ตอนที่ 11 การแสดงความรักของผู้ชายปากร้าย
หลังจากจัดการนักเลงกลุ่มนั้นเสร็จเรียบร้อย ลูกน้องของชายหนุ่มก็จัดการมัดมือมัดเท้าก่อนจะนำร่างของทั้งสองไปไว้บนหลังกระบะตามคำสั่งของนายหนุ่ม ในขณะที่ลูกน้องของเสี่ย 3คนที่ถูกมัดไว้บนหลังกระบะก็ได้แต่ทำตาปริบ ๆ พูดหรือทำอะไรก็ไม่ได้เพราะโดนเทปดำพันปากพันมือไว้
“ให้คนหนึ่งเฝ้าพวกมันข้างหลัง” เจษฎาเอ่ยสั่ง จนเมื่อเห็นลูกน้องของตนขึ้นไปนั่งบนหลังกระบะเรียบร้อยเขาจึงหันมาตรงคนขับพร้อมกับสั่ง “ออกรถได้”
“ครับ นาย”
ทันทีที่รถแล่นออกไปใบหน้าคมก็หันมามองร่างเล็กในอ้อมกอดที่นอนสลบอยู่ พลางกระชับเสื้อนอกที่เขาใส่มาตอนแรกคลุมให้เธอด้วย
‘เสื้อที่ใส่ก็ล่อเสือล่อตะเข้ซะนี่น้านวลจะรู้เื่นี้ไหมเนี่ย ไอตอนเดิน ๆ หรือยืนน่ะไม่โป๊เท่าไหร่หรอกแต่ตอนนอนนี่สิ เปิดเห็นไหนต่อไหนไปหมด’
แต่ก็ว่าไม่ได้หรอกที่เธอเป็แบบนี้เพราะเขาเล่นแรงจนเธอสลบไปเท่านั้นเอง
ย้อนไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย
ร่างเล็กทั้งดิ้นและกรีดร้องจนเปิดโอกาสให้เขามอบความวาบหวามอีกขั้นให้เธอได้โดยง่ายเมื่อยิ่งได้ััความหวานจากคนตรงหน้ามากขึ้นเขาก็ยิ่งห้ามใจตัวเองได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วจู่ ๆ เขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างจนเมื่อผละออกมา เขาก็เห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าสลบไปเสียแล้ว
“รุ้ง” มือหนานั้นตบแก้มเธอเบา ๆก่อนจะมองอยู่สักพักอย่างนึกประหลาดใจ “อะไรเนี่ย จูบแค่นี้ก็สลบ”
ในยามนี้ นิ้วของเขาจับเส้นผมที่ระใบหน้าของเธอออกไปก่อนจะมองร่างในอ้อมแขนที่หลับใหล ริมฝีปากหยักเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อยพลางนึกพอใจเวลาที่เธอสงบ ไม่วีนเหวี่ยงโวยวายใส่เขาเหมือนก่อนหน้านี้และเมื่อเห็นท่าทางที่น่าเอ็นดูแบบนั้นก็ทำเอาหนุ่มเืร้อนอย่างเขาอดไม่ได้ที่จะจุ๊บศีรษะของหญิงสาวไปหนึ่งทีเบา ๆ ด้วยแววตาเป็ประกายไหวระริก
ทว่าในขณะที่ชายหนุ่มกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ อยู่นั้นเองเสียงของลูกน้องที่นั่งข้างคนขับก็ได้ดังขัดขึ้น
