หลังจากคำรามใส่ตระกูลขุนนางในเมืองของตนแล้วเสินจีก็รีบตามไปยังทิศทางที่จางซวนไปเพราะกลัวว่าทหารบางคนจะทำอะไรโง่ๆอีกถึงอย่างไรครั้งนี้ก็เป็นเรื่องที่เขายากจะควบคุมได้คนได้ตายไปแล้วไม่อาจแก้ไขได้อีกทำได้เพียงให้จางซวนได้ระบายความโกรธเท่านั้น
จางซวนดึงผมของลูกขุนนางมาตลอดทางชายหนุ่มที่พยายามดิ้นให้หลุดแต่กลับไม่อาจทำอะไรได้เลยพลังของจางซวนแข็งแกร่งเดินไปส่วนชายหนุ่มมีขอบเขตแค่ขั้นกลั่นลมปราณเท่านั้นไม่อาจเทียบกับจางซวนในตอนนี้ได้
“เจ้าจะไม่กล่าวอะไรกับเขาบ้างงั้นเหรอ”จื่อเย่มองไปยังอี้ปกติอี้จะทำตัวเหมือนกับผู้ปกครองของจางซวนที่มักจะชี้แนะและสอนหลายอย่างให้จางซวนเหมือนผู้ใหญ่สอนเด็กแต่ครั้งนี้อี้เลือกที่จะเงียบ
“บางอย่างสอนได้บางอย่างเขาต้องตัดสินใจด้วยตัวเองสำหรับอาซวนประสบการณ์นี้จะทำให้เขารู้ว่าโลกมนุษย์ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เขาคิดมีทั้งคนดีคนเลวปะปนกันมากมายและบางครั้งสิ่งที่เชื่อมั่นว่าถูกต้องก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป”อี้กล่าว
“เข้มงวดกับเขาไม่น้อยเลยนะ”จื่อเย่กล่าว
“หรือเจ้าไม่เคยถูกสอนแบบนี้”อี้เย้ยหยัน
จื่อเย่เงียบนางที่ถูกโยนมาที่ถ้ำสวรรค์แห่งนี้เพื่อฝึกฝนไม่ใช่แค่ฝึกฝนการบ่มเพาะแต่เป็นฝึกฝนจิตใจนางที่มีเบื้องหลังทรงพลังปกติย่อมถูกตามใจตั้งแต่เด็กจึงไม่มีทางได้พบกับประสบการณ์แบบคนธรรมดาดังนั้นนางถึงถูกส่งมาที่นี่เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่นางไม่เคยได้รับและหลายปีมานี้นางก็ได้เห็นเรื่องราวมากมายมากกว่าที่จางซวนได้เห็นดังนั้นนางจึงใจเย็นอยู่ถึงแม้จะเจอกับสถานการณ์แบบนี้
ตู้เม่าที่ทำความสะอาดบาดแผลบนร่างของป๋ายหลางก็มองไปยังที่ท้องถนนผู้คนจำนวนมากเองก็มองเช่นกันร่างของจางซวนเดินกลางถนนและกำลังดึงผมของลูกขุนนางและลากมาที่บ้านของป๋ายหลาง
“เจ้าปล่อยข้าเดี๋ยวนี้ไม่งั้นท่านลุงของข้าที่อยู่เมืองหลวงจะต้องไม่ปล่อยเจ้าเอาไว้แน่”
“เอาแบบนี้เป็นอย่างไรหากเจ้าปล่อยข้า ข้าจะยอมยกทุกอย่างให้เลย อำนาจเงินทองข้ามีทั้งหมดหรือเจ้าอยากจะไปเปิดร้านที่เมืองหลวงข้าก็สามารถช่วยเจ้าได้”
“บัดซบเจ้าสารเลวทำไมยังไม่ปล่อยข้าไปอีกแค่สวะไร้ค่าคนหนึ่งตายไปเท่านั้นทำไมต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย”ลูกขุนนางกรีดร้องออกมา
“เจ้าสารเลวนั่นมันสมควรถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ”ตู้เม่าที่ได้ยินยังรู้สึกโกรธ
จางซวนนั้นไม่สนใจและยังเดินไปจนกระทั่งมาถึงตรงหน้าบ้านของป๋ายหลางซึ่งมีศพของป๋ายหลางนอนอยู่ในโลงศพตู้เม่าและลูกน้องได้เตรียมการเอาไว้ในตอนที่จางซวนพุ่งออกไป
