65.....
ไปรยารับอาสาที่จะไปส่งลิลลี่เอง และลิลลี่ ก็บอกให้สิปปกรพาเอมี่กลับไปก่อนส่วนสองสาวยังคงนั่งคุยกันต่อด้วยความตื่นเต้น
“เธอคิดเหมือนฉันไหมยา”
ลิลลี่ รีบถามความเห็นเพื่อนทันทีที่สิปปกรพาเอมี่เดินออกจากโต๊ะไป
“เธอคิดว่าไง”ไปรยาถามเสียงตื่นเต้น
“จะคิดเป็นอย่างอื่นได้เหรอนอกเสียจากยัยเด็กนั่นมีอะไรกับปอนด์” ลิลลี่พูดตามที่คิด
“อุ๊ย!..ถึงขั้นมีอะไรกันเลยเหรอ”
ไปรยาแม้จะคิดเช่นนั้นแต่ก็ยังกระดากปากอยู่ไม่น้อย
“แหม..เธอไม่ฟังคำพูดคำจาของยัยเด็กนั่นหรือไงแต่ละคำมันส่อไปในทางนั้นแหละ บอกว่าให้รอดูว่าจะมีเซอร์ไพรส์มากกว่านี้..แล้วก็ที่บอกว่าปอนด์คงไม่คิดจะปัดความรับผิดชอบเธอว่าสองประโยคนี้จะตีความว่าไงได้ล่ะ” ลิลลี่ย้อนถาม
“อือ..ก็จริงนะ..ต๊าย..หรือว่าสองคนนั่นจะ...”
ไปรยาทำหน้าตกใจอีกรอบ
“ไม่จะหรอก ฉันว่าเรียบร้อยไปแล้วล่ะเธอไม่คิดสงสัยเหรอที่ปอนด์จู่ ๆ ก็นัดเราสองคนมา แถมหน้าตายังกะคนแบกโลกเอาไว้ทั้งโลกสีหน้ากลัดกลุ้มระทมทุกข์ซะขนาดนั้นคงจะเรื่องที่ทำพลาดไปมีอะไรกับยัยเด็กเอมี่นั่นแน่เลย”
ลิลลี่ วิเคราะห์ ไปรยาเริ่มเห็นด้วยทั้งคู่เริ่มหน้าเครียดรับเอาปัญหาของเพื่อนมาเป็นของตนในทันที ต่างก็ถกปัญหานี้กันจนร้านปิดจึงกลับบ้านไปด้วยความกลุ้มแทนสิปปกรพร้อมกับห่วงใยนัฏนรี ที่กำลังท่องเที่ยวอยู่ต่างประเทศด้วย
“ทำไมน้องเอมี่จะต้องพูดให้ตัวเองดูแย่ในสายตาคนอื่นแบบนั้นด้วย”
สิปปกร ต่อว่าเอมี่ทันที่ที่ทั้งคู่ขึ้นมานั่งในรถเรียบร้อยแล้วและเขากำลังจะขับออกจากร้านอาหาร
“ก็แล้วทำไมพี่ปอนด์จะต้องปิดบังเพื่อนด้วยล่ะคะ”
เอมี่ย้อนถามด้วยความน้อยใจ
“มันไม่ใช่เรื่องที่ดีไม่ใช่หรือที่จะต้องเปิดเผยให้คนอื่นรู้ว่าเรามีอะไรกันหรือเอมี่อยากจะประจานพี่ให้เพื่อน ๆ พี่มองพี่ว่าเป็นไอ้พวกหื่นกามใช้กำลังข่มขืนผู้หญิง”
เขาถามเสียงดังรู้สึกขุ่นเคืองใจลึก ๆ
“ไม่ใช่นะคะ..เอมี่ไม่คิดที่จะบอกเพื่อนพี่ปอนด์สักหน่อยว่า เอมี่ถูกพี่ปอนด์ข่มขืน”
เอมี่ทำหน้าเสียใจไม่คิดว่าเขาจะกลัวในเรื่องนี้
“แล้วเอมี่พูดเพื่ออะไร” เขาถามอย่างไม่เข้าใจ
“เอมี่ก็แค่อยากจะให้พี่ปอนด์ให้เกียรติเอมี่ด้วยการแสดงออกว่าเราเป็นแฟนกันก็เท่านั้นเอง” เอมี่บอกความต้องการที่แท้จริงของตนเอง
“แต่เอมี่ก็รู้ว่าความจริงเราไม่ใช่แฟนกัน”
เขาบอกเพื่อให้เธอเข้าใจ เอมี่เม้มปากที่สั่นระริกเพียงครู่เดียวก็สามารถสั่งน้ำตาให้กลบตาทั้งสองข้างได้ในเวลาอันรวดเร็วราวนักแสดงมืออาชีพ