“จะเอาไงต่อดีครับ คุณเจษ”
“ยังไงต่อดีน่ะหรือ” เขานิ่งนึกก่อนจะหันไปมองชายสองคนที่โดนมัดเป็ข้าวต้มมัดข้างหลังแล้วหัวเราะออกมา
ที่ร้านอาหารแห่งใหญ่ของตัวจังหวัดแห่งหนึ่ง ธุรกิจที่อนันต์และเฉลิมศักดิ์ร่วมกันกำลังไปได้สวยอนันต์คุยกับเพื่อนตนเื่ชุดเสื้อผ้าต่าง ๆ ที่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศเพิ่มเติมด้วย
“เราน่าจะประชาสัมพันธ์บริษัทเราให้เป็ที่รู้จักขึ้นอีกนะ”อนันต์ออกความเห็น
“ฉันเห็นด้วย”
หลังจากกินข้าวกันเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้นมือถือของอนันต์ก็ได้ดังขึ้น เป็เบอร์แปลกเพราะเขาไม่ได้เมมไว้แต่ทว่าสีหน้าของเขากลับไม่แปลกใจเท่าใดนัก
“เดี๋ยวฉันขอตัวแป๊บนึงนะ” อนันต์เดินออกไปจากตรงนั้นหลายเมตรก่อนจะกดรับ “ครับ เื่ของสายน้ำผึ้งหรือเปล่าครับ ครับ เดี๋ยวผมจะไปใช้ให้ครับ”
เขาถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนจะเดินกลับไปกินข้าวกับเพื่อนต่อแต่ท่าทางตรงหน้าถึงจะปกปิดไว้ แต่คนหูตาไวอย่างเฉลิมศักดิ์กลับดูออก
“เป็อะไรของนาย พอคุยเสร็จแล้วกลับมาเงียบเชียวมีเื่เครียดอะไรหรือเปล่า เพื่อน” เขาเลียบ ๆ เคียง ๆ ถาม
“ไม่มีอะไรหรอก”
“ นี่ ถ้านายมีเื่เครียดยังไงก็ปรึกษาฉันได้อย่าไปคิดมากคนเดียวล่ะ รู้ไหม”
“ขอบใจนะ” เขายกแท็บเล็ตขึ้นมาดูข้อมูล พร้อมกับเสียงที่ฟังดูอ่อนลงจนเสี่ยใหญ่รู้สึกได้แต่ก็ไม่ได้นึกสนใจอะไรมากนัก
โดยก่อนกลับทั้งสองก็ได้คุยอะไรกันอีกเล็กน้อย
“นายนี่น่าอิจฉาเหมือนกันนะ”
“ยังไงหรือ”
“นายดูไม่มีเื่เครียดอะไรเลย จนฉันรู้สึกอิจฉาน่ะสิ”
เฉลิมศักดิ์ตบไหล่อดีตเพื่อนร่วมชั้นเรียนและเพื่อนร่วมธุรกิจเบา ๆ
“คนเรามันก็ต้องมีเื่เครียดด้วยกันทั้งนั้น ก็ต้องคอยหาวิธีแก้กันไป”
ทันทีที่อนันต์ถึงบ้าน เขาก็เดินเข้าไปในบ้านด้วยใบหน้าบูดบึ้งก่อนจะเรียกชื่อภรรยาคนปัจจุบันของตน
“สายน้ำผึ้ง นี่เธอจะไปไหนของเธอ” ชายหนุ่มมองหญิงสาวที่แต่งตัวเซ็กซี่ผ่าอกเดินลงมาจากบันไดตัวเธอในตอนนี้พรมด้วยกลิ่นน้ำหอมฉุนจัด แต่งหน้าจัดจ้าน
“พอดีเพื่อนชวนไปเที่ยวที่ผับเปิดใหม่น่ะค่ะคุณไปด้วยกันไหมคะ”
