เพล้ง!
ลูกรักของเธอเจอกับลุงรองแค่ครั้งเดียวก็ถูกซื้อใจสำเร็จไม่ยืนอยู่ฝั่งเดียวกับแม่บังเกิดเกล้าอย่างเธออีกแล้ว!
ปวดใจ!
น้ำตาจะไหล!
สวีหว่านหนิงถอนหายใจด้วยความรู้สึกหนักหน่วงเธอเตรียมก้าวเท้าอันหนักอึ้งเข้าไปในบ้านแต่ถูกหัวหน้าหยางที่วิ่งมาแต่ไกลเรียกไว้
“หว่านหนิงถ้าตอนนี้ไม่มีธุระ ตามฉันไปที่ฝ่ายคณะใหญ่ทีเถิดคะแนนแรงงานที่เธอทำอาหารให้พวกเจ้าหน้าที่ระดับสูงทาน พวกเขาจะจดบันทึกคะแนนให้!”
ได้คะแนนแรงงานด้วยหรือ?
“ค่ะฉันจะไปเดียวนี้!”
แม้เธอจะไม่ต้องใช้คะแนนแรงงานเพื่อดำรงชีวิตแต่อย่างไรก็เป็นจือชิงที่ถูกส่งมาช่วยพัฒนาชนบท จะไม่มีคะแนนแรงงานเลยก็คงไม่งาม
เพราะฉะนั้นสวีหว่านหนิงจึงรีบตามไปที่ฝ่ายคณะใหญ่
เมื่อสวีหว่านหนิงเดินจากไปแล้วพวกชาวบ้านถึงเริ่มกล้าพูดเสียงดัง
“หัวหน้าใหญ่ที่มาจากปักกิ่งเป็นญาติกับสวีจือชิงจริงหรือ?”
“ไม่ใช่แค่ญาติธรรมดาแต่เป็นพี่ชายคนรองเชียวนะ!พวกเธอไม่เห็นหรือว่าพวกเขาหน้าตาคล้ายกันมาก”
“ฉันรู้นานแล้วว่าสวีจือชิงมีพื้นเพครอบครัวดีไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าใช้เงินฟุ่มเฟือย แต่นึกไม่ถึงว่าจะดีถึงขนาดนี้! นั่นคือหัวหน้าใหญ่จากกรุงปักกิ่งเชียวนะไม่เห็นหรือว่าผู้อำนวยการซุนนอบน้อมแค่ไหน”
“ฉันได้ยินข่าวลือว่าหมู่บ้านต้าเจียงของพวกเราจะสร้างโรงงานอาหารสาขาย่อยขอแค่หัวหน้าใหญ่จากปักกิ่งอนุมัติ เรื่องนี้ก็จะเป็นที่แน่นอน!”
“เช่นนั้นก็ดีสิหากหมู่บ้านของพวกเรามีโรงงาน ทุกคนก็จะได้เงินเดือนเหมือนพวกคนเมือง!”
“มีสวีจือชิงอยู่ทั้งคนไม่น่ามีปัญหาจริงไหม”
สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่
นักบัญชีสวีหยิบสมุดบันทึกคะแนนแรงงานออกมาก่อนจะเขียนตัวเลขยี่สิบลงไปหลังชื่อของสวีหว่านหนิง
“เมื่อวานคิดเป็นสิบคะแนนวันนี้อีกสิบคะแนน ไม่มีปัญหาใช่ไหม”
คะแนนเต็มต่อวันคือสิบคะแนนนับว่าไม่เลวแล้ว
สวีหว่านหนิงพยักหน้า“ไม่มีปัญหาค่ะ”
คะแนนได้มากหรือน้อยไม่สำคัญสำคัญคือมีหรือไม่มีต่างหาก
ไม่เห็นหรือว่าข้างหลังชื่อจือชิงคนอื่นๆคือตัวเลขสามหลักขึ้นไปทั้งนั้น แต่เธอกลับมีแค่ยี่สิบคะแนน
แต่มีก็ยังดีกว่าไม่มี
“ผมมีอีกเรื่องที่อยากปรึกษากันคุณ”
สวีหว่านหนิงเก็บรอยยิ้มบนใบหน้าทันที
หัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่เห็นดังนั้นก็หลุดขำ“ไม่ต้องประหม่า ผมไม่ได้จะขอให้คุณใช้เส้นสาย”
“คุณพูดถูกในเมื่อท่านๆ ทั้งหลายเลือกมาสำรวจพื้นที่ที่หมู่บ้านต้าเจียงแสดงว่าพวกเรามีข้อได้เปรียบแล้ว หากผลการประเมินไม่เป็นดั่งหวังคงเพราะหมู่บ้านต้าเจียงของเราไม่ผ่านมาตรฐาน เรื่องนี้จะใช้เส้นสายไม่ได้มิเช่นนั้นหากเกิดอะไรขึ้นจะเดือดร้อนกันไปหมด! ก่อนหน้านี้พวกเราคิดน้อยเกินไป!”