สิปปกรตกใจที่เห็นเอมี่ร้องไห้สะอึกสะอื้นเขาเริ่มอารมณ์เย็นลงหันมามองเด็กสาวด้วยแววตาสงสาร เขาไม่น่าที่จะพูดรุนแรงกับเธอเลย เขาเป็นคนที่ทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเลวร้ายนี้เขาไม่ควรจะซ้ำเติมเธอด้วยคำพูดเช่นนี้
“น้องเอมี่..พี่ขอโทษ”
เขาเอื้อมมือข้างหนึ่งไปกุมมือเธอด้วยความนุ่มนวลหัวใจของเขาอ่อนยวบด้วยความเวทนาเธอ
“ทำยังไงเอมี่ถึงจะยกโทษให้พี่”
เขาพูดต่อเมื่อเห็นเธอสะอื้นฮักๆ ไม่พูดไม่จา
“พี่ปอนด์ไม่ผิดหรอกค่ะ..เอมี่ผิดเองที่ไม่คิดจะขัดขืนพี่ปอนด์ถ้าคืนนั้นเอมี่แข็งแรงกว่านี้ เอมี่คงจะเอาตัวรอดได้ไม่ถูกพี่ปอนด์ย่ำยีจนมามีสภาพกดดันแบบนี้”
“โธ่..เอมี่..พี่ขอโทษได้โปรดอย่าพูดให้พี่ต้องรู้สึกผิดบาปมากไปกว่านี้เลยขอร้องล่ะ”
เขาแทบจะไหว้เธอ เอมี่หยุดร้องไห้ก้มลงเปิดกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดผ้ามาซับน้ำตา
“เอมี่ อยากจะกลับคอนโด หรือ บ้านสวนกับพี่”
“พี่ปอนด์...”
เอมี่ ดีใจจนเผลอยิ้มออกมาที่ได้ยินเช่นนั้นแสดงว่าเขาใจอ่อนยอมให้เธอไปกับเขาได้แล้วสินะ เขาก็น่าจะรู้ว่าเธอต้องการไปบ้านสวนกับเขามากที่สุด
“กลับมาแล้วเหรอนายปอนด์ นึกว่าจะเมามาซะอีก”
ชวินในร่างเจ้าหมีพูเห่าต้อนรับเพื่อนที่ก้าวเข้ามาภายในห้องนอน
“ยังไม่นอนอีกหรือชวินดีเหมือนกันฉันจะได้ระบายความทุกข์ให้นายฟัง เผื่อฉันจะได้หายกลุ้ม”
สิปปกรล็อคประตูให้แน่นหนาก่อนจะเดินลงมาทิ้งตัวนอนบนเตียงอย่างคนหมดแรงเจ้าหมีพู กระโดดผลุงขึ้นไปนั่งข้าง ๆ ทันทีอย่างรู้ใจ สิปปกรเอื้อมมือไปลูบหลังเจ้าหมีพูแต่นัยน์ตาจ้องมองไปบนเพดานอย่างคนเหม่อลอย
“ทุกข์ใจอะไรก็ระบายมาเถอะเพื่อนฉันพร้อมที่จะฟังนายเสมอ”
เจ้าหมีพูเห่าเตือนให้รีบเล่า สิปปกรจึงหันเบนสายตามามองที่หมีพู
“วันนี้ฉันนัด ลิลลี่กับไปรยาไปทานอาหาร”
สิปปกรเกริ่นเสียงแผ่ว ๆ
“ทำไมไม่ชวนฉันไปด้วยวะอ๋อ..เห็นฉันเป็นหมาใช่ไหมล่ะ ถึงไม่คิดจะสนใจไยดี หมาก็มีหัวใจนะโว้ย” เจ้าหมีพูหอนยาวให้สิปปกรรับรู้
“ที่ไม่ได้เอานายไปด้วยก็เพราะไม่อยากจะให้ลิลลี่กับยาสงสัยเกิดฉันเผลอพูดอะไรไป ฉันไม่อยากจะให้คนอื่นรู้หรอกว่านายคือเจ้าหมีพู”
“เออ..ขอบใจยังอุตส่าห์เข้าใจคำพูดของฉันด้วยแฮะ” ชวินร่างหมีพูยิ้มอย่างพอใจ
