ณ ยอดเขาไร้อาวรณ์ พิภพมนตรา
ยอดเขาไร้อาวรณ์ ในพิภพมนตรา บริเวณนี้มีสำนักไร้ชื่อเล็ก ๆ ที่แฝงตัวอยู่ท่ามกลางหมู่ต้นไม้ที่เรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย ทางทิศตะวันออกของสำนักมีบึงน้ำขนาดใหญ่ สายลมเย็นพัดมาเบา ๆ ทำให้บรรยากาศดูผ่อนคลายและสงบสุขยิ่งนัก
ทันใดนั้น ที่หน้าประตูของสำนัก ปรากฏร่างชายสองคน คนแรกดูมีอายุกว่า ส่วนคนที่ตามมาด้านหลังเป็ชายหนุ่มรูปงาม ทั้งสองเดินมาหยุดยืนที่หน้าประตูสำนัก
เสียงผู้เฒ่า (ด้านใน) "มากันแล้วหรือ เชิญเทพอัสนีย์ด้านใน ส่วนท่านปราชญ์ิญญาเชิญไปปฏิบัติหน้าที่ช่วยท่านมหาเทพจอมราชันให้เต็มที่เถิด"
ปราชญ์ิญญา "รับทราบ!" โค้งคำนับ แล้ววาร์ปหายไป
เทพอัสนีย์ผลักประตูเข้าไปข้างใน ก็พบกับความเวิ้งว้างมืดมนไปหมด เสียงชายชราดังขึ้น
เสียงชายชรา "จริงคือเท็จ เท็จคือจริง เ้ายึดถือสิ่งใด จงวางสิ่งนั้น ใจเ้าจึงจะได้พบแสงสว่าง"
เทพอัสนีย์นึกในใจ "นี่จะต้องเป็เคล็ดวิชาใดวิชาหนึ่งแน่ๆ" จากนั้นเขาก็นั่งลงทำสมาธิ พิจารณาวิถีธรรมจากคำกล่าวนั้น
เวลาผ่านไป 3 ชั่วยาม เกิดแสงสว่างเจิดจ้าจากร่างเทพอัสนีย์ แสงนี้สว่างขึ้นเรื่อย ๆ จนแจ่มจ้าดังแสงแห่งดวงอาทิตย์ แล้วะเิดังสนั่น ปราณทะลวงเข้าสู่ระดับจอมเทพระดับ 10 จากนั้นบรรยากาศรอบข้างก็หายจากความมืดมิด เขาลืมตาขึ้นมา พบว่ากำลังนั่งอยู่ตรงทางเดิน มองไปทางด้านหน้าไกล ๆ มีห้องที่มีประตูสีทองโดดเด่นกว่าห้องอื่น ๆ เขาจึงเดินเข้าไปหยุดยืนที่หน้าประตูนั้น
เสียงชายชรา "เข้ามาสิ เ้านับว่ามีพร์มากกว่าศิษย์ข้าทุกคนที่ข้าเคยมีมา เอาล่ะ วันนี้ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์ เข้ามาสิแล้วนั่งคุกเข่าต่อหน้าข้า"
เทพอัสนีย์เดินเข้ามานั่งคุกเข่าต่อหน้าปราชญ์อุดร ซึ่งใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแตะที่หน้าผากตนเอง ดึงบางสิ่งออกมา เป็ดวงกลมแสงนวลสว่างขนาดประมาณ 3 เิเ ปรากฏที่ปลายนิ้วมือ
ปราชญ์อุดร "สิ่งนี้เรียกว่าเมล็ดพันธุ์ปฐมิญญา เกิดจากตะบะของข้า ศิษย์ข้าทุกคนล้วนได้รับสิ่งนี้ แต่มีเพียงมหาเทพจอมราชันเท่านั้นที่สามารถบ่มเพาะมันได้จนเลื่อนขั้นเข้าสู่ระดับมหาเทพ สิ่งนี้จะถูกบ่มเพาะในมิติแห่งจิต ถ้าสำเร็จมันจะงอกขึ้นมาเป็ต้นใสเหมือนแก้วเป็แหล่งก่อกำเนิดพลังงานทั้งปวง ถ้าไม่สำเร็จมันจะสลายไปในทันที"
