เื่ย่อ ณ เมืองแห่งเทคโนโลยี ที่รุ่งเรืองแห่งหนึ่ง เด็กหนุ่ม “ฉินซาน” ผู้เป็ลูกของนักพัฒนาวิจัยเทคโนโลยีของมนุษย์โลก เขาได้วิจัยสร้างเครื่องย้อนเวลาขึ้นมา ทำให้ระบบนั้นเกิดการขัดข้อง ได้ส่งผลต่อฉินซานได้ย้อนเวลาเข้าไปสู่ใน “ยุคของอาณาจักรสายเืผู้ยิ่งใหญ่”
ณ โลกแห่งสายเืผู้ยิ่งใหญ่ โลกของผู้ฝึกฝ่นวรยุทธ โลกที่มีพลังแห่งิญญา ของสายเืที่ใช้ในการต่อสู้ โลกแห่งการบ่มเพาะสายเื ราชวงศ์ฉินที่มีสายเืแห่งจักรพรรดิ เคยเป็ใหญ่ที่สุดในอาณาจักรสายเื เขาได้สูญเสียลูกชายที่คาดว่าจะเป็ผู้สืบทอด‘สายเืจักรพรรดิ’ ทำให้เกิดการแย่งชิงความเป็ใหญ่ในดินแดนขึ้นมาอีกครั้ง ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่อยู่รอด ผู้คนต่างหลงใหลในวิทยายุทธ วิชาการต่อสู้ เส้นทางของการบ่มเพาะ สายเืที่หลากหลาย นักเล่นแร่แปรธาตุ นักปรุงยา ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่ได้ การต่อสู้การทรัพยากรจึงเป็ปัญหาของการใช้ชีวิตของผู้คนต่างๆ เพื่อป้องกันดินแดน เพื่อปกป้องลูกเมียเพื่อความอยู่รอด ผู้คนเกือบทั่วสารทิศได้พยายามบ่มเพาะทางสายเืขึ้นมาอีกครั้ง
ณ ป่าทึบแห่งหนึ่ง....
ที่มีซากอารยธรรมโบราณกระจัดกระจายอยู่ พื้นที่ที่ไร้รอบไปด้วยูเามีลำธารที่ไหลยาวหาจุดสิ้นสุดไม่ได้ อากาศที่บริสุทธิ์และปกคลุมไปด้วยพลังธรรมชาติของ์และโลกที่ไหลเวียนดั่งสายน้ำลำธาร
ในดินแดนแห่งนี้เงียบสงบ ไร้ซึ่งผู้คนเหมาะสำหรับการเก็บตัวเพื่อให้หลุดพ้นความวุ่นวายทางโลก ยังมีห้องโถงเล็กๆ ห้องหนึ่งที่อยู่กลางป่าทึบรอบซากอารยธรรมอันเก่าแก่
ดวงอาทิตย์ส่องแสง แดงจ้าขึ้นมาอย่างริบหรี่ เด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุราวประมาณ12-13ปี กำลังนั่งสมาธิอยู่ด้านนอกห้องโถง เด็กหนุ่มคนนี้ร่างผอมเรียวหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู ดวงตาสีครามผิวพรรณขาวใสกระจ่างราวหิมะ ริมฝีปากที่แดงอมชมพู หากเป็หญิงสาวอาจจะสวยจนนักจิตรกรรมวาดออกมาเป็รูปภาพไม่ได้ เมื่อเห็นก็อดใจไม่ได้ที่จะเข้าไปโอบกอด
หากเหม่อมองดวงตาของเด็กหนุ่มคนนี้ช่างเป็เด็กที่มองแล้วรู้สึกถึงความอบอุ่นอย่างมากมายภายในตัวของเขา กลิ่นอายจากตัวเขาราวกับเนื้อทองที่โดนฝั่งอยู่ในดินโคลน เมื่อมองถลำลึกลงในั์ตาของเขาคล้ายกับผู้ใหญ่ที่เคยผ่านประสบการณ์ของชีวิตมามากมายนับไม่ถ้วน ถึงจะเป็แค่เด็กที่ใสซื่อไร้เดียงสาอายุราวๆ15ปีก็ตาม แต่ความนึกคิดเมื่อเห็นอดใจที่กล่าวไม่ได้ว่าเขานั้นเป็แค่เด็ก