สวีหว่านหนิงโล่งใจ
ทัศนคติและวิสัยทัศน์ของหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่ถือว่าใช้ได้
“ถ้าอย่างนั้นก็ว่ามาเถอะค่ะขอแค่ฉันทำได้ ฉันจะไม่บอกปัด!”
“เท่าที่ฟังจากผู้อำนวยการซุนการประเมินคงไม่เสร็จสิ้นหลังการดูงานเพียงครั้งสองครั้งนั่นหมายความว่ารัฐมนตรีจางกับรองอธิบดีสวียังต้องมาที่หมู่บ้านต้าเจียงอีกหลายครั้งเมื่อมีแขกสำคัญมาเยือนคงต้องเลี้ยงต้อนรับจริงหรือไม่เพราะฉะนั้นหน้าที่การทำอาหาร ผมอยากมอบหมายให้คุณ คุณคิดอย่างไร”
“ไม่มีปัญหาค่ะ!” สวีหว่านหนิงกล่าว “แต่ครั้งหน้าคงต้องเตรียมอาหารทั่วไปแล้วละค่ะวันนี้เป็นงานเลี้ยงต้อนรับ เตรียมอาหารไว้เพียบพร้อมคงไม่มีปัญหา แต่ถ้าครั้งต่อๆไปเตรียมอาหารด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องงบประมาณของฝ่ายคณะใหญ่หากลือกันออกไปคงจะส่งผลกระทบต่อท่านรัฐมนตรีจางกับรองอธิบดีสวีค่ะ”
“เรื่องพวกนี้สวีจือชิงเข้าใจดีกว่าพวกเราผมขอมอบหมายงานทั้งหมดให้คุณแล้วกัน ต้องการของอะไรให้บอกกับนักบัญชีสวีได้โดยตรง”
“ค่ะ”
ผ่านไปสองวันรัฐมนตรีจางและสวีเม่าถิงก็กลับมาที่สำนักงานฝ่ายคณะใหญ่อีกครั้ง
ครั้งนี้มีคนตามมาเพิ่มอีกหลายคนหนึ่งในนั้นคือหัวหน้าของเทศบาลชุมชน
หลังสวีหว่านหนิงได้รับแจ้งข่าวแล้วเดินทางมาถึงฝ่ายคณะใหญ่พวกหัวหน้าทั้งหลายก็เริ่มออกสำรวจพื้นที่กันแล้ว
สวีหว่านหนิงใช้วัตถุดิบที่มีมาทำต้มจับฉ่ายหม้อใหญ่เพิ่มเนื้อลงไปครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น ส่วนผักใส่ลงไปไม่อั้น
การทำต้มจับฉ่ายนั้นสะดวกมากน้ำแกงที่เหลือไม่เพียงเอามาหุงข้าวต่อได้ ทั้งยังนำมาต้มบะหมี่ได้อีกด้วยรสชาติของมันจะเข้มข้นมาก
เธอลองกะเวลาและคาดการณ์ว่าอีกครู่ใหญ่กว่าพวกหัวหน้าจะกลับมาว่าแล้วจึงเริ่มนวดแป้งเพื่อทำบะหมี่ดึงมือ
เธอเพิ่งทำอาหารเสร็จได้ครู่หนึ่งทุกคนก็กลับมา
สวีหว่านหนิงยกชามต้มจับฉ่ายขึ้นโต๊ะเมื่อเห็นทุกคนกินกันพอสมควรแล้วจึงใช้น้ำซุปที่เหลือในหม้อมาต้มบะหมี่หม้อใหญ่ก่อนจะตักบะหมี่เต็มชามไปให้กับทุกคน
สวีเม่าถิงกินบะหมี่ในชามพลางรู้สึกปวดใจ
น้องสาวที่ไม่เคยแตะต้องงานบ้านมาก่อนไปฝึกฝีมือการทำอาหารระดับนี้ตั้งแต่ตอนไหน?
อาหารอร่อยมากก็จริงแต่เพราะมันอร่อยเกินไป หัวใจของเขาถึงได้เจ็บปวด
น้องสาวเขาต้องเข้าครัวมากี่ครั้งต้องทำอาหารมากี่มื้อ ถึงมีฝีมือดีขนาดนี้?
