จวนตระกูลหวัง
เเม้ว่าบรรดาเหล่าทุกคนที่เเม้เคยจะพักอยู่ในเรือนหลังเล็กท้ายจวนของตระกูลจางก่อนหน้านี้เเม้ว่าพวกตนจะเคยได้เห็นภาพลักษณ์ของหนิงอ้ายดังกล่าวนี้เเล้วบ้างเเต่ก็ไม่ได้เห็นบ่อยเท่าใดนัก ด้วยเพราะเวลาอยู่ในจวนตระกูลจาง รวมไปถึงการฝึกบทเวทย์เเละรวมไปถึงวรยุทธต่างๆ หนิงอ้ายนั้นเเทบจะไม่ถอดผ้าคลุมหน้าเลยสักครั้ง
หวังจิ่งหลงเเละหวังเหมยฮวาเมื่อหายใกับภาพของเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าพลันรู้สึกภูมิใจไม่น้อยที่ตนมีหลายชายที่หน้าตางดงามเช่นนี้ เเต่ในขณะเดียวกันที่หวังจิ่งลงนั้นกำลังคิดว่าตนควรที่จะไว้หนวดเคราเสียเเต่ตอนนี้จะดีหรือไม่เพราะหน้าตาของหลานตนนั้นงดงามจนเกินไปในอนาคตต้องมีเื่การส่งเทียบเชิญสู่ขอเข้ามาวุ่นวายตระกูลหวังอย่างเเน่นอน
เมื่อตั้งสติเเล้วหวังจิ่งหลงจึงเอ่ยถามไปว่า''เยว่ซิน... เหตุใดบุตรชายของเ้าจึงมีสีของเส้นผมที่เเปลกตาเช่นนี้ได้เล่า''
เยว่ซินเมื่อได้ยินที่บิดาตนถามนั้นจึงได้เอ่ยตอบไป''หนิงอ้ายพึ่งทำการปลุกพลังิญญาเมื่อหนึ่งปีก่อน...อีกทั้งหีบสมบัติท่านบรรพบุรุษที่ท่านให้เเก่ข้านอกจากที่ข้างในจะมีโอสถปลุกพลังิญญาเเล้วยังมีกระดูกิญญาของ'อสรพิษา'เเละเมื่อหนิงอ้ายทำการผสานร่างกายไปกับเเล้วจึงทำให้รูปลักษณ์ภายนอกเปลี่ยนไปดังเช่นที่เห็นอีกทั้งยังสามารถใช้พิษได้อย่างใจนึกเช่นนี้...''
''โอ้...์ช่างเมตตาตระกูลหวังยิ่งนักในที่สุดก็มีผู้ที่สามารถเปิดหีบสมบัติของท่านบรรพบุรุษได้เอาเป็ว่าสำรับเย็นต้องจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกเ้าทุกคนเเล้วละ''หวังจิ่งหลงเอ่ยขึ้นได้ความยินดี
''หนิงอ้ายหลานคิดที่จะเปิดเผยรูปลักษณ์พิเศษนี้ของตนในเร็ววันนี้หรือไม่...''หวังเหมยฮวาเอ่ยถามขึ้นด้วยความเป็กังวลใจไม่น้อย
''ไม่เเน่นอนขอรับท่านยาย...ในตอนนี้นั้นข้ายังไม่มีความเเข็งเเกร่งมากพอที่จะปกป้องตัวเองในยามนี้ได้เเต่เมื่อไหร่ที่ข้าได้เข้าสำนักศึกษาเเละได้ฝึกฝนฝีมือพัฒนาความสามารถของตนให้เพิ่มขึ้นจนที่จะมั่นใจในความสามารถของตนเเล้วย่อมที่จะเปิดเผยขอรับ...ข้าไม่รู้สึกดีเท่าใดหากจำต้องอยู่ในการปกปิดตลอดชีวิต''
''ตอนนี้ข้ากำลังเขียนบทเวทย์ขึ้นมาเพื่อปกปิดภาพลักษณ์ในตอนนี้อยู่เพียงเเต่ว่ายังบทเวทย์ดังกล่าวข้าเเก้ไขหลายรอบเเล้วเเต่ก็ยังไม่สมบูรณ์เท่าใดนักในตอนนี้ข้านั้นสามารถปลอมเเปลงได้เเค่ไม่กี่ส่วนเเละมีเวลาจำกัดที่สามารถใช้ได้เเค่ไม่กี่ชั่วยามเท่านั้น''หนิงอ้ายเอ่ยตอบในทันทีซึ่งหนิงอ้ายนั้นตั้งใจอย่างนี้ที่ได้เอ่ยออกไปจริงๆ เพราะหากจะให้ตนคอยหลบหลีกหรือปกปิดตัวเองตลอดไปนั่นย่อมไม่ใช่นิสัยของเขาอย่างเเน่นอน
