ฝุ่นควันสีเทาหม่นและละอองหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่ฟุ้งกระจายจากการพังทลายของซุ้มประตูศิลาขนาดั์ ค่อยๆ ปลิวสลายจางหายไปตามกระแสลมหนาวเหน็บที่พัดผ่านลานกว้างของสำนักกระบี่ไร้นาม ภาพที่ปรากฏเื้ัม่านฝุ่นและละอองน้ำแข็งนั้น คือขุมนรกบนดินที่ไม่อาจหาคำบรรยายใดมาเปรียบเปรยได้อย่างแท้จริง ร่างของศิษย์สำนักสายนอกและสายในนับร้อยชีวิตที่โชคร้าย ยืนอยู่ในรัศมีการกวาดล้างของคลื่นกระบี่สีเืเมื่อครู่ ล้วนถูกสับตับและตัดแบ่งออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างน่าสยดสยอง เืสีแดงสดและอุ่นจัดไหลทะลักนองย้อมพื้นหิมะสีขาวที่เคยบริสุทธิ์ผุดผ่อง ให้กลายเป็พรมโลหิตที่ทอดยาวไปจนถึงใจกลางลานกว้าง กลิ่นคาวเืคละคลุ้งผสมผสานกับความหนาวเย็นของบรรยากาศยอดเขา สร้างความวิงเวียนและสะอิดสะเอียนให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตรอด เสียงครวญครางของบางคนที่ร่างขาดครึ่งแต่ยังไม่สิ้นใจในทันที ดังก้องกังวานไปทั่วลานศิลา บาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของผู้ฟังทุกคน
ท่ามกลางความพินาศและทะเลเืนั้น ร่างของเด็กหนุ่มในชุดเกราะอ่อนสีดำขลับ สวมทับด้วยเสื้อคลุมยาวที่ขาดวิ่นเล็กน้อย ก้าวเดินออกมาช้าๆ อย่างองอาจ หลินเฟยถือดาบโลหิตสีดำสนิทไว้ในมือขวา ปลายดาบชี้ลงสู่พื้นดิน หยดเืที่ไม่มีอยู่จริงและเศษหิมะที่ปลิวมากระทบล้วนถูกความร้อนแรงของเจตจำนงกระบี่ระเหยกลายเป็ไอ ั์ตาสีเืของเขากวาดมองกองทัพศิษย์สำนักนับหมื่นชีวิตและผู้าุโระดับแก่นแท้ทั้งยี่สิบคนที่กำลังยืนตัวสั่นงันงกด้วยความตกตะลึง แววตาของหลินเฟยปราศจากความเมตตาปรานีหรือความลังเลใดๆ มันมีความว่างเปล่าที่เยือกเย็นยิ่งกว่าพายุหิมะบนขุนเขาแห่งนี้ เป็สายตาของมัจจุราชที่กำลังทอดมองฝูงมดปลวกที่รอวันถูกเหยียบย่ำ
"มารร้าย... มันคือมารร้ายที่หลุดออกมาจากขุมนรกชัดๆ!" หนึ่งในผู้าุโคุมกฎระดับแก่นแท้ขั้นต้นที่ตั้งสติได้ก่อนใคระโลั่น แววตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด แต่ด้วยสัญชาตญาณของการเป็ผู้นำ เขาจำต้องพยายามเค้นเสียงเพื่อปลุกขวัญกำลังใจที่แตกกระเจิงของเหล่าศิษย์ "อย่าไปกลัวมัน! คลื่นกระบี่เมื่อครู่มันต้องใช้พลังปราณไปมหาศาลแน่ๆ มันมีเพียงคนเดียว ส่วนพวกเรามีนับหมื่นชีวิต ผู้าุโทุกท่าน ประจำตำแหน่งคุมค่ายกลกระบี่! ศิษย์ทุกคน จงบุกเข้าไปสังหารมันเพื่อปกป้องเกียรติยศและศักดิ์ศรีของสำนักกระบี่ไร้นาม!"
