสมาธิมากกว่าที่คิด
และร่างนี้ยังรับภาระได้ไม่ดี
เหนื่อย
แต่ถ้าไม่จบให้ชัดเจน จะเหนื่อยกว่านี้
เขาจึงพยักหน้า
“ไม่มี”
อาเหยียนเบิกตากว้าง
“นายน้อย…”
หลินเฉิงหัวเราะออกมา
“ดี!”
เขาปัดฝุ่นบนเสื้อ
“คราวนี้ข้าจะไม่พลาดอีก”
หลินอวี่มองเขาเงียบ ๆ
ใช่
คราวนี้เ้าจะไม่พลาดแบบเดิม
ดังนั้นข้าต้องทำมากกว่าเดิม
เมื่อเห็นดังนั้น หลินจงกระตุกยิ้มมุมปาก ยกมือขึ้น
“เริ่มได้”
“เอาเลยหลินเฉิง!” เสียงคนดูดังขึ้นทันที
“ซัดมันให้กระเด็น!”
“คราวนี้อย่าเหยียบพื้นร่วนอีกล่ะ!”
เสียงหัวเราะดังตามมา หลินเฉิงยืนอยู่กลางลาน
คราวนี้เขาไม่พุ่งทันที เขากางขาออกเล็กน้อย ลดศูนย์ถ่วงลง ดวงตาจ้องหลินอวี่ไม่กะพริบ เขาจำได้แล้วว่าครั้งแรกตนเสียหลักเพราะพุ่งแรงเกินไป
ดังนั้นครั้งนี้เขาจะไม่ประมาท เขาจะเข้าใกล้ จับจังหวะ แล้วซัดให้จบ
หลินอวี่เห็นทุกอย่าง
ดีขึ้น
เรียนรู้จากความผิดพลาดได้
แต่ความอับอายยังอยู่
ความโกรธยังอยู่
และความ้าพิสูจน์ตัวเองสูงกว่าเดิม
[เริ่มวิเคราะห์เป้าหมาย]
หลินเฉิงขยับเท้าซ้ายก่อน
เบา ระวัง ไม่ใช่การพุ่งตรง
[รูปแบบการเข้าใกล้: ระวังตัวมากขึ้น]
หลินอวี่มองไหล่ขวา
ยังคงตึง
หมัดขวายังกำแน่นเกินจำเป็
[จุดเด่น: พลังหมัดสูง]
[จุดเสี่ยง: กล้ามเนื้อเกร็งจากอารมณ์]
หลินอวี่มองพื้น คราวนี้หลินเฉิงเลี่ยงจุดร่วน เลือกเหยียบพื้นแข็ง
พื้นใช้ซ้ำไม่ได้
ต้องเปลี่ยนเหตุ
เขาเปลี่ยนมามองลมหายใจ อกของหลินเฉิงขึ้นลงเร็วขึ้นเล็กน้อย ไม่มาก แต่พอเห็นได้
เขาพยายามควบคุมตัวเอง
ยิ่งพยายามควบคุม ความตึงยิ่งสะสม
หลินเฉิงก้าวเข้ามา
หนึ่งก้าว
สองก้าว
สามก้าว
ระยะลดลงเรื่อย ๆ เสียงรอบสนามเบาลงโดยไม่รู้ตัว ทุกคนรอดูหมัดนั้น หลินอวี่ค่อย ๆ ยกมือขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่ท่าป้องกันที่สมบูรณ์ เหมือนยกขึ้นเพราะี้เีมากกว่า
หลินเฉิงเห็นแล้วแค่นเสียง
“ท่าทางแบบนั้น เ้าคิดจะรับหมัดข้าหรือ?”
หลินอวี่ตอบเรียบ ๆ
“ไม่”
“เช่นนั้นเ้าจะทำอะไร”
หลินอวี่มองหมัดของเขา
“ข้ากำลังรอให้เ้าทำผิด”
หลินเฉิงกัดฟัน
[อารมณ์เป้าหมายถูกรบกวน]
[ความตึงกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น]
หลินอวี่พูดต่อ
“คราวก่อนเ้าพลาดเพราะรีบ”
“คราวนี้เ้าระวังตัว”
หลินเฉิงหรี่ตา
“แน่นอน”
“แต่น่าเสียดาย”
หลินอวี่ถอนหายใจเบา ๆ
“คนที่ระวังเกินไป มักช้ากว่าที่ตัวเองคิด”
ดวงตาหลินเฉิงกระตุก
[จังหวะหายใจเปลี่ยน]
[ความเป็ไปได้เปิดช่อง: 43%]
ยังไม่พอ
หลินอวี่ขยับเท้าขวาถอยเล็กน้อย เปิดช่องด้านซ้ายของตนเองจนเห็นได้อย่างชัดเจน
เหมือนพลาด เหมือนเชื้อเชิญ คนดูหลายคนหัวเราะ
“ดูสิ เปิดช่องแล้ว!”