ซึ่งสำหรับหนิงอ้ายมักจะยึดถือคำว่าตาต่อตาฟันต่อฟันหากดีมาตนก็ยินดีที่ได้รู้จักหรือเป็สหายเเต่หากคิดร้ายต่อเขาเเล้วละก็โดนเอาคืนหลายเท่าเเน่นอนเพียงเเต่ว่าตอนนี้นั้นเขาต้องเข้าร่วมสำนักศึกษาก่อนมีทั้งยังต้องฝึกฝนวรยุทธเเละบทเวทย์ให้เชี่ยวชาญมากกว่านี้ เเต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าไหร่ยักเพราะเขานั้นเป็พวกเรียนรู้ทุกสิ่งอย่างได้รวมเร็วอยู่เเล้ว
''นี่ข้าไม่ได้ยินผิดไปใช่หรือไม่...เ้าเขียนอักขระบทเวทย์เองอย่างนั้นรึ??''หวังจิ่งหลงเอ่ยถามขึ้นด้วยความใไม่น้อย ด้วยเพราะก่อนหน้าเยว่ซินมักจะส่งจดหมายมาให้ตนนั้นเนื้อหาในจดหมายได้เอ่ยเพียงเเต่ว่าหนิงอ้ายนั้นเพิ่งจะปลุกพลังิญญาได้ไม่ถึงปีเท่านั้น เเต่สิ่งที่ออกจากปากของหลานของตนที่ว่าสามารถเขียนอักขระบทเวทย์ได้นั้นอยู่เหนือความคาดหมายยิ่งนัก ซึ่งต้องบอกว่าโดยปกติผู้ที่จะสามารถเขียนอักขระบทเวทย์นั้นจะต้องมีพลังจิตที่เเข็งแกร่งเเละพลังิญญาระดับต้องอยู่ในระดับเซียนเป็ต้นไป
''หลานได้ศึกษาเคล็ดวิชาสยบอัสนีเมฆาที่เป็เคล็ดวิชาลับระดับเซียนของตระกูลหวังก่อนบทเวทย์อื่นๆจึงทำให้ข้าเข้าใจในรูปแบบการวางอักขระบทเวทย์ระดับเซียนขอรับ...''
''หลังจากที่ข้าสนใจศึกษาเเละทดลองผิดๆถูกๆข้าจึงได้ยกระดับบทเวทย์ระดับต่ำต่างๆให้มีประสิทธิภาพเเละความสามารถเทียบเท่าบทเวทย์ระดับเซียนได้โดยยึดรูปแบบการวางบทเวทย์ตามอักขระของเคล็ดวิชาสยบอัสนีเมฆาที่เป็บทเวทย์ระดับเซียนโดยข้าจะอ้างอิงตามบทเวทย์เดิมนั้นๆเพียงเเต่มีการสลับบางตำเเหน่งตามลักษณะโครงสร้างของอักขระบทเวทย์ระดับเซียนนี้...''
''อีกทั้งในเวลายามที่ข้านั้นว่างจากการออกกำลังฝึกตำราบทเวทย์ที่จำเป็ต่างๆรวมไปถึงการฝึกวรยุทธซึ่งข้ามักจะเขียนบทเวทย์ใหม่ๆเเละปรับปรุงบทเวทย์ที่มีอยู่เสมอด้วยขอรับ''หนิงอ้ายเอ่ยขึ้นมาเหมือนกับเป็เื่ปกติที่เหมือนกับว่าทุกคนสามารถทำตามได้โดยง่าย
ทั้งที่ความจริงเเล้วนั้นศาสตร์เเห่งการสรรสร้างบทเวทย์นอกจากที่ระดับพลังิญญาจะต้องอยู่ในระดับเซียนเป็ต้นไปเเละรวมไปถึงร่างกายของผู้ฝึกตนที่ทำการเขียนอักขระวงเวทย์นั้นต้องมีพลังจิตที่เเข็งเเกร่งเช่นกัน เเม้ว่าเื่ราวที่หวังจิ่งหลงได้ฟังนั้นจะทำให้ใกับความสามารถของหลานชายของตนไม่น้อยเเต่ด้วยประสบการณ์ในการวางตัวตั้งเเต่ในการขึ้นเป็ผู้นำตระกูลหวังมาอย่างยาวนานหลายปีจึงสามารถควบคุมตนเองได้ดังนั้นภาพที่ปรากฏให้เห็นภายนอกของหวังจิ่งหลงนั้นจะมีเพียงเเต่ความนิ่งสงบเเละใบหน้าที่ฉายชัดถึงความภูมิใจที่ปิดไม่มิด...