“ฉินซาน..ฉินซาน” เสียงผู้เฒ่าคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านในห้องโถง เป็เสียงที่ฟังแล้วดุดันแข็งก้าวแต่แฝงไปด้วยความอบอุ่นมากมาย จากน้ำเสียงของเขาสามารถรับรู้สึกถึงความปลอดภัยหากได้อยู่ด้วยกับบุคคลนี้ หากมองเป็แค่ตาเฒ่าคนหนึ่งอายุราวๆ70ปี แต่ผิวพรรณที่ดึงแน่นของเขานั้นดังผู้ใหญ่ที่อายุ30-40ปี รัศมีที่แพร่ออกจากรูปหน้าดวงตาของเขานั้นคล้ายคนที่เคยเป็ใหญ่แล้วได้เกษียณ
ฉินซานกำลังนั่งรวบรวมลมปราณอยู่ด้านนอกของห้องโถง เมื่อเขาได้ยินเสียงผู้เฒ่าเขาก็ได้รุกวือวิ่งไปหาผู้เฒ่าในทันที ผู้เฒ่ากำลังนั่งไหว้บรรพบุรุษของเขาอยู่ เขากำลังมองรูปปั้นบรรพบุรุษอย่างใจจดใจจ่อคล้ายกับคนที่ได้เสียโอกาสกับอะไรบางอย่าง แต่ในดวงตาของเขานั้นแสดงให้เห็นถึงความสิ้นหวังที่มีความหวังอยู่เลือนราง!
ในทุกๆวันของฉินซานกับผู้เฒ่านั้นเมื่อตื่นขึ้น นอกจากจะนั่งรวบรวมลมปราณก่อนตื่นนอนในทุกเช้าแล้ว จะต้องมากราบไหว้บรรพบุรุษในห้องโถงทุกครั้ง ซึ่งเป็กิจวัตรประจำวันของพวกเขา เนื่องด้วยในที่แห่งนี้นั้น มีแค่ห้องโถงเก่าๆห้องหนึ่งที่อยู่ทามกลางป่าเขา ไม่มีบ้านเรือน ไม่มีร้านขายของ ห้องโถงจึงเป็สิ่งเดียวที่ทำให้พวกเขาทั้งสองได้ทำกิจกรรม
“ฮายๆ ..” ตาแก่ทำไมต้องมานั่งไหว้อะไรแบบนี้ทุกวันเลยล่ะ ถินซานทำหน้าเบื่อหน่ายบ่นพึมพำใส่ผู้เฒ่า ซึ่งเสียงและลักษณะการพูดของเขาไม่เข้ากับหน้าตาของเขาเป็อย่างมาก ทั้งดุดันเกรี้ยวกราดช่างเหมือนเทวดาที่โดนผีสิง เขายังเป็เด็กที่ฉลาดวิเคราะห์เก่งแต่ไม่ค่อยเฉลียวสักเท่าไร ฉินซานเป็เด็กที่รักในการต่อสู้เป็อย่างมาก แต่จะเกียจคร้านในการกระทำอะไรที่น่าเบื่อและเรียบง่าย
“แก่นี้มัน! ไม่รู้อะไรเลยยังจะพูดมาก” ผู้เฒ่าพูดโต้ขึ้น เขากับฉินซานชอบทะเลาะถกเถียงกันเรื่อยเปื่อยต่างคนต่างไม่เเคยยอมความ ผู้เฒ่าชอบบังคับให้ฉินซานนั่งสมาธิอยู่เป็ประจำ แต่ฉินซานมักจะหลบหนีเข้าไปในป่าเพื่อไปล่าสัตว์อยู่เสมอ
ร่างกายของผู้เฒ่าหากได้มองรูปกายของเขาคล้ายกับิญญาที่มีชีวิตอะไรอยู่ปานนั้น ซึ่งไม่ค่อยเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป แต่ถึงกระนั้นฉินซานก็ไม่เคยคิดพลันสงสัยอะไรเกี่ยวกับผู้เฒ่าเลย เพราะั้แ่ฉินซานจำความได้ เขาก็อยู่เคียงข้างกันเพียง2คน ความสงสัยเช่นนี้หากรู้ไปคงจะฝืนใจกันเปล่าๆ
“อืออ...” ????
