ตอนที่ 3 ขายผัก สมุนไพร
ฝนตกอยู่ครึ่งค่อนคืน พอรุ่งสาง อากาศก็หนาวเย็นผิดปรกติ เสื้อผ้าชั้นเดียวเอาไม่อยู่แล้ว หนิงอันต้องหยิบเสื้อกันหนาวมาสวมใส่ทับอีกชั้นหนึ่ง ยังต้องสวมหมวกผ้าเพื่อกันลมหนาว ถึงค่อยก้าวเท้าออกจากบ้านได้
"เห็นทีฤดูหนาวปีนี้จะมาเร็วกว่าทุกปี" หนิงอันกล่าวพึมพำ พอลมหายใจอุ่นกระทบกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น เกิดเป็ไอควันสีขาวลอยล่อง ตามยอดหญ้ายังมีหยดน้ำค้างเกาะ บางหยดกระทั่งกลายเป็น้ำแข็ง ขณะเดินออกจากบ้าน ยังมีสายลมเย็นพัดโชยกระทบผิวหน้าจนรู้สึกหน้าชาขึ้นมา จากนั้นทอดสายตามองไปยังทิศตะวันออก ยามนี้ปรกติควรสว่างแล้ว แต่วันนี้กลับเพิ่งเห็นแสงตะวันอ่อนๆ โผล่พ้นหลังทิวเขา สามารถมองเห็นโดยรอบได้เพียงเลือนราง
เหนือหมู่บ้านฝูิ ยามนี้มีทะเลหมอกสีขาวโพลนปกคลุม หนิงอันยืนอยู่หน้าบ้านพักหนึ่ง ทอดมองทิวทัศน์ของฤดูหนาวจนพอใจ ค่อยหันหลังเดินกลับเข้าบ้านไป เห็นมารดานอนอยู่บนเตียง หลับตาพริ้มหลับไหล กลางดึกเมื่อคืนหนิงอันลุกขึ้นมาเพิ่มผ้าห่มให้กับมารดาอีกสองผืน ใต้เตียงยังต้องติดไฟไว้เพื่อเพิ่มความอบอุ่น ข้างกันนั้นเป็ห้องนอนของนางและสองพี่น้องฝาแฝด ซึ่งนอนกระจุกรวมกัน พอเดินเข้าไปในห้อง พบว่าภายใต้ผ้าห่มผืนหนาเด็กๆ นอนหลับยังไม่ตื่น เมื่อคืนเกิดาแย่งชิงผ้าห่มกันขึ้น กระทั่งนางยังร่วมด้วย พอรู้สึกตัวก็กลางดึก ต้องลุกขึ้นมาหาผ้าห่มเพิ่ม ดีที่ก่อนหน้านั้นนางทำไว้หลายผืน หากอยากได้เพิ่มอีก ต้องรอ่ต้นปี ซึ่งยามนั้นจะมีนุ่นไว้สำหรับทำผ้าห่มแทนการใช้ขนสัตว์ที่มีราคาแพง
หนิงอันเห็นแขนข้างหนึ่งของหนิงหนิงโผล่ออกมาจากใต้ผ้าห่ม จึงเอื้อมมือเก็บแขนเล็กสั้นของเด็กน้อยสอดเข้าไปดังเดิม หนิงหนิงเป็เด็กนอนดิ้น ทุกเช้าตื่นมาท่านอนจะไม่เหมือนเดิม ดีหน่อย่ฤดูหนาว จะนอนนิ่งกว่าปกติ จึงไม่ต้องกังวลว่าเด็กน้อยจะนอนดิ้นพลิกร่างจนตกเตียงเหมือนเมื่อก่อน
จากนั้นหนิงอันเหลือบมองหนิงเทียนคราหนึ่ง ทั้งสองมีหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกัน ความน่ารักน่าเอ็นดูก็ให้มาไม่แพ้กัน อดลูบศีรษะพวกเขาไม่ได้ ั้แ่พวกเขาเกิดมาจนถึงตอนนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าล้วนเป็เพราะนางเลี้ยงดู ซึ่งตอนพวกเขาลืมตาดูโลกครั้งแรก นางเพิ่งจะอายุแค่ 10 ขวบ มารดาที่ควรจะได้เลี้ยงดูลูกๆ กลับต้องมาล้มป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ บิดาที่ควรจะได้อยู่ดูแลเป็ที่พึ่งพิงของครอบครัว กลับต้องออกรบในา