“ฉันกลุ้มใจเรื่องที่เกิดขึ้นอยากจะระบายให้ลิลลี่กับไปรยาฟังด้วยแต่ฉันก็ไม่อยากจะทำให้เอมี่เสียหาย แต่ที่ไหนได้ เอมี่ดันนั่งแท็กซี่ตามไปที่ร้าน แล้วก็พูดให้ลิลลี่กับไปรยาสงสัยแถมแสดงท่าทางสวีทหวานกับฉันให้สองคนนั่นเห็นอีกต่างหาก เหมือนกับว่าเอมี่อยากจะให้ฉันเปิดตัวว่าเธอเป็นแฟนฉัน จนฉันต้องรีบพาเอมี่กลับมานี่แหละ ตอนแรกก็ว่าจะไปส่งที่คอนโดเอาไปเอามา ก็ต้องยอมพามานี่ที่ด้วย ไม่งั้นเอมี่ก็ร้องห่มร้องไห้จนฉันใจอ่อน”
สิปปกร เล่าระบายออกไปแล้วก็รู้สึกหายอึดอัดบ้าง
“ตายห่ะ นี่ยัยเด็กนั่นขอตามมาที่บ้านสวนด้วยหรือเนี่ยรีบล็อคห้องให้ดีนะโว้ย เกิดเจ้าหล่อนเข้ามาปล้ำจะหาว่าฉันไม่เตือน คราวนี้นายจะเสียตัวจริง ๆคราวที่แล้วฉันยังพอจะเชื่อได้ว่านายยังบริสุทธิ์ผุดผ่องอยู่เสียแต่ภายนอกให้ยัยเด็กนั่นลูบๆ คลำ ๆ”
หมีพูกระโดดจากเตียงไปเห่าตรงประตูประหนึ่งจะเตือนให้เจ้าของห้องตรวจตราใส่กลอนให้แน่นหนา
“ฉันรู้น่า..ล็อคห้องเรียบร้อยแล้วล่ะ และตอนนี้เอมี่ก็คงเข้านอนไปแล้วล่ะ นี่ดีเท่าไรที่ไม่ขอตามมานอนห้องนี้ด้วยไม่งั้นก็ไม่รู้จะปฏิเสธยังไงดี” สิปปกรพูดให้ชวินในร่างหมีพูได้รับรู้
“เออ..นายทำถูกแล้ว ไม่งั้นซวยติดพันแน่เพื่อนเอ๋ย..”
“เฮ้อ..ชักจะง่วงแล้วล่ะขอตัวไปอาบน้ำก่อนนะเพื่อนถ้านายง่วงก็นอนก่อนเลยนะ”
เขาบอกหมีพูแล้วก็ลุกขึ้น
“ตามบาย..ฉันก็ง่วงแล้วเหมือนกันหมาก็ง่วงเป็นเหมือนกันนะโว้ย”
ชวินร่างหมีพูเห่าบอก ก่อนจะเดินไปล้มตัวลงนอนบนที่นอนของตัวเองอย่างรู้สถานภาพของตน
ปัญจพลตื่นเต้นที่เห็นเบอร์โชว์ที่หน้าจอมือถือเขานึกว่าตัวเองตาฝาดไปด้วยซ้ำที่เห็นเป็นเบอร์ของลิลลี่โทรเข้ามา ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติอย่างมาก เพราะส่วนมากแล้วเขาจะเป็นคนโทรหาเธอมากกว่า
“ว่าไงครับคุณลิลลี่ วันนี้คิวว่างให้ผมแล้วใช่ไหมครับถึงได้รีบโทรมาบอกแต่หัววัน”
เขากรอกเสียงยั่วยวนด้วยความคึกคักในหัวใจนึกอยากจะไปเห็นหน้าเธอเร็ว ๆ แต่การจราจรวันนี้ติดขัดมากเป็นพิเศษทำให้เขาไปช้ากว่าปกติที่เขาต้องการมากที่สุดในวันนี้ก็คือมอบของพิเศษที่เขาซื้อมาจากออสเตรเลียเพื่อฝากลิลลี่โดยเฉพาะ
“หัววันบ้าอะไรล่ะแหกตาดูนาฬิกาสินี่มันจะทุ่มหนึ่งแล้วนะ พนักงานคนอื่นออกจากออฟฟิศไปหมดแล้ว เหลือฉันคนเดียวนี่แหละคุณจะมารับฉันหรือไม่มาคะ”
ลิลลี่ถามเสียงเหมือนบังคับไปในตัวเธอคิดว่าเขาจะต้องแวะเข้ามารับเธอเหมือนเช่นที่ผ่านมา และเมื่อวานนี้เขาก็พูดทำนองว่าจะมารับเธอ จนทำให้เธอต้องบอกปฏิเสธที่จะติดรถของสายใจไป แล้วก็นั่งรอเขาอยู่นานจนเห็นว่าเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งทุ่มแล้ว เธอจึงต้องเป็นฝ่ายโทรถามเขาเสียเอง แต่ใช่ว่าเธออยากจะให้เขามารับหรอกนะทว่า..เธออยากจะถามเขาในเรื่องที่เธอค้างคาใจเมื่อวานนี้มากกว่า