สิ้นเสียงคำสั่งที่แฝงไปด้วยพลังปราณ ศิษย์สำนักกระบี่ไร้นามนับหมื่นชีวิตที่ถูกกระตุ้นด้วยความโกรธแค้น ความหวาดกลัวที่แปรเปลี่ยนเป็ความบ้าคลั่ง และความจงรักภักดีต่อสำนัก ก็ส่งเสียงร้องคำรามดังกึกก้องจนหุบเขาสั่นะเื พวกเขาชักกระบี่ประจำกายออกมาพร้อมกัน แสงสะท้อนจากคมกระบี่นับหมื่นเล่มสว่างจ้าบาดตาราวกับดวงดาวนับหมื่นดวงที่ตกลงมาสู่พื้นโลก คลื่นมนุษย์ในชุดขาวพุ่งทะยานเข้าหาหลินเฟยจากทุกทิศทางราวกับสึนามิแห่งความตายที่ถาโถม พลังปราณระดับรวบรวมลมปราณและสร้างฐานนับหมื่นสายผสานเข้าด้วยกัน สร้างแรงกดดันอันหนักอึ้งที่สามารถบดขยีู้เาทั้งลูกให้ราบเป็หน้ากลองได้ในพริบตา
หลินเฟยมองดูคลื่นมนุษย์ที่กำลังถาโถมเข้ามาด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก "เกียรติยศของสำนักงั้นรึ? เกียรติยศที่สร้างขึ้นจากการชักใยอยู่เื้ัความวุ่นวาย การจ้างวานให้ฆ่าล้างครอบครัวผู้อื่นเพื่อแย่งชิงสมบัติ... มันก็เป็ได้แค่เกียรติยศจอมปลอมที่เปื้อนเืคนบริสุทธิ์เท่านั้น!"
หลินเฟยไม่ได้ก้าวถอยหลังแม้แต่ครึ่งก้าว เขาปักดาบโลหิตสีดำในมือลงบนพื้นหินศิลาที่แตกร้าว โคจรพลังปราณระดับแก่นแท้ขั้นต้นในจุดตันเถียนให้เดือดพล่าน ทะเลสาบโลหิตหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง พลังงานมหาศาลที่ถูกตีรั้งด้วยอัสนีบาต์ทมิฬะเิออก เจตจำนงกระบี่ขั้นที่สอง 'สะบั้นไร้ลักษณ์' ถูกขับเน้นจนถึงขีดสุดขอบเขตของมัน
"อาณาเขตสะบั้น์... เปิด!"
วินาทีที่หลินเฟยพนมมือทั้งสองข้างเข้าหากัน มิติรอบตัวของเขาในรัศมีห้าร้อยก้าวก็เกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรงและหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน พลังปราณสีทองแดงที่แฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและการทำลายล้างระดับาะเิออก มันไม่ได้ก่อตัวเป็เกราะป้องกันหรือคลื่นพลังงานที่หยาบกระด้าง แต่มันแปรสภาพกลายเป็เส้นด้ายกระบี่ที่โปร่งแสงและมองไม่เห็นด้วยตาเปล่านับแสนนับล้านเส้น เส้นด้ายเ่าั้ถักทอเข้าด้วยกันอย่างสลับซับซ้อน กลายเป็โครงข่ายมฤตยูรูปทรงกลมที่ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้
คลื่นศิษย์นับหมื่นที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูง เมื่อเข้าสู่รัศมีของอาณาเขตสะบั้น์ ต่างก็หยุดชะงักค้างอยู่กลางอากาศและบนพื้นดิน ราวกับแมลงตัวน้อยที่บินชนใยแมงมุมที่มองไม่เห็น พวกเขาไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง ไม่ทันได้ตระหนักถึงความตายที่มาเยือน ในเสี้ยววินาทีต่อมา โครงข่ายเส้นด้ายกระบี่นับล้านเส้นก็หดตัวและรัดแน่นเข้าหากันด้วยความเร็วแสง ร่างกายของศิษย์นับพันคนที่อยู่ในแนวหน้าสุด ไม่ว่าจะเป็ผู้ที่มีพลังปราณคุ้มกันหนาแน่นเพียงใด หรือสวมใส่ชุดเกราะเหล็กกล้า ล้วนถูกตัดแบ่งออกเป็ลูกบาศก์ขนาดเล็กเท่ากำปั้นอย่างสมบูรณ์แบบ ชุดสีขาว อาวุธประจำกาย และกระดูกที่แข็งแกร่ง ถูกเฉือนขาดอย่างไร้แรงต้านทานราวกับเต้าหู้ที่ถูกมีดคมกริบตัดผ่าน
พรวดดดดดด!
พายุเืสีแดงฉานพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศราวกับน้ำพุโลหิตขนาดมหึมา ก่อนจะตกลงมาเป็ห่าฝนสีแดงกลางลานกว้าง ร่างไร้ิญญาที่ถูกหั่นเป็ชิ้นๆ ร่วงหล่นลงมากองทับถมกันจนกลายเป็ูเาซากศพ เสียงกรีดร้องโหยหวนของศิษย์แนวหลังที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อได้เห็นเพื่อนร่วมสำนักและพี่น้องถูกสับเป็ชิ้นเนื้อต่อหน้าต่อตา ดังกึกก้องระงมไปทั่วทั้งยอดเขาหมอก์ ความบ้าคลั่งและความกล้าหาญเมื่อครู่มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสิ้นหวังและความหวาดกลัวที่เกาะกินลึกลงไปในจิติญญา พวกเขาพยายามจะหยุดฝีเท้าและหันหลังวิ่งหนีออกจากขุมนรกแห่งนี้ ทว่าอาณาเขตกระบี่ของหลินเฟยก็ยังคงขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่องอย่างไร้ความปรานี กลืนกินชีวิตศิษย์ไปอีกนับพันคนในเวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ
"บัดซบ! วิชามารของมันคืออะไรกันแน่! ทำไมค่ายกลป้องกันของพวกเราถึงต้านทานไม่ได้เลย! ถอยออกมา! ศิษย์ทุกคนถอยออกมาให้พ้นรัศมีเดี๋ยวนี้!" ผู้าุโคุมกฎระดับแก่นแท้ขั้นกลางะโสั่งการด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดไร้สีเื เขามองดูกองเืและซากศพนับพันด้วยความสะท้านไหวในจิติญญาอย่างที่ไม่ได้ััมานานนับร้อยปี "ผู้าุโทั้งสิบเก้าท่าน ประสานค่ายกล 'เหมันต์ผลาญิญญา' เร็วเข้า! เราไม่สามารถออมมือได้อีกต่อไป ต้องใช้ค่ายกลระดับสูงสุดของสำนักเพื่อบดขยี้ิญญาของมันให้แหลกสลาย!"
ผู้าุโระดับแก่นแท้ทั้งยี่สิบคนไม่รอช้า พวกเขาะโลอยตัวขึ้นไปในอากาศ ล้อมรอบอาณาเขตของหลินเฟยไว้เป็รูปวงกลมห่างออกไปหลายร้อยก้าว พวกเขากัดปลายลิ้นของตนเองอย่างแรง พ่นเืแก่นแท้สีแดงคล้ำลงบนใบกระบี่ ก่อนจะชี้กระบี่ทั้งหมดไปยังจุดศูนย์กลางที่หลินเฟยยืนอยู่ พลังปราณระดับแก่นแท้ยี่สิบสายที่อัดแน่นไปด้วยความเย็นเยียบของน้ำแข็ง์ พุ่งทะยานไปรวมตัวกันกลางอากาศเหนือลานกว้าง
อากาศบนยอดเขาหมอก์ที่หนาวเย็นอยู่แล้ว อุณหภูมิกลับลดฮวบลงอย่างฉับพลันจนถึงจุดเยือกแข็งที่แท้จริง เกล็ดหิมะสีดำสนิทที่เกิดจากการแปรสภาพของพลังิญญาธาตุน้ำแข็ง ร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า พลังปราณทั้งยี่สิบสายควบแน่นเข้าด้วยกัน กลายเป็กระบี่ั์น้ำแข็งสีดำขลับที่มีความยาวกว่าร้อยจั้ง ลอยตระหง่านอยู่เหนือศีรษะของหลินเฟย มันแผ่กลิ่นอายความตาย การทำลายล้าง และการแช่แข็งิญญาออกมาอย่างรุนแรงจนทำให้มิติรอบด้านเกิดรอยแตกร้าว นี่คือค่ายกลไม้ตายที่สำนักกระบี่ไร้นามเคยใช้สังหารยอดฝีมือระดับแก่นแท้ขั้นสูงสุดต่างสำนักมาแล้วในอดีต