''เ้าไม่ต้องกังวลหนิงอ้ายหลานตา...บทเวทย์ของตระกูลหวังนั้นขึ้นชื่อของความหลากหลายมีความพิศดารเฉพาะตัวที่สามารถพลิกเเพลงตามโอกาสใช้งานได้ เ้าสามารถศึกษาได้อย่างเต็มที่รวมไปถึงเ้าเช่นกันนะลู่ซี...''
''ขอบคุณท่านตาขอรับ...''เสียงของเด็กหนุ่มทั้งสองเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
หนิงอ้ายปล่อยให้มารดาของตนได้พูดคุยกับท่านตาท่านยายของตนให้หายคิดถึงซึ่งในตอนนี้นั้นทุกคนยังอยู่ในห้องรับรองของเรีอนหลักตระกูลหวังนี้ไปเรื่อยๆจนเวลานั้นได้ล่วงเลยมาเป็ตอนเย็นเสียเเล้ว
''เอาละได้เวลาทานสำรับอาหารเย็นเเล้วตอนนี้พวกบ่าวคงจัดเตรียมการฉลองในจวนเรียบร้อยเเล้ว''หวังจิ่งหลงเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าได้เป็เวลาที่สมควรเเล้วอีกทั้งก่อนหน้านี้ตนสั่งให้บ่าวรับใช้คนสนิทให้เตรียมการเลี้ยงเล็กๆ กลางจวนเเละให้เรียกบ่าวทุกคนให้ไปพร้อมหน้ากันด้วย
หวังจิ่นหลงเดินนำทุกคนไปยังงานฉลองที่ตนให้จัดตรียมไว้ตรงกลานจวนที่ตอนนี้นั้นถูกประดับด้วยโคมไฟเล็กๆ หลากสีสันอีกทั้งต้นไม้โดยรอบมีการนำผ้าสีมาผูกตามกิ่งก้านให้พริ้วไหวไปกับสายลมเมื่อเห็นว่างานเลี้ยงถูกจัดเตรียมเรียบร้อยเเล้วเเละบ่าวทุกคนในจวนต่างอยู่กันพร้อมหน้าตนจึงเอ่ยขึ้นเสียงดังให้ได้ยินกันทั่ว
''ข้าหวังจิ่งหลงประมุขตระกูลหวังขอเเจ้งให้พวกเ้าทราบว่าตอนนี้นั้นบุตรีคนเดียวของข้าหวังเยว่ซินนั้นกลับคืนสู่ตระกูลหวังเเล้ว''ทันที่ที่พูดจบเยว่ซินก็ก้าวเท่าออกมา
'คุณหนูเยว่ซินยังคงงดงามไม่ปลี่ยนไปเลย'
'ตอนเข้าร่วมงานประลองครั้งนั้นว่างดงามสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็ยอดพธูเเห่งเเคว้นเต่าดำ'
หวังจิ่งหลงเเม้จะได้ยินถ่อยคำชื่นชมมากมายที่กล่าวถึงบุตรสาวของตนนั้นก็รู้สึกยินดีไม่น้อยเเละประกาศต่อไปต่อ
''นี่คือคุณชายหวังลู่ซี หลานชายบุญธรรมของข้าซึ่งต่อไปนี้พวกเ้าต้องเรียกว่าคุณชายใหญ่ เข้าใจหรือไม่... ''
'ท่านประมุขรับหลานบุญธรรมเยี่ยงนั้นรึ...'
'ดูท่าทางคุณชายใหญ่น่าจะอายุราวๆ สิบหกปีเป็เเน่...'