“นายท่าน”ตู้เม่าเดินเข้ามาและกำลังจะกล่าวบางอย่างแต่ก็เลือกที่จะไม่พูด
“ทำไมถึงเป็นเช่นนี้”ภรรยาของป๋ายหลางที่ถูกพาออกมาเมื่อเห็นโลงศพก็รีบวิ่งเข้าไปมองป๋ายหลางในโลงด้วยสีหน้าเศร้าโศกนางร้องให้ออกมาอย่างหนักทั้งชีวิตของนางมีเพียงป๋ายหลางนางยอมสละได้ทุกอย่างเพื่อป๋ายหลางแม้กระทั่งศักดิ์ศรีของนางเองแต่นางกลับไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้
“เหตุใดเจ้าถึงเศร้า”อยู่ๆจางซวนก็กล่าวขึ้นทำให้หลายคนอึ้ง
ภรรยาของป๋ายหลางสั่นสะท้านนางหันกลับมามองจางซวนซึ่งแววตาของจางซวนนั้นมืดมนและเย็นชาอย่างถึงที่สุดทำให้นางรู้สึกว่าจางซวนในตอนนี้กับจางซวนที่นางเคยรู้จักไม่ใช่คนเดียวกันราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
“นักปรุงยาจางเจ้าอายุยังน้อยและมีความสามารถเจ้าเข้าใจหรือไม่ว่าความยากจนที่แท้จริงเป็นอย่างไรเพื่อข้าแล้วพี่หลางพยายามมากแค่ไหนเพื่อไม่ให้ข้าอดอยากต้องทำงานอย่างหนักจนแทบไม่มีเวลาอ่านหนังสือยามข้าป่วยเขาก็วิ่งไปทั่วเพื่อหาซื้อสมุนไพรให้กับข้า
ตัวข้าที่เป็นภรรยาของพี่หลางย่อมอยากจะตอบแทนเขาบ้างแต่ข้าจะทำอะไรได้ข้าไม่มีความสามารถอะไรเลยในตอนที่ข้าไปเป็นคนทำความสะอาดในตระกูลขุนนางก็ได้ถูกจับตามองจากผู้ชายสารเลวคนนี้อยู่แล้วเจ้านั่นคอยตามรังควานข้าแต่ข้ากลับไม่มีอำนาจและพลังในการต่อต้าน และหากข้าไปบอกให้พี่หลางรู้จุดจบของเขาจะเป็นเช่นไรเจ้ารู้หรือไม่ด้วยอำนาจของขุนนางสามารถตัดอนาคตของคนธรรมดาแบบพวกเราได้ ข้าไม่อยากให้พี่หลางต้องพบกับจุดจบแบบนั้นเพราะแบบนั้นข้าถึงยอมเสียศักดิ์ศรีของตัวเอง” ภรรยาของป๋ายหลางกล่าว
“เสียศักดิ์ศรีของตัวเองน่าขันอะไรอย่างงี้” จางซวนหัวเราะออกมาเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเศร้าและความไม่เข้าใจก่อนที่เสียงหัวเราะจะหายไป
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าป๋ายหลางในตอนที่รู้ความจริงแล้วเขาไม่เคยโกรธเจ้าเลยกลับคนที่ข้าเห็นในดวงตาของเขามีแต่ความรู้สึกผิดละอายใจเท่านั้น เพราะอะไรเจ้าเข้าใจหรือไม่ เพราะในใจของเขาเจ้าคือทุกอย่างคือศักดิ์ศรีคืออนาคตคือความรักความอบอุ่นเพียงหนึ่งเดียวของเขาในตอนที่เจ้ายอมใช้เรือนกายเพื่อหาเงินให้กับป๋ายหลางเจ้าไม่เพียงแต่ทำลายศักดิ์ศรีของเจ้าเองแต่เจ้าทำลายศักดิ์ศรี ทำลายอนาคต ทำลายความสุข ทำลายทุกอย่างของป๋ายหลางไปด้วยเจ้าเข้าใจหรือไม่” จางซวนคำรามออกมา
เหมือนกับเสียงอสนีดังขึ้นในใจของภรรยาป๋ายหลางร่างของนางสั่นสะท้านดวงตาเบิกกว้างจิตใจเหมือนกับถูกค้อนทุบลงมา