“คุณจะช่วยหยุดเที่ยวสักทีจะได้ไหม”
“นี่คุณเป็อะไรไปน่ะทำไมต้องมาอารมณ์เสียใส่ฉันด้วย คนกำลังอารมณ์ดี ๆ”ปากสีแดงสดนั้นขยับขึ้นลงจีบปากจีบคอ ส่วนมือก็คอยจับผมยาวสยายไปมา
“ผมแค่เตือนคุณ เพลา ๆ ลงหน่อยก็ดีนะ”อนันต์สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเอ่ยต่อ
“โอ๊ยเอาเวลาเตือนฉันไปทำให้ธุรกิจของตัวเองรอดก่อนเถอะ คราวที่แล้วก็เจ๊งจนขาดทุนนี่ถ้าไม่ได้คุณเฉลิมศักดิ์มาช่วยไว้ ตอนนี้บ้านเราโดนยึดแล้ว”
“นี่เธอ”
แต่สายน้ำผึ้งไม่ยี่หระ ก่อนจะเดินเข้ามาขอกุญแจรถจากเขา อนันต์ส่ายหน้าไปมาก่อนจะต้องยื่นให้อย่างจำใจ
ในขณะเดียวกันทางเฉลิมศักดิ์ก็ได้รับโทรศัพท์จากลูกน้อง ทำให้เขาต้องรีบขับกลับบ้านโดยทันที และเมื่อไปถึงเขาก็ถึงกับตะลึง เพราะภาพที่เห็นตรงหน้าคือลูกน้องของเขาสองคนที่ส่งเพื่อไปเอาตัวปานรุ้งมานั้นในตอนนี้โดนจับมัดห้อยต่องแต่งลงมาจากต้นไม้ไม่ต่างกับลูกบอลสีสวยที่ตกแต่งให้ห้อยลงมาบนต้นคริสต์มาสซ้ำยังมีข้อความเขียนเยาะเย้ยบนหน้าผากของทั้งคู่อีกด้วย
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” เขาถามไปดวงตาก็จ้องสภาพลูกน้องเขม็งด้วยความอึ้ง
“พอดีพวกผมเพิ่งจะกลับมาจากไปดูความเรียบร้อยที่ผับมาน่ะครับแล้วพอกลับมาอีกทีก็เจอแบบนี้” ลูกน้องข้าง ๆ ว่าขึ้น ทั้งพยายามกลั้นขำกับสภาพเพื่อนร่วมงานบนต้นไม้
หลังจากช่วยเอาลงมาได้ เฉลิมศักดิ์ก็ได้ซักถามจนได้รู้ว่าเป็ฝีมือของลูกน้องพวกเจษฎานั่นเอง
“มันของจริง จริง ๆ นะครับ เสี่ย ทั้งนายมันลูกน้องมัน” หนึ่งในนั้นโอดครวญ ก่อนจะกุมปากที่แตกยับ ทำให้พูดค่อนข้างลำบากแต่ถ้าไม่พูดสักคนหนึ่งทั้งหมดก็ไม่มีใครพูดได้แล้วเพราะสภาพปากในตอนนี้ไม่ต่างกัน
“ไอ้พวกระยำเอ้ยพวกแกมันไม่ได้เื่ล่ะมากกว่า” เฉลิมศักดิ์ว่าอย่างหัวเสีย “เอาล่ะ ในเมื่อกลายเป็แบบนี้ เราคงต้องเริ่มแผนการนั้นได้แล้ว”
-----------------------------------------------------------------------------------------------
เมื่อรู้สึกตัวอีกทีเธอก็มาโผล่ที่บ้านหลังหนึ่งในห้องของใครก็ไม่รู้ ดวงตาหวานที่ยังปรือ ๆ อยู่นั้นค่อย ๆ หันมองไปรอบ ๆจนได้เจอกับหญิงสูงวัยที่น่าจะเป็รุ่นป้าเธอได้เดินเข้ามาพอดี