“ฉินซานนึกคิดขึ้นมาในใจ” ในขณะที่กำลังก้มกราบบรรพบุรุษ
“ข้าก็อยู่มาถึง2ปีแล้ว แต่ทำไมถึงข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับข้าเลยว่าข้าเป็ใคร มาจากไหน มาอยู่ในที่แห่งนี้ ในที่ไม่มีผู้ใดเลย พ่อละ..? แม่ละ..? แล้วตาแก่นี้ล่ะ..? ข้าคงเป็เทวดาที่พระเ้าได้ส่งมาให้กินสัตว์ที่อยู่แถวนี้ล่ะมั้ง ฮาฮ่า...” เมื่อเขาจริงจังกับอะไร สุดท้ายก็ตามมาด้วยความมโน..
ฉินซานก็ไม่เคยถามไถ่เกี่ยวกับตัวเขาต่อผู้เฒ่าเลย ได้แต่คิดพลันสงสัยไปแบบหุนหันพลันแล่นไปซื่อๆ เขาก็เคยพยายามที่จะคิดอยู่หลายครั้งหลายครามาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถจำอะไรเกี่ยวกับตัวเขาได้เลย
เขาแค่จำได้ว่าในตอนที่เขาอายุ10ปี เขาได้ตื่นขึ้นมาอยู่ในห้องโถงเก่าๆแห่งนี้ที่สร้างด้วยหินไม่มีภาพวาดวรรณกรรมต่างๆ มีแค่รูปปั้นที่คล้ายบุรุษวีรชนรูปหนึ่ง และรอยสลักอักขระบางอย่างเป็ภาษาที่ฉินซานไม่สามารถอ่านเป็ความได้ ั้แ่นั้นมาเขาก็ได้อยู่กับผู้เฒ่ามาโดยตลอด โดยมีแค่เขากับผู้เฒ่าในที่แห่งนี้กับเหล่าสรรพสัตว์มากมาย ที่อาศัยอยู่รอบๆห้องโถง
“เอาล่ะ...เอาล่ะ อายๆ คิดอะไรอยู่ล่ะเนี้ย? ตาแก่ไม่เคยพูดอะไร คงมีเหตุผลล่ะมั้ง..ฉินซานได้พูดขึ้นในใจ ใบหน้าที่แสดงออกถึงความสงสัยอยู่ไม่น้อย..”
ในทุกๆวันของฉินซานนั้นส่วนมากเขาจะใช้ชีวิตอยู่กับสัตว์ในป่า เพราะสัตว์คือสิ่งเดียวที่ทำให้ฉินซานระบายความทุกข์มองหาความสุข สัตว์เป็ทั้งเพื่อนเล่นและอาหารให้กับเขา ในทุกๆวันเขามักจะออกไปล่าสัตว์กับผู้เฒ่า เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายจากผู้เฒ่าในขณะที่ล่าสัตว์ ฉินซานเป็คนชั่งคิดชอบวิเคราะห์ และชอบเรียนรู้จากการต่อสู้ของสัตว์ร้าย
“เอาล่ะ ไปกันเถอะเ้าหนู ผู้เฒ่าได้เรียกฉินซานในขณะที่ฉินซานก็ยังนั่งละเมองงงวย อะไรของเขาอยู่”
“วันนี้เราจะไปที่ป่าด้านเหนือกันซะหน่อย พร้อมลุยแล้วยังเ้าหนู! เมื่อผู้เฒ่าได้พูดจบ”
“เย้ๆๆ!!.. ฉินซานได้พูดะโออกมา พร้อมหน้าตาที่มีสุขถึงแปดส่วน ั์ตาที่ประกายวาวดั่งเพรชเม็ดใหญ่!