ปราชญ์อุดรยื่นนิ้วชี้และนิ้วกลางซึ่งมีเมล็ดพันธุ์ปฐมิญญาอยู่ที่ปลายนิ้ว แตะที่หน้าผากเทพอัสนีย์
ทันใดนั้น เมล็ดพันธุ์ปฐมิญญาก็วาร์ปเข้าไปปรากฏในมิติแห่งจิตของเทพอัสนีย์ ทำให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้น หอตำราเทพวิสุทธิ์เปล่งประกายแสงสีรุ้ง โรงหลอมอาวุธและยาเกิดประกายอัสนี บ่อเพลิงอัสนีเกิดพายุสายฟ้า ชั่วพริบตา แสงสีรุ้ง ประกายอัสนี และพายุสายฟ้ารวมตัวกัน กลายเป็สายฟ้าสีม่วง ผ่าลงมาที่เมล็ดพันธุ์ปฐมิญญา เมล็ดพันธุ์นี้ดูดกลืนไว้จนหมด ทำให้มีแสงสีทองเปล่งประกายออกมา แล้วะเิเกิดหมอกละอองไอน้ำปกคลุมจนไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลย
เวลาผ่านไปประมาณ 3 นาที หมอกละอองไอน้ำจางลง ปรากฏเป็ต้นไม้ยืนต้นใบดกหนาใสเป็แก้วทั้งต้น จากนั้นต้นไม้นี้ก็เปล่งพลังออกมา เรียกว่าปราณมหาเทพ พลังนี้ทำให้เทพอัสนีย์ไม่สามารถกลับไปที่พิภพอัสนีได้ เพราะพิภพนั้นไม่สามารถรับพลังงานในระดับนี้ได้
ปราชญ์อุดร: สำเร็จ! เ้าเป็มหาเทพคนที่ 2 แล้วนะ แต่เ้าต้องเรียนเพิ่มเติมเพื่อควบคุมพลังและเรียนรู้วิชาสำหรับพัฒนาตนเองให้ยกระดับเป็มหาเทพในระดับที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ มหาเทพนั้นจะดูที่ระดับพลัง เริ่มจาก 1-100 ซึ่งแตกต่างจากเทพทั่วไปที่มีแค่ 10 ระดับ อย่าเอาอย่างพ่อเ้าที่ไม่ยอมเรียนต่อ จนบัดนี้ยังต้องพึ่งพาของวิเศษในการควบคุมพลังของตนเองอยู่เลย
เทพอัสนีย์ "งั้นข้าจะเรียน! ท่านอาจารย์สอนมาได้เลย"
ปราชญ์อุดร "ข้าสอนเ้าไม่ได้ เพราะข้าก็ทำไม่ได้เช่นกัน ถ้าเ้าจะเรียน เ้าต้องเดินขึ้นไปบนยอดเขา ที่นั่นจะมีศาลาเทพปฐมิญญา ถ้าเ้ามีวาสนา เ้าจะได้เรียนที่นั่น"
“ที่นั่นมีอาจารย์ท่านอื่นที่เก่งกาจหรือ” เทพอัสนีย์ถาม
