ตูม….
ใต้ฝ่าเท้าของผมกับไวโอเล็ทแตกะเิขึ้นผมกับเธอก็รีบหลบกันออกไป ปรากฎงูดินมากมายมหาศาลไม่ต่ำกว่าหมื่นตัวขึ้นพวกมันไล่ล่าแล้วฉกเข้าที่ผมกับไวโอเล็ทไปคนละสองสามแผลแต่ตอนนี้ทั้งผมกับเธอไม่ได้สนใจอะไรมีเพียงพากันและกันให้รอดชีวิตไปให้ได้
ทำให้ผมกับไวโอเล็ทต้องทั้งหลบหนีพร้อมๆกับใช้พลังและทักษะของตัวเองสังหารพวกงูดินไปด้วยในตัวถึงแม้จะใช้การโจมตีง่ายๆไปงูดินก็ตกตายลงไปเนื่องด้วยมันมีกว่าหมื่นตัวทำให้มันมากมายมหาศาลจนพวกเราหนีไปอย่างทุลักทุเล
แล้วยังตามมาติดๆกันด้วยเสียงร้องะโด้วยความเดือดดาลของัดินเองก็ดังขึ้นตามหลังมา
"ต้องหาที่หลบก่อนไม่งั้นพวกเราเสร็จมันแน่" ผมพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"จริงสิดันเจี้ยนหาดันเจี้ยนเข้ากันก่อนเถอะ"
"คุณรู้สถานที่ตั้งของดันเจี้ยนเหรอ แล้วจะแน่ใจได้ยังไงว่าถ้าเข้าไปในนั้นจะปลอดภัย"
"เชื่อฉันเถอะแล้วตามมาเลย"
ผมไม่ถามอะไรต่ออีก แล้วตามไวโอเล็ทไปติดๆ
ผ่านไปกว่าสิบห้านาทีเสียงของัดินยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
"คุณแน่ใจแล้วใช่ไหม ผมว่าทางเข้ามามันดูแปลกๆนะ"
"แน่นอนที่นี่แปลกอย่างว่าถ้าฝั่งทางนั้นคือัข้างหน้าต้องเป็วิหคแน่นอน และต้องเป็วิหคศักดิ์สิทธิ์ด้วย"
"คงไม่ใช่ว่าเวล80หรอกนะ"
"ใช่"
"เอาเถอะตายที่ไหนก็เหมือนๆกันอยู่ดี"
ในระหว่างที่ทั้งสองใกล้หอบเหนื่อยจวนจะหมดแรงแล้วก็มองไปเห็นปากทางเข้าดันเจี้ยนที่ไม่ต่างจากโบราณสถานอารยธรรมที่ดูมีคุณค่าถึงแม้มันจะดูผุพังและเต็มไปด้วยเถาวัลย์มากมายก็ตามแต่มันก็ยังคงรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองได้อยู่ดี
กระทั่งเข้าไปในดันเจี้ยนเสร็จผมกับไวโอเล็ทก็ทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้นหอบหายใจออกมากันทั้งคู่
"รอดแล้วสินะ"ไวโอเล็ทพูดขึ้น
"ดูเหมืนพวกเราจะรอดแล้วจริงๆ ฮ่า ฮ่า"
"นั่นสิ"
พวกเราทั้งคู่เงียบไปสักก่อนที่ไวโอเล็ทจะพูดขึ้น
"ขอบคุณนะ"
"ขอบคุณเื่อะไรกันครับ"
"ฉันสนุกมากเลยล่ะถึงมันจะไม่ควรคิดแบบนั้นแต่ว่าการวิ่งหนีอย่างเอาเป็เอาตายมันทำให้ฉันได้ัักับอะไรใหม่ๆจริงๆฉันถึงได้ขอบคุณนาย"
"ว่าแต่ดันเจี้ยนนี้มันเกี่ยวกับอะไรกันแน่สภาพเหมือนเป็อารามไม่ก็เป็สถานวิจัยอะไรบางอย่าง"
"จากที่ฉันเคยลงดันเจี้ยนสร้างผลงานมาจนได้แรงค์ A ได้ ถ้าฉันคาดเดาไม่ผิดที่นี่สมควรเป็สถานวิจัยจริงๆ แล้วมันก็เป็แบบดันเจี้ยนด้วย ลักษณะแบบนี้มันมักจะไม่ใช่ดันเจี้ยนธรรมดาเพราะว่ามีแค่ดันเจี้ยนแรงค์ S ขึ้นไปเท่านั้น"
"ที่นี่ก็แรงค์ S อีกแล้วเหรอ"
พึ่งจะเฉียดตายมาได้ไม่นานก็เดินมาหาที่อีกรอบ ผมถึงได้คิดว่าวันนี้นี่มันบังเทิงใจแปลกๆจริงๆ
"ไปสำรวจกันเถอะ"
"เธอนี่ก็ชอบผจญภัยจริงๆนะ"