“หลินเฉิง ซัดเลย!”
หลินเฉิงเห็นเช่นกัน ช่องนั้นชัดเกินไปจนเขารู้สึกว่ามันอาจเป็กับดัก
แต่เพราะมันชัด… และเพราะคนดูเห็น… และเพราะเขาเพิ่งถูกทำให้อับอาย…
เขาไม่สามารถปล่อยผ่านได้ ถ้าปล่อยผ่าน เขาจะเหมือนคนกลัวหลินอวี่
ถ้าเข้าโจมตี เขามีโอกาสปิดฉาก ความคิดทั้งสองชนกันในหัว เพียงเสี้ยวลมหายใจ
แต่หลินอวี่เห็น
ลังเล
[ความเป็ไปได้เปิดช่อง: 57%]
หลินอวี่พูดเบา ๆ
“เ้าเห็นช่องแล้ว”
หลินเฉิงไม่ตอบ
“คนรอบสนามก็เห็น”
นิ้วของหลินเฉิงกระตุก
“ถ้าเ้าไม่โจมตี…”
หลินอวี่เงยหน้าขึ้น
“พวกเขาจะคิดว่าเ้ากลัว”
เสียงคนดูเงียบลงวูบหนึ่ง เพราะทุกคนรู้สึกว่าประโยคนั้นแทงเข้าไปตรงกลางลานจริง ๆ
หลินเฉิงดวงตาแดงขึ้น
[ความเป็ไปได้เปิดช่อง: 73%]
เขาพุ่ง ไม่ใช่พุ่งมั่วแบบครั้งแรก ครั้งนี้เป็การเร่งระยะสั้น มั่นคงกว่าเดิม เร็วกว่าเดิมใน่ท้าย หมัดขวาไม่เหวี่ยงกว้าง แต่พุ่งตรงเข้าไปที่ลำตัวหลินอวี่
เป้าหมายไม่ใช่ใบหน้า แต่เป็กลางอก
หลินอวี่มองหมัดนั้น
ดี
เขาเปลี่ยนเป้าหมาย
แต่ยังใช้ขวา
ยังใช้แรงมาก
ยัง้าให้จบในครั้งเดียว
[ความเป็ไปได้เสียสมดุลเมื่อถูกเบี่ยงแรง: 81%]
หลินอวี่ไม่ได้หลบไกล เขาก้าวเข้าไป เพียงครึ่งก้าว การก้าวเข้าไปทำให้ระยะหมัดของหลินเฉิงผิด
หมัดที่ควรพุ่งสุดแรง ยังไม่ถึงจุดที่แรงสมบูรณ์ นี่คือ่ที่แรงกำลังสร้าง แต่ยังไม่มั่นคง
่ที่อันตรายที่สุดสำหรับคนโจมตี
หลินเฉิงเบิกตา เขาไม่คิดว่าหลินอวี่จะกล้าก้าวเข้ามา
หลินอวี่ยกฝ่ามือขึ้น ช้า แต่ตรงจังหวะ
ฝ่ามือแตะเข้าที่ลำตัวของหลินเฉิง ไม่ใช่การตบ ไม่ใช่การผลักเต็มแรง
เพียงแตะ
ตรงใต้ชายโครงเล็กน้อย จุดที่ลมหายใจกำลังติดขัดเพราะออกแรง จุดที่กล้ามเนื้อแกนกลางตึงเกินไป จุดที่แรงหมัดและแรงก้าวสวนกันพอดี
หลินอวี่พูดเบา ๆ
“เหตุผลเพียงพอแล้ว”
[ยืนยันตรรกะ]
แรงของหลินเฉิงสะดุด ลมหายใจขาด่ แกนตัวเสียสมดุล หมัดที่กำลังพุ่งออก กลับทำให้ไหล่ของเขาบิดตามแรงผิดทิศ ฝ่าเท้าหลังพยายามยันพื้น
แต่ช้าไปครึ่งจังหวะ
ร่างสูงใหญ่ของเขาถูกแรงของตัวเองดึงไถลไปด้านข้าง
“อึก!”