“ตื่นแล้วหรือคะ”
“ที่นี่ที่ไหนคะ แล้วหนูมาอยู่นี่ได้ไง”
“อันนี้ห้องป้าเองจ้ะ ดีเลยที่หนูฟื้นแล้วป้าจะไปตามคนไปส่งบ้านนะจ๊ะ”
“ที่นี่บ้านใครคะ”
“อ๋อ ขอโทษทีจ้ะ ป้าลืมบอกไป นี่บ้านคุณสุรชัยจ้ะ”น้ำเสียงท้องถิ่นนั้นพูดเสียงแจ้ว ก่อนจะหยิบแก้วน้ำในมือวางบนโต๊ะข้างเตียง“จิบน้ำสักหน่อยนะจ๊ะ”
ปานรุ้งค่อย ๆ นึกว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงมานอนอยู่ตรงนี้ได้
“แล้วหนูมานอนตรงนี้ได้ไงคะ
“คุณเจษอุ้มมาค่ะ ตอนนั้นหนูสลบไม่รู้เื่เลยเกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”
ภาพเหตุการณ์ค่อย ๆ ไล่เรียงเข้ามา และเมื่อมาถึงเหตุการณ์ๆ หนึ่งก่อนที่เธอจะหมดสติไป ใบหน้าหวานก็แดงแปร๊ด ก่อนจะโวยวายเสียงลั่นจนหญิงชราใ
“คุณป้า คุณป้าต้องรีบพาหนูออกไปจากที่นี่นะคะ”
ในตอนนั้นเอง เจษฎาก็เข้ามาพอดีก่อนจะเดินทำหน้ายียวนเห็นแล้วชวนโมโห
“ฟื้นมาก็โวยวายเลยหรือ แม่คุณ”
“ฉันจะกลับบ้าน” ไม่พูดเปล่า มือของเธอจัดการตวัดผ้าห่มก่อนจะรีบลุกจากเตียงอย่างไว จนทำให้ชายหนุ่มต้องเดินรุดเข้ามา
“เดี๋ยวฉันไปส่ง” แต่เมื่อพูดจบเสียงแหลมเล็กก็ดังแทรกทันที
“ไม่ต้อง โอ๊ย” หญิงสาวใก่อนจะร้องด้วยความเจ็บเมื่อถูกมือหนานั้นบีบเข้าที่ต้นแขน
“หรือว่าอยากโดนอีก”
“ไอ้บ้า” ปานรุ้งสะบัดแขนจนหลุดจากพันธนาการของคนตรงหน้าพร้อมกับตวัดเสียง “เออ รีบ ๆ ด้วย”
โดยหลังจากที่ทั้งสองเดินออกไป คุณป้าแม่บ้านก็ได้แต่มองตามอย่างงงๆ เพราะก่อนหน้านี้ เธอยังเห็นเจษฎาอุ้มผู้หญิงคนนั้นเข้ามา ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แถมตอนที่วางลงบนเตียงก็ทำวางแบบละมุนละไม ขัดกับหน้าตาโหด ๆ แต่พอมาตอนนี้เนี่ยสิ กลับพูดจาราวกลับเกลียดเธอเสียนักหนาอย่างงั้น
“ไม่เข้าใจความรักของเด็กสมัยนี้เอาซะเลย”
ในขณะที่เจษฎาขับรถมาอย่างไว ปานรุ้งที่นั่งข้างๆ ก็ได้เอ่ยถาม
“รถที่มาปาดหน้านั่นคืออะไร”
“รถยนต์ไง ไม่รู้จักหรือ”
เมื่อได้ยินคำตอบแบบนั้น มือบางก็ตีไหล่หนานั้นดังผัวะ
“ไม่พ้นเื่เป็พวกนักเลงอะไรอีกล่ะสินายนี่นะ จะกี่ปี ๆ นิสัยตรงนี้ก็ไม่ได้เปลี่ยนเลย ให้ตายเหอะ สงสารพ่อนายจริง ๆ”