"แน่นอนไม่อย่างนั้นฉันจะออกมาจากตระกูลตัวเองทำไม การผจญภัยในสถานที่ลึบลับยิ่งอันตรายน่าหวาดเสียวเท่าไหร่ฉันยิ่งตื่นเต้นมากเท่านั้น"
ผู้หญิงอย่างไวโอเล็ทที่ชื่นชอบด้านการผจญภัยหาได้ยากจริงๆแล้วเธอยังเป็คนที่แข็งแกร่งมากด้วย
ไวโอเล็ทแทบจะไม่รออะไรอีกเธอจับมือผมเดินเข้าไปในส่วนลึกของดันเจี้ยนทันทีทันใด
ดันเจี้ยนแห่งนี้เท่าที่ดูมานั้นมีห้องมากมายนับไม่ถ้วนเห็นได้ชัดเจนเลยว่าเป็สถานวิจัย ผมคาดเดาในความคิดต่างๆนานา บางทีแล้วสถานที่แห่งนี้ในอดีตก่อนจะผันกลายเป็ดันเจี้ยนจะต้องมีการทดลองอะไรบางอย่างจากมอนเตอร์ขนาดใหญ่แน่นอน
ผมกับไวโอเล็ทเดินเข้ามาก็สำรวจไปเรื่อยๆจนกระทั่งเหลือห้องสุดท้ายระหว่างทางแทบไม่มีมอนเตอร์เลยด้วยซ้ำไป
"มันเงียบแปลกๆเกินไปไหมนะ"
"น่าตื่นเต้นดีออก มาสิมาเปิดมันด้วยกัน"
"ครับ"
ผมผลักประตูใหญ่ไปพร้อมๆกับไวโอเล็ท ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะปรากฎเงาของวิหคั์ร้องคำรามออกมาทำให้ตัวผมที่เดิมทีก็เลเวลน้อยทักษะต้านทานอะไรในลักษณะนี้ไม่มีก็กระเด็นปลิวออกไปแต่ก็ยังดีที่ไวโอเล็ทคว้าผมไว้ทัน
"ผู้มาเยือนอันป่าเถื่อนมาด้วยเหตุอะไร"
"ก็แค่มาสำรวจ...."
ผมพูดออกไปทันทีแต่ว่าไวโอเล็ทก็พูดตัดขึ้นมาต่อ
"มาพิชิตดันเจี้ยน"
"เดี๋ยวนะ นี่คุณพูดอะไรออกมากันน่ะ"
"ก็พวกเราจะเข้ามาพิชิตนี่ไม่ใช่สำรวจสักหน่อย"
"ไหนบอกจะมาสำรวจ"
"ลืมไปเถอะฉันเปลี่ยนใจแล้ว"
"เฮ้อ จริงๆเลย"
"พวกป่าเถื่อนคิดที่จะพิชิตดันเจี้ยนของมารดาผู้นี้ ลำพังแค่เลเวลยังไม่ถึงขั้นจะมาได้เลย อะไรกันที่บอกจะพิชิตได้"
"จะสนพวกเราไปทำไมก็พวกเรามาพิชิตดันเจี้ยนถ้าพิชิตไม่ได้ก็ไม่มีอะไรผิดสักหน่อย บอกเงื่อนไขการผ่านมาเถอะ"ไวโอเล็ทพูดด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
"เงื่อนไขงั้นเหรอ ง่ายมากก็แค่ผ่านบททดสอบของข้าไปให้ได้แค่บททดสอบเดียวก็พอแล้ว…"
"รีบบอกมาสิจะหยุดพูดทำไม"
"ไม่ต้องห่วงว่าจะไม่เริ่มเพราะการทดสอบได้เริ่มขึ้นแล้ว"
"การทดสอบเริ่มแล้วเหรอ ไม่เห็นมีอะ..."อยู่ดีๆไวโอเล็ทก็หยุดพูดไปดื้อๆร่างกายเธอก็เริ่มสั่นขึ้นเรื่อยๆ
"คุณเป็อะไรรึเปล่า"ด้วยความเป็ห่วงผมก็เดินเข้าไปเพื่อจะดูอาการของไวโอเล็ทที่อยู่ๆก็ชะงักร่างไป
"ไม่เป็ไร ฉันแค่รู้สึกไม่ดีเล็กน้อยแค่นั่งพักก็น่าจะหาย"
ร่างกายของไวโอเล็ทเริ่มสั่นเทาขึ้นเรื่อยๆ ผมเองก็ไม่กล้าปล่อยผ่านรีบคว้าร่างของไวโอเล็ทมาตรวจดู ในทันทีที่มือของผมัักับมือของเธอเข้า ร่างกายผมก็เกิดอาการร้อมรุ่มขึ้นในทันที อยู่ดีๆอาการเสน่หาก็ผุดขึ้นมาไม่หยุดผมเริ่มที่จะมองไวโอเล็ทแปลกไป
"บ้าจริงนี่มัน… แกเล่นสกปรกนี่"
"ฮ่า ฮ่า บททดสอบก็ง่ายๆ ผ่านมันไปให้ได้โดยที่ไม่หลอมรวมเป็หนึ่งกับอีกฝ่าย เห็นไหมเงี่อนไขง่ายมากๆ"
"บัดซบ"
"นายรีบหนีถอยไปสิ ฉันจะทนไม่ไหวแล้ว"