ครั้งนี้เขาไม่ได้แค่ล้ม เขาถูกลากไปกับพื้น ฝุ่นฟุ้งเป็ทางยาว ร่างของหลินเฉิงไถลออกไปเกือบสามก้าว ก่อนหยุดลงข้างขอบลาน
แขนข้างหนึ่งยันพื้น หน้าอกกระเพื่อมแรง ทั้งลานเงียบสนิท
ไม่มีใครหัวเราะ
ไม่มีใครเชียร์
ไม่มีใครพูดว่าเป็เพราะพื้นอีก
เพราะครั้งนี้…
ทุกคนเห็นชัด
หลินอวี่ก้าวเข้าไป
แตะฝ่ามือหนึ่งครั้ง
แล้วหลินเฉิงก็ล้ม
ไม่ใช่ลื่น
ไม่ใช่พื้นร่วน
ไม่ใช่บังเอิญ
แต่เป็สิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าทุกคนอย่างชัดเจน
อาเหยียนยืนตะลึง
เขาไม่เข้าใจว่านายน้อยทำได้ยังไง แต่ครั้งนี้เขาแน่ใจอย่างหนึ่ง
นายน้อยไม่ได้โชคดี
หลินจงเองก็เงียบไป มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกำแน่นขึ้นเล็กน้อย เขามองหลินอวี่ด้วยสายตาที่ต่างจากเดิม ก่อนหน้านี้เขาเห็นเพียงเด็กอ่อนแอคนหนึ่ง
แต่ตอนนี้…
เขาไม่แน่ใจแล้ว
หลินเฉิงเงยหน้าขึ้น สีหน้าเต็มไปด้วยความว่างเปล่า เหมือนสมองยังตามผลลัพธ์ไม่ทัน
หลินอวี่ลดมือลง สีหน้าสงบเหมือนเดิม ลมหายใจของเขาหนักขึ้นเล็กน้อย
มีเพียงตัวเขาที่รู้ ว่าร่างนี้กำลังเหนื่อยแค่ไหน
การก้าวเข้าไปครึ่งก้าวเมื่อครู่ ใช้แรงมากกว่าที่ควร
การรักษาจังหวะหายใจ ใช้สมาธิมากกว่าที่คิด
และการบังคับเหตุผลกับคนจริง ๆ
เหนื่อยกว่าทำโต๊ะพังหลายเท่า
ร่างนี้ยังใช้ไม่ได้ ต้องรีบพัฒนา
ไม่เช่นนั้น ครั้งหน้าข้าอาจคิดทัน แต่ร่างกายทำไม่ทัน
เสียงหนึ่งจากรอบสนามดังขึ้น
“เ้า…”
เป็ศิษย์คนหนึ่งที่ยืนอยู่แถวหน้า เขาชี้หลินอวี่ด้วยนิ้วสั่น ๆ
“เ้าทำได้อย่างไร”
คำถามนั้นเหมือนปลดผนึกความเงียบ คนรอบสนามเริ่มซุบซิบ
“ใช่ เมื่อกี้มันคืออะไร?”
“เขาใช้วิชา?”
“แต่ไม่มีปราณเลยนะ!”
“หรือหลินเฉิงพลาดเองอีก?”
“พลาดสองครั้งได้อย่างไร!”