'อะไรกัน...ขนาดท่านประมุขจะเลือกรับหลานบุญธรรม ยังต้องคัดสรรหน้าตาให้ดีเยี่ยงนี้เลยรึไง...'
หวังจิ่งหลงนั้นแอบกังวลในคราเเรกอยู่ไม่น้อยว่าลู่ซีหลานบุญธรรมของตนนั้นอาจจะไม่ถูกยอมรับโดยง่ายเเต่ที่ไหนได้เ้าบ่าวพวกนี้ยังกล่าวถึงเื่หน้าตางั้นรึ หึหึ...
''นี่คือบุตรชายของเยว่ซินหรือหลานชายคนเล็กของข้าต่อไปพวกเ้าต้องเรียกว่าคุณชายหวังหนิงอ้ายหรือจะคุณชายเล็กก็ได้เช่นกัน''ทันทีที่หวังจิ่งหลงกล่าวจบหนิงอ้ายก็ก้าวเท้าขึ้นมาพร้อมกับถอดผ้าคลุมออกทำเอาบ่าวทุกคนนั้นมีความเเตกตื่นไม่น้อยเลยทีเดียว
'คุณชายเล็กงดงามราวกับเทพเซียนเ้าว่าหรือไม่??'
'หน้าตาช่างงดงามคล้ายคลึงคุณหนูเยว่ซิน...'
'เส้นผมของคุณชายเล็กเป็สีขาวเงินช่างงดงามแปลกตายิ่งนัก'
'ว่ากันว่าคุณหนูสุ่ยเหอคุณตระกูลสุ่ยเเห่งเเคว้นเต่าดำนั้นขึ้นชื่อว่าเป็หญิงงามอันดับหนึ่ง!!เเต่เทียบกับคุณชายเล็กเเล้วนางจะเป็อันใดได้กัน...'
'ข้าจะขอสมัครเป็บ่าวรับใช้ในเรือนของคุณชายเล็กอย่างเเน่นอน...'
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้นหวังจิ่งหลงต้องยกมือส่งสัญญาณพวกบ่าวที่ยังเเตกตื่นนั้นจึงพลันเงียบลงในทันทีพร้อมกับเอ่ยสำทับไปว่า
''เื่ของรูปลักษณ์ของคุณชายเล็กพวกเ้าอย่าได้เพร่งพรายเเก่ใครกันเล่าหาไม่เช่นนั้นพวกเ้าจะได้รู้ว่าความเสียใจมันเป็เยี่ยงไร''
''ส่วนทั้งสองคนนี้คือจางปินเเละหรันหรูเป็สหายบุตรีของข้าเ้าจงดูเเลเเขกให้ดีด้วยเล่า''จางปินเเละหรันหรูก้าวเท้าออกมาให้ทุกคนได้เห็นถ้วนหน้า
ในใจของทั้งสองคนนั้นรู้สึกว่าตนโชคดีไม่น้อยโดยเฉพาะกับจางปินนั้นที่เขาหวนคิดไปเมื่อครั้งก่อนหากว่าหนิงอ้ายนั้นไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยซื้อเครื่องประดับของตนที่เขา้านำเงินจากการขายไปรักษาฮูหยินเเล้วภรรยาของตนคงไม่หายดีง่ายๆ เเละคงไม่ได้พบเจอกับเยว่ซินที่เป็สหายภรรยาของเขาตั้งเเต่ยามเด็กเเละชีวิตของพวกเขายังคงต้องเร่ร่อนเดินทางไปเรื่อยๆไม่เป็หลักเเหล่งอย่างเเน่นอน
หนิงอ้ายกับลู่ซีนั้นได้นั่งร่วมโตะทานอาการกับทุกคนโดยที่ท่านตานั่งตรงหัวโตะถัดมาซ้ายเมือเป็ท่านยายขวามือเป็ท่านเเม่ซึ่งท่านลุงจางปินเเละท่านน้าหรันหรูได้นั่งที่ถัดไปจากมารดาเขาสำหรับหนิงอ้ายเเละลู่ซีได้นั่งถัดจากท่านยายของตนนั่นเอง
''ขอต้อนรับสู่ตระกูลหวังอย่างเป็ทางการ...ขอให้ทุกคนทำตัวให้สบายพักในจวนนี้อย่างมีความสุข...''เหมยฮวาเอ่ยขึ้นด้วยความยินดี