"ไวโอเล็ททนไว้ก่อนถึงมันจะรุนแรงมากแต่ว่านี่เป็แค่บททดสอบนะ"
"อ้อ มารดาผู้นี้ลืมบอกไปน่ะสิว่าผู้หญิงน่ะจะอาการรุนแรงกว่าผู้ชายห้าเท่า ฮ่า ฮ่า"
"เ้าวิหคั์บัดซบมากกามตัณหาเอ้ย"
อาการของไวโอเล็ทเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งเธอเข้ามาโอบกอดผมไว้
"นี่ฉันไม่ว่าอะไรนายหรอกนะ ทำกับฉันที ช่วยฉันหน่อยฉันไม่ไหวแล้ว"
ใบหน้าที่สวยงดงามของไวโอเล็ทก็ซุกเข้าที่อกของผมอาการออดอ้อนของเธอมันเกือบทำให้ผมเกือบคุ้มสติไม่อยู่
"คุณใจเย็นๆก่อน มันไม่ได้รุนแรงขนาดนั้นนะครับ ถ้าขืนยังทำแบบนี้ผมเองก็จะแย่ไปด้วย"
"นายรังเกียจฉันอย่างนั้นเหรอ"ไวโอเล็ทเงยหน้ามองผมในขณะที่ใบหน้าของพวกเราใกล้กันมาก
"ผมไม่ได้รังเกียจแต่การที่ทำกับผู้หญิงสักคนแบบตัวพวกเธอไม่เต็มใจผมไม่ค่อยสนใจสักเท่าไหร่"
ตัวผมเองแม้จะไม่เคยมีความรักมาก่อนแต่ว่าประสบการณ์ในเื่ชายหญิงก็ไม่เป็สองรองใครเหมือนกันอย่างไรก็ตามโดยส่วนใหญ่ก็จะไปเล่นสนุกที่สถานเริงรมณ์เสียมากกว่า
“ไม่เป็ไร ฉันอยากทำเอง เพราะฉะนั้นนายช่วยฉันหน่อยนะถือว่านี่เป็การขอร้อง”
ตอนนี้ไวโอเล็ทไม่ฟังอะไรผมอีกแล้วมีเพียงคำออดอ้อนที่เล่นกับจิตใจของผม แน่นอนว่าผมก็สนใจไวโอเล็ทอยู่เหมือนกันแต่ว่าถ้าจะให้ผมทำเื่ไม่ดีกับเธอลงไปในตอนที่เธอไม่เป็ตัวของตัวเองอย่างนี้ผมก็ไม่เอาด้วยหรอกแม้มันจะถือว่าไม่เป็ไรก็ตามแต่ผมก็มีสิ่งที่ยึดมั่นเหมือนกัน
“นี่ได้โปรดทำกับฉันเลย ไม่ต้องสนใจอะไรทั้งนั้น” น้ำเสียงหวานๆนั่นเริ่มละลายผมลงไปทุกทีร่างกายของผมก็ตอบสนองเป็อย่างดีจนตอนนี้ส่วนนั้นของผมมันผงาดขึ้นมาแล้ว
“นี่คุณตั้งสติก่อน….”ในขณะที่ผมกำลังจะพูดจบลงไปริมฝีปากของไวโอเล็ทก็เข้ามาประกบกับริมฝีปากของผมทันทีจนทำให้ผมเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงร่างกายของผมก็เริ่มใกล้จะถึงขีดจำกัดเข้าไปทุกทีแค่ผู้หญิงธรรมดาผมในตอนนี้ก็เล่นงานได้ง่ายๆแล้วผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบหมดจดอย่างไวโอเล็ทยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ผมที่กำลังจมดิ่งลงไปอย่างช้าๆก็ใช้มือฉีกกระชากชุดของไวโอเล็ทออกจนหมดเผยให้เห็นร่างกายที่สวยสดงดงามจนละสายตาไม่ได้ ผมที่กำลังดื่มด่ำกับจูบอันแสนเร่าร้อนยังไม่ได้เห็นร่างกายของเธอมีเพียงแค่ััจากฝ่ามือเท่านั้นถึงได้ทำให้ผมรู้ว่าตอนนี้ร่างของไวโอเล็ทเปลือยเปล่าไปแล้ว
ติ๊ง
คุณได้รับทักษะติดตัว ต้านทานมายาลวงหลอก เลเวล 1
คำอธิบายทักษะ ต้านทานมายาลวงหลอก = สามารถต้านทานคาถา วิชา ภาพมายา โลกมายา และสิ่งที่เกี่ยวกับเสน่หาได้ทุกชนิด รวมไปถึงทุกสิ่งที่เกี่ยวกับสิ่งมายาลวงตาทั้งหลาย
ติ๊ง
ทักษะ ต้านทานมายาลวงหลอก เลเวลอัพเป็เลเวล 2
ติ๊ง
ทักษะ ต้านทานมายาลวงหลอก เลเวลอัพเป็เลเวล 3
.