"ตายซะ! ไอ้ปีศาจร้าย! จงกลายเป็ประติมากรรมน้ำแข็งคุกเข่าสำนึกบาปหน้าสำนักของพวกเราไปชั่วกัปชั่วกัลป์!" ผู้าุโทั้งยี่สิบคนคำรามพร้อมกันด้วยดวงตาที่แดงก่ำ พวกเขาใช้พลังเจตจำนงทั้งหมดบังคับให้กระบี่ั์น้ำแข็งสีดำทิ้งตัวลงมาฟาดฟันใส่ร่างของหลินเฟย ความเร็วและน้ำหนักอันมหาศาลของมันทำให้พื้นที่รอบๆ ยอดเขาเกิดรอยแตกลึก แผ่นดินสั่นะเืราวกับแผ่นดินไหวครั้งใหญ่
หลินเฟยค่อยๆ เงยหน้ามองกระบี่ั์น้ำแข็งทมิฬที่กำลังพุ่งทะยานลงมา เขาไม่เพียงแต่ไม่ถอยหนีหรือแสดงอาการตื่นตระหนก แต่กลับดึงดาบโลหิตสีดำขึ้นมาจากพื้นหิน ั์ตาสีเืของเขาทอประกายความเหยียดหยามและเ็าอย่างถึงที่สุด
"ค่ายกลของพวกขยะ... ที่ต้องพึ่งพาการรวมหัวกันของคนหมู่มาก ต่อให้มีกระบี่ั์เป็ร้อยเป็พันเล่ม ก็ไม่อาจเทียบได้กับคมดาบแห่งเจตจำนงที่แท้จริงของข้า!"
หลินเฟยกำด้ามกระบี่แน่นจนข้อขาว โคจรพลังแก่นแท้ที่ถูกตีรั้งด้วยอัสนีบาต์ ส่งผ่านเข้าสู่ชิ้นส่วนทั้งสามของศาสตราไร้ลักษณ์ที่หลอมรวมอยู่ในกระดูกสันหลัง ดาบโลหิตสีดำขยายตัวยาวขึ้น เปล่งแสงสีเืสว่างจ้าและแผ่รังสีการทำลายล้างที่รุนแรงจนบิดเบือนมิติรอบกาย เขาตวัดดาบฟาดฟันสวนกลับขึ้นไป้าอย่างเรียบง่าย อาศัยเพียงวิถีโค้งที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีกระบวนท่าที่ซับซ้อน หรือการร่ายรำที่สวยงาม มีเพียงเจตจำนงแห่งการ 'สะบั้น' ที่บริสุทธิ์และทรงพลังที่สุดในโลกหล้า
"วิถีแห่งศาสตราไร้ลักษณ์! สะบั้น์แยกปฐี!"
เปรี้ยงงงงงงงงงงงงงงงง!
คลื่นกระบี่สีเืรูปจันทร์เสี้ยวที่บางเฉียบยิ่งกว่ากระดาษ แต่แฝงไปด้วยพลังตัดขาดอันเป็อนันต์ พุ่งแหวกอากาศเข้าปะทะกับปลายกระบี่ั์น้ำแข็งสีดำอย่างจัง เสียงการปะทะดังกึกก้องกังวานราวกับ์กำลังถล่มลงมา คลื่นกระแทกทำให้แก้วหูของศิษย์นับพันคนที่รอดชีวิตแตกจนเืไหลริน ทว่าการปะทะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนี้กลับกินเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น
คลื่นกระบี่สีเืของหลินเฟยทะลวงผ่านกระบี่ั์น้ำแข็งราวกับมีดร้อนจัดที่ตัดผ่านก้อนเนย กระบี่ั์สีดำที่ดูแข็งแกร่งและไร้เทียมทาน ถูกเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สองผ่าครึ่งั้แ่ปลายแหลมทะลวงลึกไปจนถึงด้ามกระบี่อย่างราบรื่น ก่อนที่โครงสร้างพลังงานที่ถูกตัดขาดจะสูญเสียความเสถียร และะเิออกเป็เศษน้ำแข็งสีดำนับล้านชิ้น ปลิวว่อนไปในอากาศราวกับพายุลูกเห็บมฤตยู
"อ๊ากกกกกก!" "ม่ายยยยย!"