ดังนั้นภาระหน้าที่จึงตกอยู่ที่นางแต่เพียงผู้เดียว ความผูกพันธ์นี้เกินกว่าคำว่าพี่น้องท้องเดียวกันไปแล้ว
พอคิดถึงบิดา หนิงอันก็ทอดถอนใจคราหนึ่ง นางยังดีหน่อยที่เคยเห็นหน้าท่านพ่อมาแล้วก่อนเขาจะไป แต่เด็กสองคนนี้เกิดหลังจากนั้น 6-7 เดือน จึงยังไม่เคยเจอหน้าคร่าตาบิดาตัวเองมาก่อน นึกแล้วก็เวทนาสงสารพวกเขา
หนิงอันรำพันว่า "ผ่านมาหกปีแล้ว แต่ท่านพ่อยังไม่กลับมา ไม่ทราบเป็อย่างไรบ้าง ขออย่าให้ท่านเป็อะไรไปเลย ให้ท่านกลับมาที่นี่อย่างปลอดภัย กลับมาหาพวกเราอีกครั้ง เราจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเสียที"
รอจนฟ้าสว่าง ดวงอาทิตย์ยามเช้าโผล่พ้นทิวเขา พอแสงสีทองของดวงอาทิตย์สาดส่องลงมา ปรากฏเป็เมฆหมอกสีทองเหลืองปกคลุมเหนือหมู่บ้านฝูิทั่วทั้งบริเวณ ปานเป็ทะเลสีทองท่ามกลางป่าเขา ขณะเดียวกันสภาพอากาศก็อบอุ่นขึ้น
วันนี้เช้า.. หนิงอันตั้งใจจะนำพืชสมุนไพรและผักที่ปลูกไว้ไปขายในหมู่บ้าน โดยมีสองพี่น้องฝาแฝดที่เพิ่งจะตื่นนอนมาช่วยเก็บด้วย หนิงหนิงและหนิงเทียนสวมชุดกันหนาวแ่า มองแต่ไกลเห็นเป็ก้อนกลมๆ แก้มสองข้างของเด็กน้อยแดงระเรื่อจากสภาพอากาศที่หนาวเย็น
สมุนไพรและผักที่ปลูกไว้ตอนนี้พร้อมเก็บเกี่ยวแล้ว ยังมีสมุนไพรตากแห้งที่ต้องใช้เวลาในการตากนาน 4-5 วัน ซึ่งหนิงอันจะนำสมุนไพรตากแห้งหลากหลายสรรพคุณเหล่านี้ มาผสมรวมกันตามตำรับยาที่เคยร่ำเรียนมา แล้วนำผ้ามาห่อมัดไว้สำหรับไว้ต้มดื่มกิน เพื่อบรรเทาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ นับว่าเป็การเพิ่มมูลค่าของมันได้ดีทีเดียว
พอนำพืชสมุนไพรและผักที่เก็บมาจากในสวน ล้างน้ำทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว หนิงอันก็จัดแจงใส้ตะกร้าคู่ใจ ขณะที่สมุนไพรตากแห้งนางห่อใส่ถุงผ้าแยกออกมาอีกต่างหาก พอเตรียมการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็พร้อมสำหรับนำไปขายในหมู่บ้าน
"พี่ใหญ่ขอรับ ข้าอยากไปขายของด้วย" หนิงเทียนพลันกล่าวขึ้นมา
หนิงหนิงก็กล่าวว่า "หนิงหนิงก็อยากไปด้วย"
หนิงอันพอได้ยินเช่นนั้นก็ทอดถอนใจ "พวกเ้าไป แล้วใครจะอยู่ดูแลท่านแม่?"
เด็กน้อยถึงกับพากันอับจนถ้อยคำ แต่หนิงเทียนยังคงอยากไปด้วย จึงหันไปกล่าวกับหนิงหนิงว่า "หนิงหนิง เ้าอยู่ดีแลท่านแม่ เดี๋ยวพี่จะไปช่วยพี่อันอันขายผัก"
หนิงหนิงแน่นอนว่าย่อมไม่ยินยอม เด็กหญิงสีหน้าบูดบึ้ง เบ้ปากพลางกล่าวคล้ายจะร้องไห้ "ไม่เอา หนิงหนิงจะไปด้วย"
เห็นสองพี่น้องทุ่มเถียงกัน หนิงอันจึงกล่าวแทรก "ไม่ต้องเถียงกันแล้ว เ้าสองคนอยู่ดูแลท่านแม่ที่นี่ เดี๋ยวพี่จะซื้อน้ำตาลปั้นมาฝาก ดีหรือไม่?"