''ตอนนี้พวกเ้าสองคนมีระดับพลังิญญาอยู่ในขั้นใดกันรึ??''หวังจิ่งหลงเอ่ยถามขึ้น
''ตอนนี้พลังิญญาของข้าอยู่ในระดับขุนนางขั้นสูงหลานเป็ผู้ใช้พลังปราณธาตุน้ำเเละปราณธาตุลมขอรับ...''ลู่ซีเอ่ยตอบคำถามเป็คนเเรก
''สำหรับข้าในตอนนี้พลังิญญาอยู่ในระดับจักรพรรดิขั้นสามัญขอรับเป็ผู้ใช้พลังปราณสุริยะธาตุเเละปราณธาตุน้ำขอรับ''หนิงอ้ายตอบกลับไป
ทางฝั่งของหวังจิ่งหลงนั้นเมื่อทราบระดับพลังิญญาของทั้งสองต่างก็รู้สึกถูกใจเป็อย่างมากอีกทั้งยังใอย่างมากกับพลังิญญาของหนิงอ้ายไม่น้อย ด้วยเพราะหลานคนนี้พึ่งปลุกพลังิญญาได้เพียงหนึ่งปีเเต่ระดับพลังกลับก้าวะโเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็อัจฉริยะในรอบหลายร้อยปีเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งที่ตนไม่สามารถตรวจสอบพลังิญญาของหนิงอ้ายได้น่าจะด้วยเพราะบทเวทย์ที่เ้าตัวสร้างขึ้นอย่างเเน่นอน
เยว่ซินเมื่อได้เห็นภาพความสนิทของทั้งสองคนดังนั้นตนพลันรู้สึกดีไม่น้อยถึงเเม้ว่าทั้งสองคนไม่ใช่พี่น้องกันในทางสายเื เเต่ด้วยเพราะอยู่ด้วยกันมาตั้งเเต่ยามเด็กจึงทำให้สายสัมพันธ์นี้เเน่นเเฟ้นยิ่งนักอีกทั้งนางก็มีความสุขอย่างมากเพราะในที่สุดนางก็มีบุตรสองคนอย่างที่นางเคยตั้งใจไว้นั้นเอง บรรยากาศในงานเลี้ยงของในตระกูลหวังค่ำคืนนี้นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายของความสุขเเละความอบอุ่นหัวใจหวังจิ่งหลงได้เเต่ลอบมองภรรยาของเขาคล้ายกับให้สัญญาว่าตนนั้นจะรักษาครอบครัวของตนตรงนี้ให้ดีที่สุดให้สมกับที่ไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันมาหลายสิบปี ซึ่งหลังจากนี้จวนตระกูลหวังคงจะคึกคักไม่น้อย
''หนิงอ้าย...เ้ากับลู่ซีได้ศึกษาบทเวทย์ใดกันเเล้วบ้างรึ''หวังเหมยฮวาหรือท่านยายสอบถามขึ้นมาอีกครั้ง
''ข้าเรียนบทเวทย์ที่เน้นการป้องกันเเละการโจมตีเป็หลักขอรับ...ถึงเเม้ว่าข้าจะปลุกพลังิญญามาหลายปีเเต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสฝึกฝนเท่าใดพึ่งจะมาศึกษาจริงจังใน่ปีที่ผ่านมา...''ลู่ซีเอ่ยตอบคำถามดังกล่าวเป็คนเเรก
''สำหรับข้าหลังจากศึกษาเคล็ดวิชาสยบอัสนีเมฆาในการดูดซับปราณฟ้าดินแล้วนั้น...ตอนนี้ข้าได้ศึกษาเคล็ดวิชาย่างก้าวทะยานหมื่นลี้ซึ่งเป็วิชาตัวเบาที่เน้นในการเคลื่อนไหวสามารถใช้พลิกแพลงได้อย่างหลากหลายสามารถหลบหลีกได้อย่างคล่องเเคล่วเเล้วข้านั้นจึงได้ทำการฝึกพวกบทเวทย์ป้องกันเเละโจมตีเพิ่มเติมเช่นกันขอรับ...''