“ไม่รู้อะไรก็เงียบไปดีกว่า” ดวงตาคมกระตุกขึ้นมาอย่างไม่พอใจนักเมื่อถูกสบประมาทเช่นนี้
“นี่นายหมายความว่ายังไง” แต่เขากลับไม่ตอบ และนั่นทำให้เธอโวยวายหนักขึ้น“ไม่รู้อะไร ฉันไม่รู้อะไร บอกมาเดี๋ยวนี้ หรือว่าพวกนั้นจะมาจับตัวฉันอีกแล้ว”
แต่เขากลับไม่ยอมตอบ ทนให้ปานรุ้งทุบจนอ่อนแรงไปเอง
“ก็เป็นักเลงอย่างที่เธอว่าน่ะแหละชั้นพิเศษด้วย ไม่จัดการให้เข็ดหลาบคงไม่ได้”เขาจำต้องพูดโกหกให้เธอเข้าใจแบบเดิม เพราะกลัวว่าเธอจะหวาดกลัว
“เออ ก็พูดมาสิ ให้ตีอยู่ได้ตั้งนาน”
จากนั้น ทั้งคู่ไม่พูดอะไรกันอีกจนกระทั่งมาถึงบ้าน และทันทีที่รถจอดปานรุ้งก็รีบเปิดประตูรถในทันที
“ไม่ขอบใจกันสักคำ” พลขับเปรยขึ้น
“ฉันไม่ได้ขอนายอาสาเอง ช่วยไม่ได้”
แล้วในตอนนั้นเอง เจษฎาก็เดินตามลงมาด้วย
“แล้วน้านวลกับน้าดิศล่ะ”เนื่องจากเมื่อก่อน พ่อกับแม่ปานรุ้งมักจะไปซื้อผักผลไม้ที่สวนของเขาบ่อย ๆอีกทั้งเขากับรุ้งเรียนโรงเรียนเดียวกันทำให้ครอบครัวของทั้งคู่รู้จักกันไปโดยปริยาย
“พ่อกับแม่ไปทำงานที่กรุงเทพฯ ไป นายกลับได้แล้ว”
“แล้วทำไมเธอถึงไม่ไปกับท่าน”
“...”
“อ่อ หรือเพราะแบบนี้นี่เองเธอถึงกล้าทำงานแบบนี้ นี่ที่บ้านเธอรู้หรือเปล่าเนี่ย คงไม่รู้กันสินะ”ถึงจะถามไปแบบนั้น แต่เขาเองก็แอบแปลกใจไม่น้อยว่าที่บ้านเธอมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ทำไมน้านวลกับน้าดิศถึงต้องแยกไปทำงานที่กรุงเทพฯแบบนี้อีกทั้งยังทิ้งลูกสาวไว้ที่นี่ตัวคนเดียวอีก
“รู้ไม่รู้ไม่ใช่เื่ของนาย ออกไป” หญิงสาวชักฉุนก่อนจะใช้มือเล็ก ๆ ผลักอกหนานั่น
“คงไม่รู้มากกว่า ใช่ไหมล่ะ”
“กลับไปได้แล้ว ฉันจะพักผ่อน”
แต่ไม่ว่าจะยังไง ร่างสูงใหญ่ก็ยังไม่ยอมไปไหนซ้ำร้าย ประโยคต่อมาของเขากลับทำเอาเธอแทบอยากจะโยนเขาออกไปตรงนี้แทน
“แต่ฉันหิว ทั้งวันกินแต่ข้าวจากปิ่นโตเธอเอง ทำข้าวให้กินหน่อยสิ”
“ฉันไม่ใช่ร้านข้าว อยากกินไปซื้อกินเองไป”
เมื่อพูดจบ หญิงสาวก็ผละจากเขา ก่อนจะหันมาไขประตูบ้านแล้วเปิดเข้ามาและในจังหวะนั้นเองเขาก็ดันตัวแทรกเข้ามาด้วย และการกระทำนั้นก็ทำเอาเธอกรี๊ดลั่น เมื่อเห็นว่าเขารุกล้ำมาในที่ส่วนตัวจึงมิวายขู่สำทับ