"เย่ๆ น้ำตาลปั้น หนิงหนิงอยากกินน้ำตาลปั้น" หนิงหนิงลพลันลิงโลดดีใจ คล้ายลืมเื่เมื่อครู่ไปสิ้น
"ตะ..แต่ว่า.." หนิงเทียนยังคงมีท่าทีเสียดายที่ไม่ได้ไปด้วย แต่กลับไม่อาจหักใจจากน้ำตาลปั้น
หนิงอันลูบศีรษะของเด็กชาย พลางกล่าวเสียงอ่อนโยนว่า "ไว้ครั้งหน้าแล้วกัน ตอนนี้เ้าเป็คนเดียวที่พี่ไว้ใจ เวลาพี่ไม่อยู่ เ้าอยู่ที่นี่ก็ดูแลน้องดูแลท่านแม่แทนพี่ด้วย เข้าใจหรือไม่?"
หนิงเทียนพอได้ฟังคำกล่าวของพี่สาว เข้าใจว่าอีกฝ่ายฝากฝังเื่ราวไว้กับตน ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกหึกเหิมขึ้นมา พยักหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังว่า "ขอรับ ข้าเข้าใจแล้ว พี่ใหญ่วางใจเถอะ เดี๋ยวข้าจะดูแลหนิงหนิงกับท่านแม่เอง"
หนิงหนิงโพล่งขึ้นว่า "หนิงหนิงก็จะดูแลพี่รองกับท่านแม่แทนพี่ใหญ่เองเ้าค่ะ"
หนิงอันถึงกับหลุดหัวเราะกับท่าทีของน้องทั้งสอง "จ้า จ้า พี่ฝากพวกเ้าด้วยนะ" จากนั้นนางสะพายตะกร้าคู่ใจขึ้นหลัง ซึ่งด้านในบรรจุผักและสมุนไพรไว้เต็ม มีน้ำหนักราว 10 ชั่ง
หนิงอันกล่าวกำชับกับเด็กทั้งสองอีกว่า "พี่ทำข้าวต้มไว้ในหม้อ ถ้าหิวเมื่อไหร่ก็พากันตักมากินเสีย แล้วก็อย่าลืมเอาให้ท่านแม่กินด้วย อยู่บ้านก็อย่าดื้ออย่าซน ให้ท่านแม่ต้องคอยเป็ห่วง"
เด็กน้อยทั้งสองพยักหน้ารับแข็งขัน
"ขอรับ"
"เ้าค่ะ"
หนิงอันเผยรอยยิ้มพลางพยักหน้ากล่าว "ดีมาก งั้นพี่ไปแล้ว เดี๋ยวจะสายไม่ทันการ"
กล่าวจบก็หันหลังเดินจากไป
หมู่บ้านฝูิอยู่ห่างจากที่นี่ราว 2 ลี้ สำหรับหนิงอันนับว่าไม่ไกล พอเดินมาได้สักระยะ สองฟากข้างล้วนแต่เป็นาข้าวสีเขียวที่เพิ่งปลูกได้ไม่นาน แต่ละด้านมีนาข้าวทอดยาวลงไปจนถึงสายธารน้ำเบื้องล่าง ซึ่งจะแบ่งเขตูเากับเขตเพาะปลูก
ยามนี้เมฆหมอกสีขาวเลือนราง มองแต่ไกลเห็นูเาสูงตระหง่านสลับซับซ้อนรายล้อมทั่วทิศ เบื้องหน้าเป็เส้นทางคดเคี้ยว ทอดยาวจนถึงหมู่บ้านฝูิ เป็เส้นทางเดียวที่สามารถเดินข้ามพื้นที่อันเต็มไปด้วยนาข้าวเช่นนี้ลงไปจนถึงหมู่บ้าน
ด้านขวามือมีบ้านอยู่หลังหนึ่ง ตั้งอยู่ใจกลางของพื้นที่นาข้าว ขณะนั้นพอดีมองเห็นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง สะพายตะกร้าผักเดินออกมาจากบ้าน นางเดินลัดเลาะผ่านคูนา มุ่งหน้ามาทางนี้ ประจวบเหมาะกับหนิงอันที่กำลังเดินลงไปพอดี ทั้งคู่จึงได้พบกัน