“ก่อนอื่นข้าจะเล่าให้เ้าฟังก่อนว่า ก่อนจะมีพิภพเทพและมาร มันเกิดอะไรขึ้น ย้อนเวลาไปหลายพันปีในโลกมนุษย์ที่เ้าจากมา มี “นักพรตอัสนีเทวะ” ผู้มีวิชาขั้นสูง ได้มานั่งพิจารณาวิถีธรรมแล้วแบ่งความชั่วออกมา เกิดเป็มารขึ้น จากนั้นเขาก็แบ่งความดีออกมาจากตัวเขาเกิดเป็เทพขึ้น เทพในพิภพเทพนี้จึงไม่ใช่เทวดาแต่เป็ส่วนความดีของิญญานั่นเอง เมื่อพิจารณาวิถีธรรมต่อไปเขาก็แบ่งส่วนที่จะว่าดีก็ไม่ใช่จะว่าร้ายก็ไม่เชิงออกมากลายเป็ข้าจนทุกวันนี้ แบ่งหนัง เนื้อ กระดูกออกมากลายเป็ธาตุดินสร้างเผ่าพ่อมด แบ่งลมหายใจออกมากลายเป็ธาตุลมสร้างเผ่าภูติ แบ่งเืออกมากลายเป็ธาตุน้ำสร้างเผ่านาคา แบ่งความอบอุ่มในร่างกายออกมากลายเป็ธาตุไฟกำเนิดปราณฟ้าดินเพื่อการดำรงค์อยู่ของทุกเผ่าพันธ์ สุดท้ายสิ่งที่หลงเหลืออยู่ของเขาคือ “ิญญาการรับรู้” เขาจึงผนึกิญญากลายเป็เขาไร้อาวรณ์ โดยที่บนยอดเขาสูงสุดมีส่วนที่เป็ิญญาการรับรู้สามารถติดต่อกับคนภายนอกได้ ข้าจึงสร้างศาลาครอบเอาไว้ ส่วนเทพกับมารก็ได้สร้างพิภพของตนเองขึ้นมา โดยมารผู้ถือกำเนิดขึ้นก่อนได้สร้างพิภพมารแล้วปกปิดไว้โดยไม่มีใครหาเจอ จากนั้นเทพก็สร้างพิภพเทพขึ้นแต่มิอาจปกปิดมารได้ ทั้งเทพและมารมีส่วนดีและไม่ดี ดังที่มีคนกล่าวไว้ว่าในดีก็มีชั่วในชั่วก็มีดี ในพิภพเทพจึงมีการปลดปล่อยปราณมารออกมาเพื่อทำให้พิภพเทพบริสุทธิ์ ในทำนองเดียวกันพิภพมารก็ปลดปล่อยปราณเทพออกมาเช่นกัน จึงมีผู้ดักเอาปราณทั้งสองนี้ไปใช้ในพิภพมนตรา เกิดเป็วิชา อาคม ค่ายกล และเวทมนต์ต่างๆขึ้น เทพกว่าจะทะลวงขั้นต้องฝึกต้องพิจารณาวิถีธรรม แต่มารใช้การดูดกลืน ความโกรธ ความกลัว บางครั้งอาจใช้แก่นิญญาของผู้อื่นมาเสริมพลังตนเอง มารบางตนก็ดูดกลืนเืผู้อื่นมาเสริมพลังของตนเอง เทพจึงพัฒนาความสามารถได้ช้ากว่ามารอย่างมากเลยทีเดียว เอาละเื่ที่ควรรู้ข้าก็เล่าไปหมดแล้วเ้ามีข้อใดสงสัยไหม” ปราชญ์อุดร กล่าว
“ข้าอยากรู้ว่าใครเป็อาจารย์ของจักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ” เทพอัสนีย์ถาม
“อ๋อ ก็ข้าไง ข้ามาจากสิ่งที่ไม่ดีไม่เลว ข้าจึงไม่ใช่ศัตรูของทั้งสองฝ่าย และไม่ยุ่งกับเื่ของใครทั้งนั้น ใครมาขอให้ช่วยข้าก็ช่วยเท่าที่จะช่วยได้แค่นั้น” ปราชญ์อุดร กล่าว
“ท่านอาจารย์เป็หนึ่งในต้นกำเนิดของพิภพนี้ แล้วผู้ที่เป็ต้นกำเนิดในพิภพอื่นยังมีชีวิตอยู่ไหม” เทพอัสนีย์ถาม