“ใช่แล้วสำหรับป๋ายหลางเจ้าคือศักดิ์ศรีของเขา การที่เจ้าทำแบบนั้นไม่ต่างจากทำร้ายเขาเลย”ตู้เม่าส่ายหน้า
“แต่ข้าทำเพื่อเขาเพราะข้ารักเขาข้าถึงยอมให้ตัวเองต้องทรมานแบบนี้ ข้าอยากให้เขากลายเป็นขุนนางได้สำเร็จทำให้ความฝันของเขาเป็นจริง”ภรรยาของป๋ายหลางร้องให้ออกมา
“นี่คือความรักงั้นเหรอ”จางซวนมองไปยังหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาสิ้นหวังหากความรักเป็นเช่นนี้จางซวนก็ไม่รู้ว่าในอนาคตเขาจะกล้ามีความรักหรือไม่เพราะความรักของหญิงสาวคือการเสียสละ
“ไม่ใช่ผิดแล้ว ความรักไม่ได้เป็นแบบนี้ สิ่งที่เจ้าคิด ป๋ายหลางไม่ได้ต้องการสิ่งที่เจ้ามอบให้ป๋ายหลางก็ยิ่งไม่อยากได้ ดังนั้นนี่ไม่ใช่ความรักเป็นแค่ความหวังดีเท่านั้นความรักควรจะบริสุทธิ์กว่านี้ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมีอะไรก็บอกกันไม่ปิดบังกันใจสื่อถึงกันได้ นี่ต่างหากคือความรักที่บริสุทธิ์หากวันนั้นเจ้าบอกเรื่องนี้แก่ป๋ายหลางป๋ายหลางย่อมไม่ยอมให้เจ้ากลับไปทำงานที่นั่นอีกและหากเจ้าสารเลวนี่กล้ามาหาเรื่องพวกเจ้าถึงตอนนั้นคิดว่าพวกจางซวนจะยืนมองเฉยๆงั้นเหรอ”จื่อเย่กล่าว
“ใช่แล้วหากเจ้าบอกมาสักคำขอแค่พวกข้ารู้ เหอะตระกูลขุนนางอะไรกันข้าคนเดียวก็สามารถลบคนในจวนขุนนางให้หายไปตลอดกาลได้”ตู้เม่ากล่าว
“พวกเจ้าไม่เข้าใจพี่หลางไม่ชอบติดหนี้บุญคุณคนอื่นเขาไม่มีทางยอมบอกเรื่องนี้กับพวกเจ้าแน่”ภรรยาของป๋ายหลางกล่าว
“เพี๊ย!!!!!!!!!!!!!!!!”ทันใดนั้นเองเสียงฝ่ามือตบลงมาที่ใบหน้าของภรรยาของป๋ายหลางก็ดังขึ้น
จื่อเย่ไม่อาจทนได้อีกต่อไปนางเดินเข้าไปตบอีกฝ่ายอย่างรุนแรงจนใบหน้าของอีกฝ่ายมีโลหิตไหลที่มุมผาก
“เลิกหลอกตัวเองได้แล้วยอมรับความจริงซะ”จื่อเย่กล่าว
“ข้า....ข้าผิดเองข้าผิดเอง” สุดท้ายภรรยาของป๋ายหลางก็ล้มตัวลงที่ข้างโลงศพมองดูคนที่นางรักที่สุดจบชีวิตลงเพราะความโง่เขลาของตัวนางเอง
“ต่อไปก็ถึงคราวเจ้าแล้วตอนแรกข้าจะเอาโลหิตของเจ้ามาเซ่นไหว้ให้กับป๋ายหลางแต่ว่าข้าเปลี่ยนใจแล้วโลหิตของเจ้ามันสกปรกเกินไป”จางซวนกล่าว
“เจ้าคิดจะทำอะไร”ลูกขุนนางมองไปยังจางซวนด้วยความหวาดกลัว
“นักปรุงยาจางจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะใช้กฎของเมืองเหิงจัดการทำโทษ”เสินจีที่มาถึงกล่าว
“กฎของเมืองฆ่าผู้บริสุทธิ์คบชู้กับภรรยาของเจ้าบ้านคืออะไร” ตู้เม่ากล่าว
“ถูกม้าแบ่งร่างออกเป็นห้าส่วน”เสินจีกล่าว
“ไม่นะข้ายังไม่อยากตาย ท่านเจ้าเมืองท่านลุงของข้าเป็นขุนนางอยู่ที่เมืองหลวงหากท่านกล้าทำแบบนั้นกับข้าท่านจะต้องมีจุดจบไม่ดีแน่”ลูกขุนนางข่มขู่