ค่ายกลกระบี่ระดับสูงสุดถูกทำลายล้างอย่างรุนแรงและฉับพลัน ผู้าุโระดับแก่นแท้ทั้งยี่สิบคนที่ผสานพลังปราณและจิติญญาเข้ากับค่ายกล ต่างได้รับผลกระทบสะท้อนกลับอย่างแสนสาหัสเกินกว่าที่ร่างกายจะรับไหว พวกเขากระอักเืคำโตออกมาพร้อมกัน ลมปราณในตันเถียนปั่นป่วนและแตกซ่านจนไม่สามารถพยุงตัวลอยอยู่กลางอากาศได้อีกต่อไป ร่างของยอดฝีมือระดับแก่นแท้ทั้งยี่สิบคนร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นลานศิลาอย่างหมดสภาพ บางคนถึงกับเส้นชีพจรขาดสะบั้น หัวใจแหลกเหลว นอนตายคาที่ทันทีที่ร่วงหล่นถึงพื้น
หลินเฟยไม่ปล่อยให้โอกาสทองในการกวาดล้างหลุดลอย เขาใช้วิชาก้าวพริบตาอสรพิษขั้นสูงสุด ร่างของเขาเลือนหายกลายเป็แสงสีเื พุ่งวูบวาบไปมากลางลานปะาที่เต็มไปด้วยฝุ่นควันและคาวเื ดาบโลหิตสีดำในมือตวัดฟันอย่างเืเย็นและแม่นยำ
ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ! ฉึบ!
ศีรษะของผู้าุโระดับแก่นแท้ที่ยังคงนอนหอบหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ถูกคมดาบสีเืตัดขาดกระเด็นออกจากบ่าทีละคนๆ อย่างไร้ความปรานี ภายในเวลาไม่ถึงสิบลมหายใจ ผู้าุโระดับแก่นแท้ทั้งยี่สิบคน ซึ่งเป็ดั่งเสาหลักที่ค้ำยันความยิ่งใหญ่ของสำนักกระบี่ไร้นามมานานหลายศตวรรษ ก็ถูกหลินเฟยสังหารกวาดล้างจนหมดสิ้น ไม่มีผู้ใดรอดชีวิตเหลือรอดแม้แต่คนเดียว ดวงตาของศพที่กลิ้งหล่นอยู่บนพื้นยังคงเบิกกว้างด้วยความไม่เข้าใจว่าเหตุใดความแข็งแกร่งที่พวกเขาสะสมมาทั้งชีวิต จึงถูกทำลายลงอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
ความเงียบสงัดที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตายเข้าปกคลุมยอดเขาหมอก์โดยสมบูรณ์ ศิษย์สายในและสายนอกที่เหลือรอดอยู่อีกเพียงไม่กี่พันคน จากที่เคยมีนับหมื่น บัดนี้ต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้นหิมะที่ชุ่มไปด้วยเื ร้องไห้สะอึกสะอื้น ทิ้งอาวุธคู่กาย และก้มกราบร้องขอความเมตตาอย่างสิ้นหวัง พวกเขาสูญเสียเจตจำนงในการต่อสู้ไปอย่างสมบูรณ์แบบ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปีศาจร้ายที่ไร้เทียมทานและไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยกำลังของมนุษย์
หลินเฟยยืนตระหง่านอย่างโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางทะเลเืและูเาซากศพของผู้าุโ เขาเหวี่ยงดาบสลัดหยดเืและเศษน้ำแข็งทิ้งลงบนพื้น สายตาอันเยียบเย็นจับจ้องทะลุม่านหมอกไปยัง 'วิหารหลัก' ที่ตั้งอยู่ลึกที่สุดของลานกว้าง วิหารศิลาสีดำสนิทที่ถูกปิดตายด้วยประตูหินขนาดั์ แผ่กลิ่นอายความลี้ลับและความกดดันอันแปลกประหลาดออกมาอย่างต่อเนื่อง
"ลูกศิษย์และสุนัขรับใช้ของเ้าถูกข้ากวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว... เ้ายังจะมุดหัวเป็เต่าหดหัว ซ่อนตัวอยู่ในรูนั้นอยู่อีกหรือ? ขี้ขลาดสมกับเป็ผู้บงการที่เอาแต่ซ่อนตัวในเงามืดจริงๆ! ออกมาซะ! ประมุขแห่งสำนักกระบี่ไร้นาม!" หลินเฟยะโท้าทายด้วยพลังลมปราณ เสียงของเขาดังกึกก้องและสะท้อนไปมาทั่วทั้งหุบเขาหมอก์ คลื่นเสียงรุนแรงจนทำให้บานหน้าต่างของอาคารโดยรอบแตกกระจาย
ครืนนนนนนน! ครรรรรรก!