“เ้าคงเห็นว่าข้าอาศัยอยู่ที่เขาไร้อาวรณ์ในพิภพมนตราของพวกพ่อมด แล้วข้าก็คือเผ่าเดียวกับพ่อมดเหมือนอย่างที่มีคนเขาพูดกันสินะ ข้าไม่ใช่ผู้สร้างพิภพใดเลยข้าเพียงมาขออาศัยอยู่เท่านั้น ส่วนพวกรุ่นแรกที่สร้างพิภพล้วนผนึกตนเองเข้ากับพิภพหมดแล้ว มิเช่นนั้นพิภพจะไม่สามารถให้กำเนิดปราณฟ้าดินได้ ส่วนพิภพอัสนีของเ้านั้นมหาเทพจอมราชันองค์ก่อนได้ผนึกตนเองไว้เช่นกัน ดังนั้นทุกๆพิภพล้วนมียอดฝีมือผนึกตนเองเข้ากับพิภพทั้งสิ้น เพื่อให้สามารถกำเนิดปราณฟ้าดินได้” ปราชญ์อุดร กล่าว
“ในพิภพทั้งหลายนี้ผู้ใดอยู่ในระดับมหาเทพขั้นสูงบ้าง” เทพอัสนีย์ถาม
“ขั้นสูงจริงๆต้องมีพลังั้แ่ 80 ขึ้นไป ตอนนี้ยังไม่มี สูงสุดของฝ่ายเทพคือพ่อเ้า พลังระดับ 15 สูงสุดของฝ่ายมารคือจักรพรรดิ์มารเพลิงพิรุณ พลังระดับ 13 และยังมีอีกคนคือาามารโลหิต ผู้เป็น้องชายของจักรพรรดิ์มาร พลังระดับ 11 ส่วนเ้าในตอนนี้ พลังระดับ 5 ยังมิอาจเทียบพวกเขาได้ เ้าไปได้แล้วศาลาบนยอดเขากำลังรอเ้าอยู่” ปราชญ์อุดร กล่าว
“เช่นนั้นข้าขอลาท่านอาจารย์” เทพอัสนีย์กล่าว
“จำเอาไว้ให้ดีว่า จริงคือเท็จ เท็จคือจริง เ้ายึดถือสิ่งใด จงวางสิ่งนั้น ใจเ้าจึงจะได้พบแสงสว่าง” ปราชญ์อุดร กล่าว
ณ หอประชุมศิลาขาว สำนักเทพอัสนีย์
ณ หอประชุมศิลาขาว สำนักเทพอัสนีย์
หอประชุมใหญ่ถูกตกแต่งด้วยศิลาสีขาวสะอาด ทหารยามองครักษ์ยืนประจำอยู่หน้าประตู
ทหารยามองครักษ์ "เทพัเขียวและเทพวายุขอเข้าเฝ้า"
เทพเหมันต์ "เชิญ"
เทพัเขียวและเทพวายุเดินเข้ามา นั่งชันเข่าและโค้งคำนับ
เทพัเขียวและเทพวายุ "คารวะพระชายา"
เทพเหมันต์ "เชิญท่านทั้งสองลุกขึ้นเถิด"
เทพัเขียว "ข้าด้อยความสามารถมิอาจต่อสู้กับพวกมารได้ บัดนี้องค์หญิงภูติถูกมารพยัคขาวจับตัวไป น่าจะนำไปเป็พระสนม"
เทพเหมันต์ "ข้ารู้แล้ว ท่านพี่เทพอัสนีย์บอกข้าแล้ว องค์หญิงภูติไม่เป็อะไรหรอก ทั้งข้าและพระสนมล้วนมีปราณอัสนีแทรกเข้ามาในร่างกายตอนแต่งตั้ง ไม่มีชายใดสามารถล่วงเกินได้โดยเฉพาะมารพยัคขาวที่แพ้ปราณอัสนีอยู่แล้ว ท่านมีเื่อื่นจะรายงานอีกไหม?"
เทพัเขียว "ไม่…มี…"
เทพเหมันต์ "แล้วเื่ของท่านสองคนล่ะ เดี๋ยวท่านพี่กลับมาจะจัดการเื่นี้ให้นะ"
เทพวายุกล่าวทั้งน้ำตา "ไม่ใช่ความผิดของท่านพี่ัเขียวนะ พวกเ้าอย่าทำอะไรเขานะ!"