“โอ๊ะ..นี่ผมหูฝาดไปหรือเปล่าครับช่วยทวนคำพูดอีกทีได้ไหมครับ”
ปัญจพลย้อนถามด้วยน้ำเสียงที่จะหยอกเย้า
“ไม่ต้องมาฟอร์ม ฉันรู้ว่าคุณไม่ได้หูตึงถ้าอยากจะมารับฉันก็ให้รีบมาภายในครึ่งชั่วโมงนี้ ไม่งั้นฉันจะได้โทรนัดคนอื่นมารับแทน”เธอพูดขู่
“คนอื่นงั้นหรือ อ๋อ..คุณคงจะหมายถึงคุณปอนด์ล่ะสิ”
เขาย้อนถามน้ำเสียงขบขัน ไม่ได้มีอารมณ์หึงหวงเหมือนเมื่อวานนี้แล้ว เนื่องจากเขาได้รู้ความสัมพันธ์ของสิปปกรกับเอมี่ แล้วนั่นเอง เขาจึงหายห่วงเรื่องที่ลิลลี่จะไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับสิปปกร เพราะจะต้องมีเอมี่คอยขัดขวางไว้ให้เขาสบายใจอยู่แล้ว
“ถ้าใช่แล้วจะทำไม”
“ผมก็จะบอกคุณว่า อย่าไปยุ่งกับคุณปอนด์เขาเลยถ้าไม่อยากถูกน้องเอมี่ฉีกอกเอาเพราะความหึง”
“ดีแล้วที่พูดเรื่องนี้..ที่ฉันตั้งตารอให้คุณมารับก็เพราะฉันอยากจะพบคุณเพื่อถามเรื่องนี้โดยเฉพาะเลยแหละ”
“อ้าว..นึกว่าคิดถึงผมจนทนไม่ไหวให้รีบไปให้เห็นหน้าซะอีก”
“ฝันไปเถอะ..ตกลงวันนี้คุณจะแวะมารับฉันหรือเปล่า”
“ผมเพิ่งรู้นะเนี่ย ว่าผมไปรับคุณหลังเลิกงานเกือบทุกวันจนเป็นหน้าที่ไปแล้ว”
เขาถามเสียงกลั้วหัวเราะรู้สึกดีใจที่ลิลลี่อยากจะให้เขาไปรับเธอ เพราะที่ผ่านมาเขาคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายที่อยากจะไปรับเธอมากกว่าจึงไม่คิดว่าเธอจะยินดีหรือเต็มใจอะไรนัก
“ช่วยไม่ได้อยากจะทำให้ฉันติดนิสัยสบายทำไมล่ะ
คุณก็ต้องรับผิดชอบ แล้วนี่คุณอยู่ที่ไหนคะ”
“ใกล้ถึงแล้ว รถติดอยู่หน้าถนนนี้เอง”
“ถ้าอย่างนั้นฉันนั่งรถมอเตอร์ไซด์ไปดักรอคุณที่ป้ายรถเมล์หน้าปากซอยดีกว่า”
“ไม่ต้องหรอก..ผมเป็นห่วงคุณไม่อยากจะให้นั่งรถตอนค่ำๆ มืด ๆ มันอันตราย”
เขาบอกจากความรู้สึกจริง ๆ ลิลลี่นิ่งไปพักใหญ่ด้วยความอบอุ่นใจกับคำพูดของเขาจนหัวใจอ่อนไหวยวบยาบ
“ก็เพิ่งจะทุ่มเดียวเองยังไม่มืดเท่าไหร่หรอก”
น้ำเสียงของลิลลี่ฟังอ่อนโยนลง
“ยังไงผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดีคุณนั่งรอในออฟฟิศน่ะแหละ ถ้าเหงาก็คุยเป็นเพื่อนรปภ.ไปก่อนแล้วกัน อีกไม่เกินสิบห้านาทีหรอก คุณก็จะได้เห็นหน้าผมแล้วล่ะอดทนรอคิดถึงผมนิดหนึ่งก็แล้วกันนะ”
เขาทำเสียงล้อเลียนอย่างอารมณ์ดี
“บ้า!..ฉันทนหิวไม่ได้มากกว่าอาจจะกัดแขนดูดเลือดรปภ.กินแก้หิวก็ได้ถ้าคุณไม่รีบ ๆ มา” เธอบอกเขาติดตลกทำให้คนฟังถึงกับหัวเราะก่อนจะวางสายไป