เขาถอนหายใจแรงแล้วเพิ่มความเร็วในการกินเส้นบะหมี่
บะหมี่ดึงมือช่างนุ่มเด้งสู้ฟันเหลือเกิน
กลับบ้านไปเขาคงมีเรื่องให้โม้เพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง
เขาคือคนแรกในตระกูลที่ได้กินอาหารฝีมือน้องสาว
แถมยังไม่ใช่แค่ครั้งเดียว!
หลังกินอาหารเสร็จทุกคนก็เดินไปที่โถงรับแขกเพื่อปรึกษาหารือกันเรื่องสร้างโรงงาน
“หลังผ่านการสำรวจพื้นที่ส่วนตัวผมคิดว่าปัจจัยทุกด้านของหมู่บ้านต้าเจียงถือว่าเหมาะสมกับการสร้างโรงงานเสี่ยวสวี คุณคิดว่าอย่างไร”
“ผมเห็นด้วยกับรัฐมนตรีจางแต่การสร้างโรงงานเป็นเรื่องใหญ่ การเตรียมงานและการเตรียมเอกสารต่างๆในช่วงแรกยิบย่อยมาก จะต้องดำเนินการทุกอย่างให้เสร็จก่อนห้ามขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย!”
คำพูดของสองหัวหน้าใหญ่ทำให้เหล่าเจ้าหน้าที่ของหมู่บ้านที่กังวลใจมาโดยตลอดใจชื้นขึ้นมา
หัวหน้าจากเทศบาลชุมชนกล่าวว่า“รัฐมนตรีจางและรองอธิบดีสวีโปรดวางใจผมจะเร่งให้พวกเขาดำเนินการตามขั้นตอน จะไม่มีการข้ามขั้นหรือละเลยแต่อย่างใดครับ”
“ผู้อำนวยการซุน” สวีเม่าถิงมองคนที่เอาตัวเองไปอยู่วงนอกมาโดยตลอด แล้วถามว่า “ยังไงมันก็เป็นสาขาของโรงงานอาหารของพวกคุณคุณมีคำแนะนำหรือความเห็นอย่างไรบ้าง”
ผู้อำนวยการซุนทำสีหน้าจริงจัง“ที่จริงเพราะสาเหตุทางภูมิศาสตร์ของมณฑลเฮยกอปรกับปัจจัยด้านการคมนาคมที่ยังล้าหลัง ทำให้มีการติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอกไม่เยอะนักปริมาณการผลิตต่อเดือนของโรงงานอาหารชุนหัวของพวกเราคงจะมากพอต่อความต้องการของคนทั้งเมืองเจียง”
“สร้างโรงงานย่อยแห่งเดียวไม่มีปัญหาแต่ปัญหาคือผลผลิตที่เกินมานั้น พวกผมไม่รู้ว่าควรเอาไปขายที่ไหนน่ะสิครับ!”
“เรื่องนี้ไม่ต้องห่วงในเมื่อรัฐตัดสินใจสร้างโรงงานสาขาย่อย ย่อมผ่านการพิจารณาอย่างรอบด้านแล้วปัญหาด้านการขาย พวกคุณไม่จำเป็นต้องรู้สึกกดดัน”
ผู้อำนวยการซุนโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง“เช่นนั้นผมก็ไม่มีความเห็นอื่นอีกแล้ว! หลังโรงงานสร้างเสร็จผมจะส่งเจ้าหน้าที่ฝีมือดีมาสอนงานชาวบ้านของหมู่บ้านต้าเจียงเพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานได้โดยเร็วที่สุด”
“ผมมีปัญหาเล็กๆอีกปัญหาหนึ่งครับ” นักบัญชีสวียกมือขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ
อยู่ต่อหน้าคนใหญ่คนโตนักบัญชีตัวเล็กๆ อย่างเขามีอำนาจในการแสดงความเห็นเสียที่ไหนแต่เพราะหัวหน้าฝ่ายคณะใหญ่กับผู้ใหญ่บ้านไม่ยอมพูดและผลักภาระมาให้เขาแล้วเขาจะทำอย่างไรได้ นอกจากยอมรับหน้าที่นี้เอง!
“ว่ามาสิ”
“หลังสร้างโรงงานสาขาย่อยเสร็จแล้วคงจะมีคนมาเป็นผู้อำนวยการใหญ่ของที่นี่จริงไหมครับบุคคลนั้นจะเลือกจากหมู่บ้านต้าเจียงของพวกเรา หรือเป็นคนของโรงงานอาหารชุนหัวครับ”