เสียงในลานเปลี่ยนไปทันทีที่ทั้งสองยืนเข้าตำแหน่ง ไม่ใช่เสียงที่ดังขึ้น หากเป็เสียงที่รวมตัวกัน เสียงซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามสี่สนามค่อยๆ หันมาทางเดียวกัน หลินเย่รับรู้ถึงมันโดยไม่ต้องหันมอง เพียงสายตาที่กวาดออกไปรอบก็บอกได้ว่ามีหลายร้อยคู่ตาเปลี่ยนทิศมาที่สนามนี้แล้ว
ร่างที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามสูงกว่าเขาครึ่งหัว บ่าผึ่งผายจากการฝึกที่มีแบบแผนมาั้แ่เด็ก ไม่ใช่การฝึกแบบสะสมทีละน้อยอย่างของเขา ดวงตาคู่นั้นจับมาที่เขาโดยไม่หลบ ไม่ดูถูก ไม่ประมาท ราวกับภูผาที่ยืนอยู่ก่อนที่หมอกจะมาถึง และจะยังคงยืนอยู่เช่นนั้นหลังจากที่หมอกผ่านไปแล้ว
จากระเบียง้ามีเสียงหนึ่งดังลงมา
"ท่านพี่ สู้เขา"
เสียงนั้นลอยลงมาจากระเบียงเดียวกับที่กู่เหวยยืนอยู่ หลินเย่จึงรู้โดยไม่ต้องเงยหน้าว่าเป็เสียงของผู้ใด
หลินจวิ้นเฉิงไม่หัน ทว่ามุมปากของเขาขยับขึ้นเล็กน้อย เขาคุ้นเคยกับเสียงนั้นดี ทั้งสองก้าวเข้าหากันในระยะคารวะ
"หลินเย่ รวมลมปราณขั้นสอง ขอรับคำชี้แนะ"
"หลินจวิ้นเฉิง รวมลมปราณขั้นสี่ ขอรับคำชี้แนะ"
ลานเงียบลงชั่วขณะ แล้วเสียงก็แตกออกมาพร้อมกัน ขั้นสี่ คำนั้นวนซ้ำออกมาจากปากหลายสิบปาก
หลินเย่คำนวณอยู่เงียบๆ ในหัว ขั้นสี่ในวัยสิบห้า ตระกูลหลินเททรัพยากรใส่คนผู้นี้มากเพียงใด และหากคนผู้นี้คือบุตรศักดิ์สิทธิ์ที่ตระกูลเตรียมเอาไว้แล้ว การชนะเขาจะหมายความว่าอะไรต่อชีวิตหลังจากนี้ เขารู้คำตอบก่อนที่จะถามคำถามนั้นในใจจบเสียอีก
หลินจวิ้นเฉิงเหลือบไปที่ชั้นวางอาวุธไม้ข้างสนาม แล้วหันกลับมา
"ใช้อาวุธหรือไม่"
"ย่อมได้"
เสียงของหลินเย่หลุดออกมาก่อนที่เขาจะทันทบทวน
จากข้างสนาม หลินตงหันมามองเขาด้วยสีหน้าที่หลินเย่ไม่เคยเห็นนางทำมาก่อน สีหน้าของคนที่เพิ่งได้ยินบางสิ่งซึ่งไม่ควรเป็ไปได้ นางรู้ดีว่าตลอดร่วมสามปีที่ฝึกด้วยกันมา นางไม่เคยสอนการจับอาวุธให้เขาสักครั้ง ไม่ใช่เพราะนางลืม หากเพราะหลินเย่ไม่เคยขอ และนางเองก็ไม่เคยผลักดัน
ทั้งสองเดินไปที่ชั้นวางอาวุธไม้ข้างสนาม หลินจวิ้นเฉิงหยิบกระบี่ไม้ขึ้นมาด้วยมือเดียว ไม่ทดสอบน้ำหนัก ไม่ลองกำด้าม กระบี่เข้าที่ในมือของเขาทันที ราวกับอวัยวะที่ขาดหายไปเพิ่งกลับคืนมาอย่างไรอย่างนั้น ทุกอย่างอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องโดยไม่ต้องคิด