“ออกไปนะ ถ้าไม่ออก ฉันจะแจ้งตำรวจจับนายข้อหาบุกรุก”
เจษฏาหัวเราะร่วน
“ริเป็นักเลงแต่กลัวกฎหมาย ก็เสียชื่อนักเลงหมดน่ะสิ ฉันหิวแล้วไปทำอะไรมาให้กินหน่อยไป”
“ไม่ ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ใช่ร้านข้าว”
“แล้วทีทำให้นายเรวัตรอะไรนั่น ทำไมถึงทำได้ล่ะ แต่พอเป็ฉันมือเกิดพิการขึ้นมาหรือไง” น้ำเสียงจากยียวนจู่ ๆ ก็กลายเป็เยียบเย็นแปลก ๆในความรู้สึกของปานรุ้ง
“ฉันแค่ไม่อยากทำให้นายจบป่ะ” เธออยากจบบทสนทนานี้ให้เร็วที่สุดเพราะเหนื่อยเต็มที
เขายิ้มแสยะ ก่อนจะทิ้งตัวลงนอนบนโซฟาในบ้านของเธออย่างถือสิทธิ์ ไม่สนใจอะไร
“ได้ นอนอยู่บ้านดี ๆไม่ชอบ ชอบไปนอนซังเตสินะ”ว่าจบ มือบางก็หยิบมือถือขึ้นมาจากในกระเป๋าเตรียมโทร
“ได้ อยากโทรก็โทรไป ฉันจะได้บอกตำรวจไปว่าเป็เื่ของผัวเมียทะเลาะกัน”
“ไอ้บ้า นายคิดว่านายมีปากคนเดียวหรือไงยะ”ปานรุ้งแทบกรี๊ดเมื่อได้ยินเขากล่าวแบบนั้น อี๋ เป็เมียตานี่น่ะหรือขยะแขยงเป็บ้า
“หึ ฉันโทรกริ๊งเดียวรับรองลูกน้องของฉันมาเป็กองทัพแน่ แถมไวกว่าตำรวจอีก รับรอง ตำรวจก็ตำรวจเถอะ”
“คนป่าเถื่อน นี่นายจะทำร้ายตำรวจหรือแบบนั้นมันคดีอาชญากรรมนะยะ จะบ้าก็ควรบ้าให้มีขอบเขตหน่อยสิ”
แต่เขาดูเหมือนจะไม่ฟังเธอก่อนจะเดินไปหยิบกรอบรูปเธอในวัยเด็กที่ตั้งอยู่ข้าง ๆโซฟามาดูสักพัก
“ก็ถ้าไม่อยากให้ฉันทำอะไรแบบนั้น ก็ทำอะไรให้ฉันกินหน่อยสิ”
“โอ๊ย” หลังจากสบถเสร็จ เธอจึงต้องจำใจลงมือทำกับข้าวให้เขากินทำให้เสร็จ ๆ จะได้กลับ ๆ ไปเสียที “รับรองว่าครั้งนี้จะเป็ครั้งสุดท้ายที่นายจะขู่ฉันได้”
จนในที่สุด หญิงสาวก็ทำเสร็จ กลิ่นในครัวหอมมาถึงตรงที่เขายืนจนทำท้องเขาร้องหนักขึ้นเรื่อยๆ ใจก็อยากไปดูใกล้ ๆว่าเธอทำอะไรให้เขาทาน แต่ไม่ดีกว่า หาเื่เปล่า ๆ
ไม่นาน ปานรุ้งก็เดินออกมาพร้อมกับข้าวไข่เจียวในมือก่อนจะวางลงที่โต๊ะกินข้าวด้วยใบหน้าบูดบึ้ง
“เสร็จแล้ว มากินเสียสิ”
แต่เจษฎากลับยังคงนั่งเล่นอยู่ที่โซฟาอย่างอ้อยอิ่งราวกับจะกวนประสาทและนั่นก็ได้ผลเสียด้วย
“เอ้า มากินสิ แล้วก็รีบกลับด้วย”
แต่ชายหนุ่มกลับนั่งเฉยต่อไป