ที่แท้หญิงวัยกลางคนผู้นี้นาม 'หวังหลี่' เป็ภรรยาของ 'โจวหยวน' หรือก็คือท่านลุงโจวกับท่านป้าหวัง สองสามีภรรยานี้นับเป็เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้กับบ้านของหนิงอันที่สุด แถมยังสนิทชิดเชื้อราวกับเป็ญาติผู้ใหญ่ บ่อยครั้งที่ทั้งสองสามีภรรยาขึ้นไปเยี่ยมเยือนครอบครัวของหนิงอันถึงบนเนินเขา ทุกครั้งก็จะถือของกินติดไม้ติดมือไปด้วยเสมอ
แต่ด้วยไร้บุญวาสนา สองสามีภรรยาไม่อาจให้กำเนิดบุตรได้ พวกเขาจึงเอ็นดูหนิงอันอย่างยิ่งราวกับเป็หลานแท้ๆ โดยเฉพาะสองพี่น้องฝาแฝด ที่มีความน่ารักน่าเอ็นดู จนทำให้สองสามีภรรยาบังเกิดความคิดรับเด็กน้อยทั้งสองเป็ลูกบุญธรรม แต่เพราะหนิงหนิงกับหนิงเทียน ไม่ยินยอมพร้อมใจเป็ลูกของผู้อื่นอีก เื่นี้จึงได้แต่พับเก็บไป แต่สองสามีภรรยายังคงมาเยี่ยมเยือนอยู่บ่อยครั้งเช่นเดิม ที่หนิงอันกับครอบครัวผ่านมาจนถึงวันนี้ได้ ส่วนหนึ่งก็เป็เพราะท่านป้าหวังกับท่านลุงโจวยื่นมือเข้าช่วยเหลือยามตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้นนับเป็คนรู้จักคุ้นเคยกันดี เปรียบเป็เป็ญาติพี่น้อง
หนิงอันพอเห็นท่านป้าหวังก้มหน้าก้มตาเดินขึ้นเนินดินลาดชัน แต่ละก้าวแลดูยากลำบาก จวบจนถึงเส้นทางลงไปยังหมู่บ้าน หนิงอันก็กล่าวทักทายว่า "ท่านป้าหวังจะเอาผักไปขายในหมู่บ้านหรือเ้าคะ?"
หวังหลี่เดินมาถึงตรงนี้ก็เหนื่อยหอบ พลันได้ยินเสียงคนแว่วดังมา จึงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นหญิงสาวสะพายตะกร้าเดินมาถึง ทันใดก็ยิ้มแย้มสดใสพลางกล่าวว่า "ที่แท้ก็นังหนูหนิงอันนี่เอง เ้าเอาตะกร้าผักมา ใช่จะเอาไปขายในหมู่บ้านเหมือนกันหรือไม่?"
"ใช่แล้วเ้าค่ะ ว่าแต่ท่านป้าหวังสบายดีหรือ?"
หวังหลี่กล่าวตอบว่า “ข้ายังกินดีอยู่ดี เพียงแต่ขาดเงินใช้สอย ว่าจะเอาผักไปขายหากำไร” จากนั้นถามกลับ "แล้วเ้าเล่าสบายดีหรือ?"
"สบายดีเ้าค่ะ ข้าเองก็ขาดเงินมิต่างจากท่าน" หนิงอันขำคิกคัก ก่อนกล่าวอีกว่า "มิสู้เราสนทนาไปพลางเดินไปพลางหละเ้าคะ"
จากนั้นทั้งสองเดินตามเส้นทางเพื่อลงไปยังหมู่บ้านพร้อมกัน
ระหว่างนั้นหนิงอันก็กล่าวถามขึ้นว่า "ท่านลุงโจวไม่ได้มาด้วย ออกไปล่าสัตว์ในป่าหรือเ้าคะ?"