หลินเย่หยิบกระบี่ไม้ขึ้นมาบ้าง กำด้าม เหวี่ยงลองสักครั้ง รับรู้ถึงน้ำหนักที่กระจายออกไปตามความยาว ต่างจากมีดสั้นที่คุ้นเคยซึ่งน้ำหนักรวมอยู่ที่ด้ามและตอบสนองตามข้อมือ กระบี่นี้ช้ากว่า และหนักกว่าที่คาดเพราะน้ำหนักถ่วงอยู่ค่อนไปทางปลาย ต้องใช้ไหล่นำแทนข้อมือ
ทั้งสองกลับมายืนกลางสนาม ผู้คุมสนามประกาศเริ่ม หลินจวิ้นเฉิงพุ่งออกมาพร้อมกับเสียงประกาศ กระบี่ไม้ฟาดลงมาจากเบื้องบนในแนวเฉียง หลินเย่ยกกระบี่ขึ้นกั้น
แรงกระแทกที่ถ่ายผ่านมาตามใบกระบี่หนักกว่าที่คาดไว้ ไม่ใช่เพียงแรงของแขน มีปราณแทรกอยู่ในการฟาดนั้นด้วย มันกระจายออกมาตามพื้นที่ััจนข้อมือของเขาสั่นเล็กน้อย
หลินจวิ้นเฉิงถอยออกไปครึ่งก้าว ก่อนที่ปลายกระบี่จะตวัดออกมาจากด้านขวา กวาดมาที่สีข้าง หลินเย่กันออก ข้อมือบิดรับแรงตามทิศ ทว่าช้ากว่าที่้าครึ่งจังหวะ ปลายกระบี่ไม้แตะที่สีข้างซ้ายเบาๆ ก่อนที่เขาจะดึงตัวออกมาได้
ไม่ลึก ทว่ารู้สึกได้
หลินจวิ้นเฉิงถอยออกไปสองก้าว มองหลินเย่อยู่ครู่หนึ่ง
"ไม่เลว กันกระบี่ข้าได้สองครั้ง"
ประโยคนั้นออกมาเรียบ ไม่ใช่การดูถูก หากเป็การจดบันทึกข้อมูลของคนที่ประเมินคู่ต่อสู้อยู่ตลอดเวลา
ในหัวของหลินเย่ยังคงเห็นรูปแบบนั้นค้างอยู่ เห็นว่าเท้าวางลงอย่างไรก่อนฟาด เห็นว่าไหล่เปลี่ยนทิศอย่างไรก่อนที่ปลายกระบี่จะออกไป
สองครั้งนั้นเพียงพอแล้ว
หลินจวิ้นเฉิงพุ่งเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เร็วกว่าและซับซ้อนกว่า กระบี่ไม้ออกมาสองท่าติดต่อกันในจังหวะที่ต่างกัน
ท่าแรกออกมาจาก้าขวา หลินเย่อ่านออก เบี่ยงออกทางซ้าย กระบี่พลาดไป เขาสวนกระบี่ออกไปในทิศที่เห็นช่องว่าง หลินจวิ้นเฉิงปัดป้องได้ ทว่าชะงักไปเล็กน้อย ชั่วขณะที่สั้นมาก ทว่าหลินเย่เห็น
มีบางอย่างในดวงตาคู่นั้นขยับ คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าอ่านเพลงกระบี่ของเขาออกจากการดูเพียงครั้งเดียว หลินจวิ้นเฉิงถอยออกไปสามก้าว ยืนนิ่ง
"เตรียมรับมือ"
เสียงนั้นไม่ดัง ทว่ามีน้ำหนัก ปราณไหลเข้าสู่กระบี่ไม้อย่างเงียบๆ และสม่ำเสมอ