สิ้นเสียงคำรามท้าทายของหลินเฟย บานประตูศิลาขนาดั์ของวิหารหลักที่ปิดตายมาตลอดก็ค่อยๆ เปิดออกอย่างช้าๆ เสียงเสียดสีของหินศิลาโบราณดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเสียงฟ้าร้อง ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลและหนาวเหน็บที่อยู่เหนือล้ำกว่าขอบเขตแก่นแท้ขั้นสูงสุด ก็ะเิพวยพุ่งออกมาจากภายในความมืดมิดของวิหาร แรงกดดันนี้ไม่ได้บ้าคลั่งป่าเถื่อนเหมือนอสูรพายุโลหิต แต่มันลึกล้ำ เยียบเย็น และกดทับิญญาของผู้ที่ััราวกับตกลงไปในมหาสมุทรน้ำแข็งที่ไร้ก้นบึ้ง อากาศบนยอดเขาที่เคยถูกแผดเผาด้วยความร้อนของหลินเฟย เริ่มบิดเบี้ยวและจับตัวเป็ผลึกน้ำแข็งในพริบตาเดียว
นี่ไม่ใช่พลังของขอบเขตแก่นแท้! แต่มันคือพลังของ 'ครึ่งก้าวสู่ิญญาแรกกำเนิด' ขอบเขตระดับตำนานที่ผู้ฝึกยตนสามารถััถึงกฎเกณฑ์แห่ง์ และเริ่มหล่อหลอมสร้างจิติญญาแห่งทารกในจุดตันเถียนได้แล้ว! ขอบเขตที่แทบจะก้าวข้ามความเป็มนุษย์ไปสู่ความเป็เซียน
จากเงามืดอันลึกล้ำภายในวิหารศิลา ร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่งค่อยๆ ก้าวเดินออกมาอย่างเนิบนาบ เขาสวมชุดคลุมยาวสีเทาหม่นที่ดูเรียบง่าย ไร้ซึ่งเครื่องประดับหรือลวดลายใดๆ ทว่าเนื้อผ้ากลับทอประกายแสงลี้ลับ เรือนผมสีดำสนิทปล่อยสยายยาวจรดกลางหลัง ใบหน้าของเขาหล่อเหลาไร้ที่ติแต่กลับแข็งทื่อราวกับรูปสลักหิน ไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกใดๆ บนใบหน้า ั์ตาของเขาสงบนิ่งและเยือกเย็นดุจบ่อน้ำลึกที่ผิวน้ำจับตัวเป็น้ำแข็ง ในมือขวาของเขาถือกระบี่เรียวยาวที่ไม่ได้หล่อหลอมขึ้นจากโลหะ แต่ถูกสร้างขึ้นจากผลึกน้ำแข็งโปร่งแสงระดับ์ มันแผ่รังสีความเย็นะเืที่สามารถแช่แข็งการไหลเวียนของโลหิตและเวลาในมิติรอบๆ ได้
ชายผู้นี้คือ 'เจี้ยนอู๋ิ' (กระบี่ไร้นาม) ประมุขสูงสุดแห่งสำนักกระบี่ไร้นาม ชายผู้กุมอำนาจลึกลับที่แท้จริงอยู่เื้ัความวุ่นวายและการล่มสลายของตระกูลต่างๆ ในจักรวรรดิเมฆาสมุทร!