ฉินซานะโโลดเต้นแสดงให้เห็นถึงความสุขเป็อย่างมากเมื่อได้ออกผจญภัย "ไปกันเถอะ!ไปกันเถอะ!ตาแก่!ตาแก่!" ผู้เฒ่าได้โวยวาย เอามือเคาะหัวฉินซานไปหนึ่งครั้ง “ป๊อก! ใครเป็ตาแก่ของมึ-กัน ไอเด็กซนเอ๊ย ฉันออกจะหล่อเหล่าซะขนาดนี้ มาเรียกฉันว่าตาแก่ได้ไง”
“อึ..อือๆ ตาแก่ ฮาฮ่าๆ ตาแก่! ตาแก่!.. ฉินซานมักจะพูดโต้แย้งตลอด หากเป็เื่ถกเถียงเขาเคยไม่ยอมแพ้"
ฉินซานและผู้เฒ่าถึงแม้จะมีอยู่กันเพียงแค่สองคน ในป่าอันรกร้างท่ามกลางหุบเขาที่ยาวลี้มองเห็นแต่เนินเขา และผืนป่ามีแค่สัตว์เป็เพื่อนคู่ใจ แต่กระนั้นทั้งสองไม่เคยรับรู้ถึงความเหงาโดดเดี่ยวอะไรเลย เขาทั้งสองใช้ชีวิตกันในแต่ละวันอย่างมีสุขไร้ซึ่งทุกข์
ในดินแดนที่ฉินซานอยู่นั้นห่างไกลจากบ้านเรือนที่มีผู้คนอาศัยอยู่หลายร้อยลี้ นอกจากผู้เฒ่ากับฉินซานก็ไม่ค่อยพบเจอผู้คนอื่นนัก มีเพียงแค่ป่าอันรกร้างกับสัตว์ที่ดุร้ายและูเาที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา
“เสี่ยวไป่ เสี่ยวไป่! ฉินซานได้ะโเรียกสัตว์เลี้ยงของตน"
เสี่ยวไป่เป็เสือร่างใหญ่ที่มีปีกเหมือนพญาอินทรี ซึ่งเป็สัตว์เลี้ยงของผู้เฒ่าที่มอบให้ฉินซาน ให้เป็พาหนะออกไปล่าสัตว์ในป่า เสี่ยวไป่มีรูปร่างกำยำสีผิวแดงลายดำมีปีกสีทอง ยังมีไหวพริบที่ดีเหมือนดั่งมนุษย์ มีนิสัยที่อ่อนโยนต่อเ้าของเป็อย่างมาก แต่จะแข็งกระด้างเด็ดขาดต่อคู่ต่อสู้ถึงที่สุด ซึ่งต่างกับสัตว์ในบริเวณนี้เป็อย่างมาก
เมื่อสิ้นเสียงของฉินซานก็เกิดแสงอันเจิดจ้า! ท้องฟ้าสั่นสะท้านะเื ผืนป่าแหวกเป็ทางกว้างราวกับมีคนกำลังแหวกหญ้าเพื่อหาสิ่งของที่ตกหล่น เสี่ยวไป่ได้ปรากฏตัวขึ้นบนท้องนภา เสียงกระพือปีกลั่นดั่งเสียงกลอง และเมื่อคำรามไอพลังงานบริสุทธิ์จำนวนมากจะปะทุออกมาราวกับักำลังพ่นไฟ
ฉินซานได้ะโขึ้นไปบนหลังเสี่ยวไป่พร้อมกับผู้เฒ่าที่กำลังเหม่อมองด้วยแววตาที่สดใสประทับใจกับความยิ่งใหญ่กับสัตว์เลี้ยงของตน ฉินซานได้มองไปที่ลำตัวของเสี่ยวไป่แล้วครุ่นคิดขึ้นในใจว่าทำไม? เสี่ยวไป่ถึงได้โตวัยอะไรอย่างนี้ “ไม่กี่วันก่อนเสี่ยวไป่ ยังตัวเล็กนิดเดียว พอมาวันนี้ทั้งโตใหญ่น่าเกรงขามซะขนาดนี้แล้ว สุดยอดไปเลยเสี่ยวไป่”
“อ…อ้อๆอือ..อือ..จะว่าไป” ฉินซานคิดขึ้นได้!