"เพลงกระบี่ใบไม้ปลิว"
กระบี่ไม้เคลื่อนออกมาช้ากว่าท่าก่อนหน้า ทว่าไม่ใช่ความช้าของคนที่อ่อนแรง หากเป็ความช้าของใบไม้ที่ร่วงจากต้น ไม่พุ่งตรง ทว่าวาดโค้งออกอย่างประหลาดในเสี้ยวลมหายใจสุดท้าย เมื่อหลินเย่คิดว่ากั้นได้ มันกลับเลื้อยข้ามใบกระบี่ของเขาไปหาเป้าหมาย
ความโค้งนั้นไม่ได้ถูกวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า มันตามแรงที่เกิดจากการปะทะแล้วหักทิศออกใหม่ ราวกับใบไม้ที่ถูกลมพัดเปลี่ยนทิศกลางอากาศโดยไม่มีรูปแบบให้คาดเดาอย่างไรอย่างนั้น
หลินเย่กั้น กระบี่เบี่ยงออก ทว่าไม่ไปในทิศที่ควรไปหลังถูกกั้น มันวนออกไปทางซ้ายแล้วโค้งกลับมาจากด้านหลัง
หลินเย่หมุนตัวรับ เสียงไม้กระทบไม้ดังขึ้นสั้นๆ ทว่ากระบี่ของจวิ้นเฉิงไม่หยุดอยู่ที่การปะทะ มันเลี้ยวอีกครั้ง มาจากด้านล่างขวาในจังหวะที่ยังคายแรงจากการปะทะครั้งก่อนอยู่
คราวนี้กั้นไม่ทัน ปลายกระบี่แตะเข้าที่แขนซ้าย
หลินเย่ถอยออกไปสองก้าว แขนชาเล็กน้อยจากการรับแรงที่ไม่ถูกต้อง เขามองกระบี่ไม้ในมือของตัวเอง แล้วมองหลินจวิ้นเฉิงที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามในท่วงท่าที่ยังไม่หอบแม้แต่น้อย หากยืนถือกระบี่ต่อไป เขาจะแพ้ภายในสิบท่าถัดจากนี้
หลินเย่โยนกระบี่ไม้ลงพื้น
เสียงกระทบพื้นดังขึ้นในลานที่เงียบลงชั่วขณะ
มือเปล่าสองข้างเปิดออก อากาศเย็นที่แตะิัรู้สึกถูกต้องกว่าด้ามกระบี่ที่เพิ่งถือมาครู่เดียว นี่คือระยะที่ร่างกายของเขาคุ้นเคย ระยะที่มือเปล่าทำงานได้ดั่งใจนึก
หลินจวิ้นเฉิงหยุดก้าวที่กำลังจะก้าว สายตาของเขาลงไปที่กระบี่ไม้บนพื้น แล้วกลับขึ้นมาที่หลินเย่ซึ่งบัดนี้ยืนตั้งท่าหมัด มือเปล่าสองข้าง ไม่มีอาวุธ
ในลานมีเสียงกระซิบแผ่ออกมาเป็ระลอก หลินจวิ้นเฉิงมองดูเขาอยู่ครู่หนึ่ง สายตาประเมิน ไม่ใช่ดูถูก เขาผ่อนลมหายใจออกเบาๆ แล้วก้าวออกมา กระบี่ยังอยู่ในมือ เพลงกระบี่ใบไม้ปลิวออกมาอีกครั้ง
หลินเย่พุ่งเข้าหา ไม่ถอยหนี
หมัดพยัคฆ์ซ่อนคมบทที่หนึ่ง โครงสร้าง ไม่ออกแรง ให้โครงกระดูกรับเอาไว้ก่อน แขนซ้ายปัดกระบี่ออกจากทิศที่มันจะมาถึง ปัดเพียงให้เบี่ยง แล้วปล่อยให้แรงของกระบี่พาตัวมันเองออกไป