.
.
ติ๊ง
ทักษะ ต้านทานมายาลวงหลอก เลเวลอัพเป็เลเวล 7
ทักษะใหม่ที่ผมเรียนรู้โดยบังเอิญทำให้ผมได้สติกลับมาในทันทีพอถึงเลเวลที่สามารถต้านทานเสน่หาได้ แต่ว่าร่างกายที่นุ่มนิ่มและริมฝีปากของไวโอเล็ทมันทำให้ผมแยกจากเธอไปไม่ได้ ตอนนี้เองผมกับเธอก็ได้แต่กอดรัดกันแน่นมอบจูบอันแสนหวานให้กันและกันโดยไม่สนใจอะไรแต่แน่นอนว่าไม่มีการเกินเลยไปมากกว่านั้น
พวกเราสองคนกอดรัดกันแบบนั้นไปนานกว่าสองชั่วโมงในเวลาที่ผ่านมานั้นผมเองก็พยายามกลืนกินพลังเสน่หาจากไวโอเล็ทมาเรื่อยๆจนตอนนี้เธอได้สติเกือบจะครบสมบูรณ์แล้วแต่ว่าก็เหมือนกับพวกเราสองคนติดพันกันต่อไปราวกับไม่รู้ว่าอะไรเป็อะไรมีเพียงความรู้สึกที่มันกำลังบอกว่าตอนนี้คือเวลาที่แสนวิเศษที่สุด
จนกระทั่งไวโอเล็ทผลักตัวเองออกไปเล็กน้อยไม่ถึงกับลุกจากผมไปเธอมองหน้าผมอยู่อย่างนั้นด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ
“ฉะ…ฉันว่าตอนนี้พวกเราควรแยกกันได้แล้วนะ”
พอได้ยินเธอพูดมาแบบนั้นผมก็กลับรู้สึกไม่อยากแยกจากเธอขึ้นมาแต่ว่าผมก็จำเป็ต้องห้ามใจเอาไว้เพราะว่าถึงอย่างไรที่พวกเราพลาดกันไปขนาดนี้ก็เพราะพลังเสน่หาของวิหคบ้าๆตัวนั้น
“นั่นสินะ พวกเราควรแยกกันได้แล้ว”
ถึงผมจะตอบไปแบบนั้นแล้วก็ดูเหมือนกับว่าไวโอเล็ทก็รู้สึกคล้ายกับผมเธอถึงได้กอดคอผมกลับอีกครั้ง
“ขอครั้งสุดท้ายได้ไหม แค่ครั้งนี้แล้วพวกเราก็กลับไปเป็เหมือนเดิม”
“ได้สิครับ”
จากนั้นริมฝีปากของพวกเราก็ประกบเข้าหากันอีกครั้งพร้อมกับโอบกอดกันพันรัดกันแน่น มือของผมเองก็เริ่มไม่อยู่นิ่งเริ่มลูบไล้ไปมาจนกระทั่งมาคลึงูเาลูกใหญ่หนึ่งในสองลูกนั้นจนไวโอเล็ททำเสียงน่าฟังเบาๆออกมา ถึงแม้จะดูเหมือนมันจะเกินเลยแต่ที่จริงแล้วก็ไม่ได้ทำอะไรนอกจากััร่างกายกันและกันกับจูบกันเท่านั้น
…..