ครั้งหนึ่งผู้เฒ่าได้เล่าให้ฉินซานฟังว่าเสี่ยวไป่นั้น เดิมทีเป็สัตว์ที่มีสายเืสืบทอดของาาแห่งพงไพร ผู้เฒ่าได้ไปเจอเสี่ยวไป่ในดันเจี้ยนแห่งหนึ่งด้วยความบังเอิญ ซึ่งดันเจี้ยนเป็ที่มนุษย์ทั่วไปยากที่จะได้เข้าไป!
ย้อนไปใน่หนึ่ง...
แม่ของเสี่ยวไป่คือาาแห่งพงไพร กำลังต่อสู้แย่งสมบัติกับหงส์ทองาาแห่งเวหา สัตว์ทั้งสองาาต่อสู้กันอย่างดุเดือด เวลาได้ผ่านไปสองวันสองคืนการต่อสู้ก็ไม่อาจที่จะสรุปผลได้
ผู้เฒ่าที่กำลังเฝ้ามองอย่างกระชั้นชิด จนถึงที่สิ้นสุดของการต่อสู้ สัตว์ทั้งสองได้รับาเ็อย่างสาหัส เหตุการณ์วันนั้นแม้แต่พื้นนภายังแบ่งแยกเป็สองซีก ขนาดพื้นพิภพยังแบ่งออกเป็สองทาง พลังของสัตว์ทั้งสองไร้ซึ่งคำเปรียบเปรย!
แม่ของเสี่ยวไป่ในขณะนั้นกำลังอุ้มท้องอยู่ เลยได้เก็บออมกำลังไว้อย่างมากเพื่อปกป้องลูก ซึ่งาาแห่งเวหาไม่ได้ออมมือแต่อย่างใด จึงทำให้าาแห่งพงไพราเ็สาหัส จนได้พลาดท่าเพราะคอยแต่ห่วงลูกของตน
ผู้เฒ่าไม่รอช้าที่จะเข้าไปช่วย าากำลังสิ้นลมหายใจ เขาจึงได้ช่วยรักษาจนสามารถคลอดลูกได้อย่างปลอดภัย ั้แ่นั้นมาเสี่ยวไป่ก็อยู่กับฉินซานมาโดยตลอด แต่กระนั้น! ฉินซานไม่เคยคาดคิดว่าเสี่ยวไป่จะพัฒนาร่างกายที่รวดเร็วขนาดนี้ ทั้งความแข็งแกร่งด้านร่างกายและกำลังที่อยู่ภายในแข็งแกร่งขึ้นเป็หลายโข..
‘สายเืสัตว์าา’ คือสัตว์ที่มีขีดกำจัดสายเืที่สูงกว่าสัตว์ทั่วไป ซึ่งในโลกแห่งอาณาจักรสายเืที่ฉินซานได้เข้ามาอยู่นั้น เป็โลกของสายเืที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่มีสายเืที่สูงก็ย่อมอยู่สูงกว่า เหนือกว่า แข็งแกร่งกว่าผู้ที่มีสายเืปกติ เพราะขีดกำจัดสายเืนั้นเป็ตัวกำหนดเจาะจงว่าสิ่งใดผู้ใดจะได้ยืนที่สูงกว่า พัฒนาได้มากกว่าเป็การขีดเส้นใต้ไว้อย่างชัดเจนว่าสายเืใดอยู่สูงกว่าสายเืนั้น
จำพวกสัตว์ที่มีสายเืปกตินั้น จะมี ‘สายเืั้แ่กำเนิด’ มีขีดกำจัดสายเือยู่ในระดับที่8 ในขณะที่สัตว์ที่มีสายเืาาซึ่งเป็‘สายเืสืบทอดของาาแห่งสัตว์ มีขีดกำจัดสายเือยู่ในระดับ10 ซึ่งมีขีดจำกัดมากกว่าถึง2ระดับ พลังเลยสามารถพัฒนาได้สูงกว่าถึง 2ระดับ แต่ทั้งสิ้นก็ขึ้นอยู่กับระดับพลังของการบ่มเพาะสายเื
“ตาแก่..ตาแก่!”