“เอาตามที่ท่านเจ้าเมืองกล่าวใช้ม้าแยกร่างของชายคนนี้ออกเป็นห้าส่วนซะและสำหรับตระกูลขุนนางหากพวกมันกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งก็เตือนไปด้วยว่าข้าจะทำให้ตระกูลของพวกมันหายไปคลอดกาลไม่หลงเหลือทายาทแม้แต่คนเดียว”จางซวนกล่าว
“ไม่มีปัญหาทหารจับตัวเจ้าสารเลวนี่ไปให้ม้าฉีกร่างของเจ้าสารเลวนี่เป็นชิ้นๆ” เสินจีคำราม
ทหารวิ่งเข้ามาลากร่างของลูกขุนนางไปเสินจีไม่ชักช้าให้ทหารลงมือทันที ร่างของลูกขุนนางถูกมัดแขนมัดเท้าและผูกกับม้าและส่วยสุดท้ายคือมัดคอลูกขุนนางกรีดร้องอย่างหนักด้วยความหวาดกลัวถึงขนาดฉี่ราดกางเกงไปแล้ว
พวกชาวเมืองที่ได้ยินข่าวก็ไม่มีใครสงสารมีแต่คนสาปแช่งซ้ำเติมส่วนบิดาและมารดาของชายหนุ่มได้แต่มองอยู่ไกลๆไม่อาจช่วยได้เพราะครั้งนี้พวกเขาต้องเลือกความอยู่รอดของตระกูลเอาไว้ก่อน
เสียงกรีดร้องดังขึ้นร่างของชายหนุ่มค่อยถูกม้าทั้งห้าตัวแยกออกความทรมานของการแขนขาถูกฉีกออกเป็นห้าส่วนก่อนตายใบหน้าของชายหนุ่มแสดงออกถึงความเจ็บปวดและหวาดกลัวจนถึงขีดสุด
“ตายไปได้ซะก็ดี”ตู้เม่าเค้นเสียง
“จะเอายังไงกับศพของป๋ายหลาง”อี้กล่าว
“บ้านเกิดของป๋ายหลางอยู่ที่ไหน”จางซวนหันไปทางภรรยาของป๋ายหลาง
“หมู่บ้านของพวกเราอยู่ห่างจากเมืองไปทางทิศตะวันตก”ภรรยาของป๋ายหลางกล่าว
จางซวนมองไปยังตู้เม่าซึ่งพวกตู้เม่าก็เข้าใจและแบกโลกศพและออกเดินทางไปพร้อมกับพวกจางซวนเสินจีมอบรถม้าให้กับพวกจางซวนให้สามารถขนโลงศพได้ง่ายขึ้นกลุ่มของจางซวนเดินทางไม่นานก็มาถึงหมู่บ้านเล็กๆเมื่อมาถึงคนในหมู่บ้านก็ตกใจกับการมาของพวกจางซวนจางซวนได้แจ้งและสอบถามถึงบ้านของป๋ายหลางหัวหน้ามู่บ้านก็นำทางไปและมองไปยังโลงศพก็คาดเดาได้แล้ว
“ไม่คิดเลยว่ายังไม่ทันจะทำตามความฝันก็ต้องพบจุดจบแบบนี้สวรรค์เหตุใดถึงโหดเหี้ยมเช่นนี้” หัวหน้าหมู่บ้านกล่าว
จางซวนฝังร่างของป๋ายหลางและสร้างหลุมศพอย่างดีให้ก่อนจะยืนอยู่ตรงหน้าหลุมศพอยู่สักพักป๋ายหลางถือเป็นสหายที่เข้ากันได้กับจางซวนทั้งสองเป็นคนมองโลกในแง่ดีและมีจิตใจที่กว้างขวางไม่คับแคบสามารถให้อภัยกับเรื่องเลวร้ายบางเรื่องได้แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับป๋ายหลางจางซวนกลับพบว่าจิตใจของเขาไม่อาจให้อภัยการกระทำของภรรยาป๋ายหลางได้ไม่ว่าจะพยายามหาเหตุผลแบบไหนก็ไม่อาจยอมยกโทษให้นางได้เลยจริงๆ
“ข้าไม่อาจยกโทษให้กับสิ่งที่นางทำได้จริงๆข้าทำให้เจ้าผิดหวังหรือไม่” จางซวนกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
สิ้นเสียงของจางซวนฝนก็ตกลงมาราวกับสวรรค์กำลังร่ำไห้เพราะความเศร้าโศกในใจของจางซวน