“นี่ต้องให้ฉันสั่นกระดิ่งเรียกนายมากินหรือไงถึงจะยุรยาตรมาได้น่ะ” เสียงแหลมนั้นเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามแรงอารมณ์
“แต่ฉันนั่งอยู่นี่ ไม่ได้นั่งที่โต๊ะนั่นเสียหน่อย”
คราวนี้ใบหน้านวลเริ่มแดงขึ้นมาเพราะความโกรธสุดขีดถ้าเห็นควันออกหูได้ ตอนนี้มันคงคลุ้งจัดเต็มบ้านไปหมดแล้ว
“นี่ฉันทำให้นายแล้ว แล้วยังต้องให้ฉันเอาไปให้นายอีกหรือ”
“ก็ใช่ไง”
“นายนี่มันโคตรหน้าด้าน”
“แล้วไง เร็วสิ ฉันหิวแล้ว” เขายังคงนั่งเอกเขนก พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ยี่หระใด ๆ
หึ ซุปเปอร์ด้านเลย
ด้วยความอยากให้เขากลับไปเร็ว ๆ จึงทำให้เธอจำใจต้องเดินไปหาเขาที่โซฟาก่อนจะยื่นจานข้าวไข่เจียวให้
“อ่ะ ข้าวนาย”
เขารับจานข้าวมา แต่ในขณะที่เธอกำลังจะเดินกลับไป เขาก็คว้าข้อมือเธอไว้ก่อน
“ป้อนฉันหน่อยสิ”
“ว่าไงนะ นี่มันจะมากไปแล้วนะ ทั้งบุกรุก มากินข้าวฉันฟรีแล้วนี่ยังจะให้ฉันป้อนอีก” หญิงสาวรัวใส่เป็ชุด
“ป้อนดี ๆ ดีกว่า อย่าลืมสิ ว่าเธอไม่ได้อยู่บ้านคนเดียวแต่อยู่กับชายทั้งแท่งนะ แต่เอ ความจริงเื่นี้น่าจะเป็เื่ที่เธอชาชินมากกว่าล่ะนะ”
เมื่อได้ยินคำพูดแบบนั้นร่างบางก็โกรธจัดขึ้นไปอีก ก่อนจะเงื้อมมือกำลังจะตบหน้าเขาแต่ทว่ากลับถูกมือหนารวบไว้ได้ทัน แล้วคว้าร่างบอบบางนั้นขึ้นมานั่งตัก
“ถ้านายไม่รู้อะไรก็เงียบปากไปจะดีกว่านะ” หญิงสาวพยายามดิ้นให้หลุด
“ก็ถ้าอยากให้ฉันเงียบ ก็ป้อนข้าวฉันสิ” เขาจัดการยื่นข้อเสนอ
“กินเสร็จแล้วนายต้องกลับนะ รับปากฉันก่อน”
เขาดูมีท่าทีพอใจที่เธอทำตามความ้าของตนเสียที
“ได้สิ”
จากนั้น เขาจึงปล่อยเธอลงจากตัก ก่อนที่ปานรุ้งจะยกจานข้าวขึ้นมาตักข้าวเข้าปากเขาคำแรก แต่ทว่า เขากลับทำหน้าใเพราะคำแรกเธอก็ตักเสียพูนทั้ง ๆที่ข้าวยังร้อน ๆ โดยไม่เป่า
“อ้าว ข้าวไม่อร่อยหรือ ดูทำหน้าสิ เหมือนหมาเลย” ถึงจะอดสงสารไม่ได้แต่เพราะ้าแก้เผ็ด เธอจึงตัดสินใจทำแบบนี้
มือหนาจัดการดึงช้อนออกมาจากมือของเธอ ก่อนจะวิ่งไปหยิบน้ำในครัวเธอมากิน
“ยัยตัวแสบ”
“ไง อยากจะให้ฉันป้อนให้อีกไหมล่ะ”