''เเต่ตอนฝึกนั้นข้ากับลู่เกอจะเเยกกันฝึกเเล้วค่อยมาประลองเเลกเปลี่ยนวิชากันบ้างเนื่องจากว่าเราทั้งสองนั้นต่างศึกษาใช้ตำราเฉพาะของพลังธาตุที่เเตกต่างกันในการฝึกขอรับ...''หนิงอ้ายเอ่ยตอบไป
''ให้ตาช่วยสอนพวกเ้าดีหรือไม่เล่า??เพราะว่าตานั้นมีหลายบทเวทย์ระดับเซียนที่สามารถสอนเพื่อเป็ประโยชน์เเก่พวกเ้าทั้งสองคนได้''หวังจิ่งหลงเสนอตัวเอง
''พวกข้าเกรงใจท่านตาขอรับ...''หนิงอ้ายเเละลู่ซีเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
''แต่ยายเห็นด้วยที่พวกเ้าทั้งสองจะได้เรียนรู้เพิ่มเติมกับท่านตาของพวกเ้าเพราะว่าบทเวทย์ที่ตาของพวกเ้าตั้งใจจะถ่ายทอดให้นั้นจะสามารถทำให้พวกเข้าเเข็งเเกร่งมากยิ่งขึ้น''เหมยฮวาเอ่ยขึ้นทันทีเพราะตนเห็นด้วยในเื่นี้อย่างยิ่ง
''เเม่ว่าทำตามที่ท่านตาท่านยายเเนะนำเถอะพวกเ้าทั้งสองคน...ท่านตาของพวกเ้านั้นเก่งกาจในเื่บทเวทย์ยิ่งนักหากพวกเ้าได้เรียนรู้โดยตรงไม่ต้องอ่านจากตำราบทเวทย์ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงหัวใจหลักของการใช้ได้เร็วกว่าเดิมอีกทั้งยังสามารถเพิ่มความเเข็งเเกร่งในการฝึกตนนั้นเพิ่มขึ้นอีกด้วย''
''ลู่ซี...เ้าตอนนี้ถือว่าเป็คนสกุลหวังเเล้วอย่าได้มีความเกรงใจเเละด้อยค่าตัวเองอีกเลยเ้าย่อมมีสิทธิ์ที่จะศึกษาเคล็ดวิชาของตระกูลหวังของเรา''เยว่ซินเอ่ยเเจ้งอีกครั้ง
''พวกข้าทั้งสองขอบคุณท่านตาท่านยายขอรับ...''หนิงอ้ายเเละลู่ซีเอ่ยขึ้นพร้อมกัน
''อีกสามวันข้างหน้าจะเป็การประลองของเเคว้นเเล้วปีนี้สถานที่จัดงานได้เวียนมาสู่เเคว้นเต่าดำให้เป็เ้าภาพอีกครั้งเเละกว่าจะถึงวันประลองตาว่าเ้าทั้งสองคงได้ฝึกฝนไปไม่น้อยเป็เเน่...''หวังจิ่งหลงเอ่ยขึ้นด้วยความมั่นใจ
สำหรับหนิงอ้ายนั้น เขาััได้ว่าตระกูลหวังทั้งท่านตาหวังจิ่งหลงท่านยายเหมยฮวานั้นช่างเป็บิดามารดาที่น่านับถือยิ่งนัก ทั้งสองคนมีเเนวทางสำหรับการสั่งสอนเเละส่งเสริมบุตรหลานของตนอย่างพอดีสอนให้รู้จักความเป็จริงไม่ส่งเสริมให้ตัวคนนั้นหลงระเริงจนเกินไปหรือก็ไม่ได้ทอดทิ้งไม่ใส่ใจให้ขวนขวายด้วยตนเองเสียทุกอย่าง
มิน่าเล่ามารดาของเขานั้นมักจะพร่ำบอกแก่ตนเสมอว่าสำหรับนางนั้นเเบบอย่างในการดำรงชีวิตของตนคือบิดามารดาเเละความคิดเกี่ยวกับการเลี้ยงดูดังกล่าวได้ถูกปลูกฝังเเละถ่ายทอดมาใช้กับตัวหนิงอ้ายซึ่งท่านเเม่นั้นไม่เคยห้ามในสิ่งที่ตนหรือหนิงอ้ายคนเดิมอยากจะทำเลยสักครั้งเเต่จะคอยเป็กำลังใจเป็ที่ปรึกษาในทุกๆเื่ บางทีนั้นการที่เขาทะลุมิติเข้ามาในร่างหนิงอ้ายคงจะเป็เื่ที่ดีที่สุดในชีวิตที่เขาเคยพบเจอ...