เจี้ยนอู๋ิก้าวเดินฝ่าหิมะและข้ามผ่านกองซากศพของผู้าุโและลูกศิษย์นับพันคนของตนเอง โดยไม่แม้แต่จะปรายตามองหรือแสดงความเสียใจใดๆ ออกมา ราวกับว่าชีวิตของคนนับหมื่นเ่าั้เป็เพียงฝุ่นธุลีที่ไม่มีค่าพอให้เขาสนใจ สายตาอันเยียบเย็นของเขาจับจ้องมาที่หลินเฟยเพียงจุดเดียว หรือหากจะกล่าวให้ถูกคือ เขาจับจ้องไปที่ 'ดาบโลหิตสีดำ' ในมือของหลินเฟย ด้วยประกายความโลภและความปีติยินดีที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในแววตา
"ช่างเป็ดาบที่งดงาม... และสมบูรณ์แบบยิ่งนัก" เจี้ยนอู๋ิเอ่ยปากทำลายความเงียบงัน น้ำเสียงของเขานุ่มนวล แ่เบา แต่กลับดังกังวานแทรกซึมเข้าไปในจิติญญาของทุกคนที่ได้ยิน "ข้าสูญเสียเวลาตามหาชิ้นส่วนเหล่านี้มานานนับร้อยปี ยอมส่งลูกน้องและสุนัขรับใช้อย่างเฉินเทียนอี้ไปแย่งชิงมาจากหลินเทียนหาว พ่อของเ้า... แต่กลับได้มาเพียงชิ้นส่วนด้ามกระบี่ขึ้นสนิมที่ไร้ประโยชน์ ข้าไม่สามารถกระตุ้นหรือหลอมรวมมันได้ ไม่คิดเลยจริงๆ... ว่าบุตรชายที่ข้าปล่อยให้รอดชีวิตไปในวันนั้น จะสามารถรวบรวมชิ้นส่วนและปลุกพลังแห่งเจตจำนงของศาสตราแห่งเทพเ้าชิ้นนี้ให้ตื่นขึ้นได้สำเร็จ... ข้าต้องขอขอบใจเ้าจริงๆ เด็กน้อย ที่นำมันมาส่งมอบให้ข้าถึงที่นี่"
หลินเฟยหรี่ตาลง จิตสังหารที่เข้มข้นและร้อนแรงที่สุดในชีวิตพุ่งทะยานเข้าปะทะกับรังสีความเย็นของเจี้ยนอู๋ิ "ที่แท้... ความพินาศของตระกูลหลิน การนองเืทั้งหมด ก็เป็ฝีมือและการวางแผนของเ้าจริงๆ"
"ในยุทธภพนี้ ที่ซึ่งผู้อ่อนแอต้องตกเป็เหยื่อของผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเสมอ ไม่มีคำว่าถูกหรือผิด ไม่มีคำว่าคุณธรรมหรือความโหดร้าย มีเพียงผู้ที่ได้สมบัติและอำนาจสูงสุดเท่านั้นที่เป็ฝ่ายถูก และเป็ผู้เขียนประวัติศาสตร์" เจี้ยนอู๋ิยกกระบี่น้ำแข็งโปร่งแสงในมือขึ้นชี้หน้าหลินเฟย รังสีความเย็นเยือกพุ่งเข้าบีบรัดหัวใจของหลินเฟย "จงส่งดาบเล่มนั้นมาให้ข้าแต่โดยดี แล้วข้าจะอนุญาตให้เ้าจบชีวิตลงอย่างรวดเร็วและไม่เ็ป เพราะหลังจากวินาทีนี้เป็ต้นไป... ภาพของดาบที่เ้าเพิ่งหลอมรวมได้สำเร็จ จะเป็สิ่งสุดท้ายที่ดวงตาของเ้าได้เห็น ก่อนที่ิญญาของเ้าจะถูกคมกระบี่ของข้าแช่แข็งไปตลอดกาล!"
"งั้นก็ลองก้าวเข้ามาแย่งมันไปจากมือข้าดูสิ! ไอ้สุนัขเฒ่า!" หลินเฟยคำรามลั่นด้วยความโกรธแค้น พลังแก่นแท้สีเืและเจตจำนงกระบี่สะบั้นไร้ลักษณ์ะเิออกอย่างบ้าคลั่ง ท้าทายอำนาจของครึ่งก้าวิญญาแรกกำเนิด การต่อสู้ครั้งสุดท้ายเพื่อปิดบัญชีเืที่ลากยาวมาสิบปีเต็ม และเพื่อไขปริศนาแห่งศาสตราไร้ลักษณ์ กำลังจะเปิดฉากขึ้นอย่างเต็มรูปแบบบนยอดเขาที่ถูกย้อมด้วยโลหิตแห่งนี้!