เสียงเริ่มดังขึ้น หลินอวี่มองคนเ่าั้
มองความตกตะลึง
มองความไม่เข้าใจ
มองความกลัวเล็ก ๆ ที่เพิ่งเริ่มก่อตัว
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง จากนั้นตอบเสียงเรียบ
“ข้าไม่ได้เก่ง”
รอบสนามค่อย ๆ เงียบลง หลินอวี่ก้มมองหลินเฉิง แล้วพูดต่อ
“ข้าแค่มีเหตุผล”
ประโยคนั้นไม่ดัง แต่กลับชัดเจนอย่างประหลาด
เหมือนเสียงหนึ่งตกลงกลางลาน แล้วกระจายออกไปในหัวของทุกคน
ข้าแค่มีเหตุผล
ไม่มีใครรู้ว่าควรหัวเราะหรือควรมีความรู้สึกอย่างไร
‘มีเหตุผลบ้านเอ็งทำให้คนล้มได้น่ะสิ’ นี่คือเสียงในใจของทุกคน แต่ไม่มีใครกล้าะโออกมา
เพราะหากนี่คือเื่ตลก…
หลินเฉิงคงไม่ได้นอนอยู่บนพื้น
บนขอบลานอีกด้านหนึ่ง ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนมองเหตุการณ์ั้แ่ต้นจนจบ
เขาสวมชุดฝึกสีขาวขอบเงิน รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาคมนิ่ง ต่างจากศิษย์คนอื่นที่ตื่นใ เขาไม่ได้หัวเราะ ไม่ได้โวยวาย และไม่ได้รีบสรุป
เขาเพียงมองหลินอวี่ มองท่าก้าว มองจังหวะฝ่ามือ มองตำแหน่งที่หลินเฉิงเสียสมดุล
มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นเล็กน้อย
“เหตุผลหรือ…” เขาพึมพำเบา ๆ
คนข้าง ๆ ได้ยินก็รีบลดเสียงลง
“ศิษย์พี่หลินเยว่ ท่านหมายความว่าอย่างไร”
หลินเยว่ไม่ตอบทันที สายตายังคงจับอยู่ที่หลินอวี่
“น่าสนใจ” เขาก้าวออกจากกลุ่มคนดูช้า ๆ
เสียงซุบซิบเริ่มเปลี่ยนทิศ
“หลินเยว่?”
“ศิษย์สายในหลินเยว่?”
“เขาออกมาทำไม”
หลินอวี่หันไปมอง ทันทีที่เห็นอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกได้ว่าอากาศรอบลานเปลี่ยนไปเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะพลังปราณรุนแรง แต่เพราะคนผู้นี้สงบนิ่งเกินไป
ไม่เหมือนหลินเฉิง ไม่ใช่คนที่ใช้ความโกรธผลักตัวเองไปข้างหน้า ไม่ใช่คนที่ถูกเสียงคนดูจูงง่าย ๆ
หลินเยว่เดินเข้ามาใกล้ขอบลาน สายตาของเขาสงบ แต่แหลมคม
“หลินอวี่” เขาเอ่ยชื่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“เมื่อครู่ เ้าไม่ได้ใช้แรงมาก”
หลินอวี่ไม่ตอบ หลินเยว่ยิ้มบาง ๆ
“ไม่ได้ใช้ปราณมาก”
หลินอวี่ยังคงนิ่ง มองดูหลินเยว่ที่เดินเข้ามาใกล้ขึ้น
“แต่ทำให้หลินเฉิงล้มได้สองครั้ง”
หลินเยว่หยุดเดิน ระยะห่างระหว่างทั้งสองยังมีผู้คนกั้นอยู่ แต่สายตาของเขาเหมือนมาถึงตรงหน้าหลินอวี่แล้ว
“ข้าอยากรู้ว่าเหตุผลของเ้า…” เขายิ้มลึกขึ้นเล็กน้อย
“ใช้กับข้าได้หรือไม่”
ลานประลองที่เพิ่งเริ่มมีเสียงกระซิบ เงียบลงอีกครั้ง
หลินอวี่มองเขา เงียบไปหนึ่งลมหายใจ จากนั้นถอนหายใจเบา ๆ
น่ารำคาญ
เพิ่งจบไปหนึ่งเื่ ก็มีอีกเื่เดินมาเอง
เสียงระบบในหัวดังขึ้นอย่างราบเรียบ
[ตรวจพบเป้าหมายใหม่]
[ระดับความซับซ้อนสูงขึ้น]
หลินอวี่หลุบตาลงเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นใหม่
“ถ้าเ้า้าถามเหตุผล” เขากล่าวเสียงเรียบ
“รอให้ข้าพักหายใจก่อนได้หรือไม่”
หลินเยว่ฟังคำตอบนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ
เสียงหัวเราะนั้นไม่ดัง แต่ทำให้บรรยากาศรอบลานยิ่งประหลาดขึ้น
เพราะทุกคนรู้สึกได้ว่า—
เื่สนุกเพิ่งจะเริ่มเท่านั้น