แต่ในตอนนั้นเองปานรุ้งก็ได้เห็นท่าทางของเขาที่นิ่งไป มือหนายังคงกุมปากไว้อย่างงั้น ร้องโอดโอย
“นี่ ๆ อย่ามาสำออยแค่โดนข้าวลวกปากแค่นี้ทำเป็เล่นใหญ่” หญิงสาวแค่นยิ้มเมื่อเห็นท่าทางของคนตัวโตที่นั่งกุมปากอยู่จนเมื่อดูอยู่สักพัก เสียงร้องโอดโอยยังคงดังไม่หยุด ก็ทำเอาเธอใจไม่ดีเลย
หรือตานี่ไม่ได้แกล้ง
“เฮ้ย อะไรจะขนาดนั้นน่ะ เป็อะไรมากเปล่า” ปานรุ้งทรุดนั่งลงข้าง ๆ“ไหนดูซิ เป็อะไรมากไหม”
“แสบปากสิ ถามได้”
“ฉันขอโทษ ก็นายแกล้งฉันเองนะ เฮ้อแล้วนี่จะกินข้าวต่อได้ไหมเนี่ย” หญิงสาวมองจานข้าวที่วางอยู่บนโซฟาอย่างเสียดายเหลือตั้งเยอะเลย
พลันดวงตาหวานก็มองไปที่เจษฎาที่นั่งกุมปากอยู่ก่อนจะจับมือหนาที่กุมปากนั้นออก พร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปใกล้
“ถ้าบวมมาก ฉันจะหายามาทาให้”
เจษฎามองคนตรงหน้าด้วยแววตาที่วูบไหวขึ้นมาชั่วครู่เมื่อได้ยินเสียงที่อ่อนหวานนั้นเอื้อนเอ่ยขึ้นกับเขาเหมือนกับในตอนนั้น
“ไม่เป็ไร ฉันยังกินได้ แต่เธอต้องป้อนฉันดี ๆเป็การชดเชย”
“แต่ฉันกลัวทำนายเจ็บนี่ กินเองไม่ดีกว่าหรือ”
“นี่ ทำผิดแล้วจะไม่รับผิดชอบหรือ”
จากนั้นเธอจึงต้องจำใจนั่งป้อนข้าวเขาโดยดีจนเสร็จโดยในระหว่างที่ป้อน ชายหนุ่มก็คอยสบตามองเธอไปด้วย จนเธอรู้สึกกระดาก
“กินดี ๆ สิ”
“แล้วฉันกินไม่ดียังไง”
‘เฮ้อ จะมีสักนาทีไหมที่ไม่เถียงกลับเนี่ย’ ปานรุ้งคิดอย่างเหนื่อยใจแต่เธอก็ไม่กล้าจะพูดว่าให้เขาหยุดมอง ก่อนจะก้มตักข้าวให้เขาต่อ
“ฉันอยากให้เธอหยุดทำงานพวกนั้น แล้วหันมาทำงานสุจริตอย่างอื่นแทน”จู่ ๆ เขาก็โพล่งขึ้นมา
ปานรุ้งวางช้อนลงบนจาน ก่อนจะลุกขึ้นไปไม่ตอบอะไร พลางพูดด้วยเสียงที่เบาลงกว่าปกติ ราบเรียบ เ็าในที
“เย็นมากแล้ว นายกลับไปพักเถอะ”
เขาสูดหายใจลึก ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมชีวิตของหญิงสาวตรงหน้าถึงได้กลายเป็แบบนี้
ทันทีที่ประตูรั้วปิดลงหญิงสาวก็ยืนนิ่งอยู่สักพัก ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเศร้า ๆ
“นายไม่มีวันเข้าใจหรอกว่าฉันต้องเจอกับอะไรมาบ้าง”
-------------------------------------------------------------------------------------------