เทพเหมันต์ "เดี๋ยวๆ พี่สาม ท่านเข้าใจผิดแล้ว ท่านพี่เทพอัสนีย์จะมาจัดงานแต่งงานให้พวกท่านต่างหากล่ะ!"
เทพวายุอึ้งไปครู่หนึ่ง ใบหน้ากลายเป็สีแดงเรื่อด้วยความเขิน ทั้งสองนั่งชันเข่ากล่าวพร้อมกัน "ขอบพระทัย ขอพระองค์อายุยืนหมื่นปีหมื่นๆ ปี!"
เทพเหมันต์ "ลุกขึ้นเถอะ ไม่ต้องมากพิธี"
เทพัเขียวและเทพวายุลุกขึ้น และถอยหลังออกไปเป็ท่าทีที่สง่างาม
ณ คุกใต้เมืองเมฆอัคคี
คุกใต้ดินมืดสลัว เสียงน้ำหยดจากเพดานลงบนพื้นหินเย็นะเื องค์หญิงภูตินอนหมดสติอยู่บนพื้น ข้อมือและข้อเท้าของนางถูกพันธนาการด้วย "บ่วงมัดเทวะ" อันมีแสงเรืองรองของเวทมนตร์ มัดแน่นจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ ทันใดนั้น นางค่อยๆ ลืมตาขึ้น รู้สึกถึงความไร้เรี่ยวแรง ขณะที่พยายามเคลื่อนไหวร่างกายอย่างลำบาก ก็ได้ยินเสียงหัวเราะดังขึ้นจากมุมหนึ่งของคุก
มารพยัคขาว (หัวเราะเสียงดัง) "ฮ่าๆๆ ฟื้นแล้วหรือ? นับว่าเทพอัสนีย์มีฝีมือไม่ธรรมดาเลย ข้าไม่สามารถแตะตัวเ้าได้เลย เพราะเ้ามีปราณอัสนีคุ้มกาย ชายใดคิดไม่ดีกับเ้า แค่แตะกายเ้าก็จะโดนสายฟ้าลงทัณฑ์นับสิบครั้งแม้จะแตะเพียงนิดเดียว ถ้าข้าไม่มีบ่วงมัดเทวะก็คงไม่สามารถจับเ้ามาที่นี่ได้!"
องค์หญิงภูติโกรธ "ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ! ไม่เช่นนั้นสามีข้าจะต้องตามมาฆ่าเ้าแน่นอน!"
มารพยัคขาวยิ้มเยาะ "เ้าไม่ยอมข้า เ้าก็ต้องถูกมัดอยู่แบบนี้ ฮ่าๆๆ!"
องค์หญิงภูติยิ้มเยาะกลับ "ข้ายอมเ้าแล้วเ้าจะแตะตัวข้าได้เหรอ เ้าปัญญาอ่อนเอ๋ย ทำอะไรข้าไม่ได้ก็ปล่อยข้าไปสิ!"
มารพยัคขาวโกรธ "อย่ายั่วโมโหข้านะ! ไม่งั้นข้าจะเปลื้องผ้าเ้าแล้วจับแขวนไว้ดูเล่นซะเลย! ฮ่าๆๆๆ!"
องค์หญิงภูติะโด่าด้วยความโกรธ "ไอ้ชั่ว ไอ้เลว ปล่อยข้านะ!"
ทันใดนั้น มีทหารมารคนหนึ่งวิ่งเข้ามาพร้อมกับทำความเคารพ
ทหารมาร "รายงานๆ! บัดนี้จัดทัพเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอท่านสั่งการ!"
มารพยัคขาวยิ้มอย่างน่ากลัว "เอาละ ได้ข่าวว่าเทพอัสนีย์ไม่อยู่ เราจะโจมตีทุกสำนัก และจับเมียเทพอัสนีย์ทุกคนมาให้หมด ที่เหลือฆ่าให้หมด! ใครเป็ระดับเทพแท้ให้ฆ่าแล้วนำแก่นิญญามาให้ข้า! เคลื่อนทัพได้!"
ทหารมารออกไปจากคุกเพื่อทำตามคำสั่งของมารพยัคขาว