กระบี่ใบไม้ปลิวเลี้ยวออกไปทางซ้าย หลินเย่ก้าวตามทิศที่กระบี่เบี่ยงออกไป เข้าสู่ระยะที่กระบี่ยาวเกินกว่าจะใช้ได้ถนัด หมัดขวาปล่อยออกไปที่ไหล่
จวิ้นเฉิงหมุนตัว รับเอาไว้ที่แขน แรงผลักดันทั้งสองฝ่ายออกจากกันคนละก้าว
หลินเย่ยิ้มเล็กน้อย เป็รอยยิ้มแรกที่ออกมาั้แ่ต้น
การต่อสู้เปลี่ยนจังหวะ กระบี่ใบไม้ปลิวออกมาเป็ชุด หลินเย่สวนด้วยหมัดพยัคฆ์ซ่อนคม บทที่หนึ่งถึงสาม สลับกันไปมา เสียงการปะทะดังขึ้นเป็จังหวะ ฝุ่นจากพื้นดินลอยขึ้นเป็ชั้นบางๆ รอบสนาม
ข้างสนาม หลินตงกัดฟันเบาๆ แล้วเบือนหน้าออกไปทางอื่น
บนระเบียง กู่เหวยนิ่งอยู่ที่ราวระเบียง นิ้วที่วางอยู่กดลงเล็กน้อย นายพลไม่ขยับ สายตายังคงจดจ้องอยู่ที่สนาม ทว่าหลอดเืที่ขมับกระตุกไปครั้งหนึ่ง
หลินจวิ้นเฉิงะโถอยออกไปสามก้าว ลงพื้นแล้วหันขวับ หมัดพยัคฆ์ซ่อนคมบทที่สี่พุ่งออกมาจากมุมอับสายตาที่เขาไม่ทันสังเกต หลินจวิ้นเฉิงรับ กระบี่กั้นเอาไว้ได้ ทว่าแรงจากท่านั้นทำให้เขาโซเซออกไปครึ่งก้าว
หลินเย่ก้าวเข้าไปในจังหวะนั้น ปล่อยหมัดซ้ายออกไปที่ข้อมือที่ถือกระบี่ กระบี่ไม้กระเด็นหลุดออกจากมือของจวิ้นเฉิง มันตกลงพื้นด้วยเสียงที่ทุกคนในลานได้ยิน
ลานเงียบสนิท
หลินจวิ้นเฉิงยืนอยู่กลางสนามโดยไม่มีอาวุธ มองลงไปที่กระบี่ไม้บนพื้น ครู่หนึ่งผ่านไปโดยไม่มีผู้ใดขยับ แล้วเขาจึงหันมามองหลินเย่
ในดวงตาคู่นั้นไม่มีความโกรธ เหลือเพียงความสงบของคนที่เพิ่งพบกับสิ่งซึ่งไม่ได้คาดเอาไว้
"น่าสนใจ" เขาพูดออกมาเบาๆ
เขาก้มลงมองมือขวาของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง กำและคลายมือช้าๆ ครั้งหนึ่ง แล้วจึงหยิบกระบี่ขึ้นมา ท่วงท่าเปลี่ยนไป ปราณที่ออกมาในรอบถัดไปหนักกว่าเดิม
เพลงกระบี่ใบไม้ปลิวออกมาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้เร็วกว่า ซับซ้อนกว่า และหนักกว่าทุกอย่างที่ผ่านมา กระบี่ฟาดออกมาหลายท่าติดต่อกันโดยไม่มีช่องว่างระหว่างท่าให้หายใจ
หลินเย่สวนต่อไป ทว่าระยะห่างระหว่างการปัดที่สำเร็จกับการโดนเริ่มแคบลง หนึ่งท่าโดนที่แขน หนึ่งท่าโดนที่ไหล่ หนึ่งท่าโดนที่ข้างลำตัวในจังหวะที่เปลี่ยนทิศไม่ทัน แต่ละท่าไม่ลึก ทว่าสะสมขึ้นเรื่อยๆ ราวกับใบไม้ที่ร่วงลงมาทีละใบ ทว่ารวมกันแล้วทับถมจนหนัก