หวังหลี่ต้องทอดถอนใจ "ท่านลุงโจวเ้าก็เป็เช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร บอกว่าเมื่อวานทำหมูป่าตัวหนึ่งาเ็สาหัส แต่มันดิ้นรนหลบหนีไปได้ วันนี้เลยหมายจะออกตามล่ามันอีกรอบ เข้าป่าั้แ่ฟ้ายังไม่ทันสว่าง หวังสืบเสาะหาร่องรอยของมัน"
"ที่แท้ก็เป็เช่นนี้" หนิงอันกล่าวยิ้มๆ
หวังหลี่กล่าวถามว่า "แล้ววันนี้เ้ามีสมุนไพรดีๆ อะไรมาขายหรือ? ครั้งก่อนฟังว่าสมุนไพรเ้าขายดีปานเททิ้ง เดี๋ยวเดียวก็ขายหมดแล้ว นอกจากสมุนไพรของท่านหมอหยูอี้ ก็มีแต่สมุนไพรของเ้านี่แหละที่พอมีชื่อเสียง ทำให้ผู้คนเชื่อถือไว้วางใจ ข้ากลับรู้สึกอยากเรียนศาสตร์ตำราสมุนไพร แต่สมองคนแก่เลอะเลือนจำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว"
หนิงอันยิ้มพลางกล่าวว่า "แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้น ท่านป้าหวังยังสาว ไหนเลยสมองเลอะเลือนเป็คนแก่ไปได้ หากท่านป้าหวังตั้งใจจริง ข้าแน่ใจว่าท่านย่อมต้องเรียนรู้ได้อย่างแน่นอน"
"เช่นนั้นรึ?" หวังหลี่หัวเราะชอบใจ โดยเฉพาะคำว่า 'ยังสาว' จากปากของหญิงสาว จากนั้นกล่าวกลั้วหัวเราะว่า "งั้นวันหลังป้าคงต้องให้เ้าชี้แนะแล้ว"
สองสตรีสนทนากันสัพเพเหระ จวบจนเดินถึงทางเข้าหมู่บ้าน เห็นบ้านเรือนของชาวบ้านตั้งเรียงรายแต่ไกล นับเป็ชุมชนเล็กๆ มีผู้คนเดินสวนทางไปมา ดูครึกครื้นมีชีวิตชีวา
พอเดินเข้าไปด้านใน จนถึงตลาดซื้อขายใจกลางหมู่บ้าน เห็นผู้คนเดินจับจ่ายซื้อขายอยู่จำนวนหนึ่ง ตลอดแนวสองข้างทางเต็มไปด้วยสิ่งของเครื่องใช้และอาหารหลากหลายอย่าง รวมทั้งพืชผลนานาๆ ชนิดที่ชาวบ้านนำมาวางขายกัน หลายคนะโร้องขายของกันอย่างขยันขันแข็ง ไม่มีใครยอมใคร แม้อากาศหนาวเย็นแต่หาได้เป็อุปสรรคของคนที่นี่แม้แต่น้อย
หนิงอันหันมองโดยรอบ เห็นผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา พร้อมกับเสียงพูดคุยสนทนากันดังเซ็งแซ่ ประกอบกับกลิ่นหอมของอาหารที่ลอยตลบอบอวล เกิดเป็บรรยากาศคึกคักวุ่นวาย แตกต่างจากบ้านบนเขาอันสงบเงียบของนางโดยสิ้นเชิง
ทว่ามีคนเห็นนางมาถึงก็ร้องขึ้นว่า "นั่นใช่นังหนูหนิงอันหรือไม่?"
เพียงคำกล่าวประโยคเดียว กลับทำให้ผู้คนที่รับฟังต้องหันหน้ามองมาทางหญิงสาวเป็ตาเดียว มองสำรวจจนแน่ใจ ค่อยพากันกล่าวสนทนาอย่างตื่นเต้นรอคอย
"จริงด้วย หนิงอันมาขายสมุนไพรแล้ว"
"นางมาแล้วหรือ?"
"ครั้งก่อนที่ข้าซื้อสมุนไพรจากนางไปต้มกินดู อาการปวดเมื่อยตามร่างกายกลับหายเป็ปลิดทิ้ง ย่อมเป็เพราะสมุนไพรเลิศสรรพคุณของนาง คิดดูเอาว่า ข้าต้มแล้วต้มอีกจนสมุนไพรไร้กลิ่นไร้รสชาติ ยังอยากได้อีกสักหลายชุด วันนี้นางมาขายสมุนไพร นับว่าประเสริฐยิ่ง"
มีคนกล่าวว่า "ข้าเองก็รอซื้อสมุนไพรจากนางเสียนานวัน ผ่านมาห้าวันยังไม่พบเจอหน้า ถ้ายังไม่มาอีกผู้อื่นคงได้แต่ต้องขึ้นไปทวงถามถึงหน้าบ้านแล้ว"
ปรากฏว่าเพียงชั่วครู่ ก็มีผู้คนมากมายรายล้อมเข้ามา แต่หนิงอันกลับยิ้มระรื่นตอบรับพวกเขา พลางวางตะกร้าอันเต็มไปด้วยผักและสมุนไพรลงตรงหน้า ก่อนกล่าวเสียงดังสดใสว่า
"สมุนไพรที่ดีต้องรอให้สุกงอม มันถึงจะแสดงสรรพคุณและประสิทธิภาพออกมาได้เต็มที่ วันนี้หนิงอันนำสมุนไพรหลายอย่างหลายสรรพคุณมาขาย นอกจากนั้นยังมีพืชผักสะอาดสดใหม่จากสวน รับรองความอร่อยและคุณประโยชน์ครบถ้วน คงต้องให้ทุกท่านช่วยอุดหนุนแล้ว"