หลินเย่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ในหัวชัดเจน เขายังสู้ต่อได้ มีอยู่สองสามท่าที่เห็นช่องว่างของจวิ้นเฉิงแล้ว ทว่ายังไม่ได้ใช้ ช่องว่างที่เล็กทว่ามีอยู่จริง
ทว่าหากชนะ คนที่โค่นบุตรศักดิ์สิทธิ์ลงในงานคัดเลือกนี้จะกลายเป็อะไร จะมีคำถามตามมามากเพียงใด และความสัมพันธ์จะซับซ้อนขึ้นเพียงใด
หลินเย่ปล่อยหมัดออกไปช้ากว่าที่ควรครึ่งจังหวะ ในจังหวะที่กระบี่ของจวิ้นเฉิงฟาดเข้ามา ร่างล้มลงกับพื้นในท่วงท่าที่ดูเหมือนโดนแรงเต็มๆ
ฝุ่นฟุ้งขึ้นเมื่อร่างกระทบพื้น เขานอนอยู่กับพื้นชั่วขณะ พื้นดินเย็นและแน่นใต้แก้ม ฝุ่นที่ฟุ้งขึ้นยังลอยค้างอยู่ในอากาศ
เขาหายใจออกเบาๆ
"หลินจวิ้นเฉิง ชนะ"
เสียงของลานะเิออกมา
หลินเย่ค่อยๆ ลุกขึ้น ท่วงท่าเหน็ดเหนื่อย ทว่าลมหายใจไม่ได้หอบ ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นสิ่งนั้น ไม่มีสักคน ยกเว้นเพียงคนเดียว
หลินตงมองมาที่เขาจากข้างสนาม สายตานั้นไม่ได้จับอยู่ที่ร่างของเขา หากเลื่อนไปค้างอยู่ที่อากาศว่างข้างไหล่ของเขาสักครู่ ดวงตาเลื่อนไปทางขวาเล็กน้อย นิ่ง แล้วจึงกลับมาที่ตัวเขาอีกครั้ง
หลินเย่เดินลงจากสนาม นั่งลงที่ขอบลาน หยิบขวดโอสถออกมา กินไปเม็ดหนึ่ง ความเจ็บที่สะสมจากการโดนกระบี่หลายครั้งเริ่มคลายลงตามปราณของโอสถที่ไหลเข้ามา
หลินจวิ้นเฉิงได้รับการประกาศให้เป็บุตรศักดิ์สิทธิ์ประจำตระกูลหลินในวันเดียวกัน เสียงของลานดังขึ้นอีกครั้ง ดังกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาในวันนั้น
เสียงฝีเท้าของหลินตงดังขึ้นจากด้านหลัง นางยืนอยู่ห่างออกไปสองก้าว ท่าทางของนางบอกว่าไม่ได้มาเพื่อปลอบเขาหลังพ่ายแพ้
"ท่านนายพลสั่งให้ผ่านเข้ารอบ" นางพูดด้วยเสียงราบ แล้วหยุดไปครู่หนึ่ง "สามครั้งที่ผ่านมา... เพียงพอแล้วสำหรับวันนี้"
สายตาของนางมองหน้าเขาตรงๆ
"เย็นนี้มาเจอข้าที่เดิม" น้ำเสียงมีบางอย่างถ่วงอยู่ข้างใต้ "อย่าทำให้ข้าต้องไปตามหาเ้าเอง"
แล้วนางก็หันหลังเดินออกไปโดยไม่รอคำตอบ หลินเย่มองดูนางจนลับหายไปในฝูงชน แล้วจึงหันกลับมากินโอสถต่อ
ในฝูงชนนั้น จวิ้นเฉิงยืนอยู่ที่ศูนย์กลางของทุกสายตา บุตรศักดิ์สิทธิ์ที่ตระกูลเตรียมเอาไว้ และวันนี้ทั้งตระกูลได้เห็นแล้ว
โอสถละลายในลำคอ อุ่นและช้า