ฉินซานได้นั่งอยู่ด้านหน้าผู้เฒ่า บนหัวของเสี่ยวไป่ เขาได้หันศีรษะเข้าหาผู้เฒ่าแล้วใคร่ถามผู้เฒ่าว่า “ตาแก่ วันนี้เราจะไปล่าสัตว์ในที่แห่งใดกัน? สัตว์อะไรล่ะ? ข้าอดใจรอที่จะต่อสู้ และสังเวยมันไม่ไหวแล้ว”
“เ้านี้จริงๆ เลยนะ บ้าระห่ำ ไม่เคยเปลี่ยน” …ผู้เฒ่าได้พูดตอบพร้อมส่ายหัวเบาๆ
“ก็่นี้ไม่ว่าข้าจะกินอะไรก็ไม่เคยอิ่มเลย ร่างกายข้ามันกำลังเติบโต อะตาแก่!” … "เ้าก็พูดงี้ขึ้นทุกที!" ทั้งสองได้พูดโต้เถียง
ั้แ่ที่ฉินซานมาอยู่กับผู้เฒ่านั้น จำนวนสัตว์ที่อยู่รอบบริเวณหุบเขาใกล้กับห้องโถงบรรพบุรุษในระยะ10ลี้ ได้ลดลงไปจากเดิมาก มีฉินซานเหมือนมีโรงฆ่าสัตว์เคลื่อนที่
“เ้านี้มันเป็ตัวอะไรกันแน่ กินเกือบหมดป่าแล้ว..? ผู้เฒ่าได้ขหมวดคิ้วทำหน้าบึ้งพูดไปกับฉินซาน”
“เอาล่ะ..เอาล่ะ! วันนี้ข้าจะพาไปที่สุดยอดแห่งหนึ่ง เตรียมตัวไว้ให้ดีล่ะเ้าหนู”
สิ้นเสียงพูดของทั้งสอง ฉินซานได้กวาดสายตามองไปรอบๆตัวเขา เขาได้สูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ1ครั้ง มองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่บริสุทธิ์สมบูรณ์แบบ รอบๆข้างมีป่าไม้ที่เขียวชอุ่มงามอร่ามดั่งใบหยก เสียงของลำธารที่ไหลผ่านดังแว่วๆเสนาะหู ได้กลิ่นอายพลังธรรมชาติที่บริสุทธิ์จำนวนมาก ท้องฟ้าสีครามอร่ามงามตา ช่างเป็ภาพที่เห็นแล้วมิอาจลืมเลือน
“เปรี้ยงๆๆ!!” ทันใดนั้น
เสียงสายฟ้าดังขึ้น จากด้านหน้าของฉินซานได้เกิดสภาพอากาศที่แปรปรวนกะทันหัน ท้องฟ้ามืดขรึม ได้เกิดสายฟ้าผ่าอย่างบ้าคลั่ง ทำให้พวกเขามองเห็นวิสัยทัศน์ด้านหน้าไม่ชัดเจน ซึ่งแตกต่างกันอย่างมากกับที่ที่เขาบินอยู่ในขณะนี้
ผู้เฒ่าได้สั่งให้เสี่ยวไป่บินลงพื้นในทันที ฉินซานเกิดใขึ้นชั่ววูป เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องในขณะที่ตนกำลังเหม่อลอยอยู่ แล้วเขาได้จ้องมองไปที่ผู้เฒ่า เห็นผู้เฒ่าทำหน้าทำตาเหมือนตื่นเต้นกับอะไรบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นด้านหน้าของเขา เมื่อมองหน้าผู้เฒ่านั้นให้ความรู้สึกเหมือนเด็กที่กำลังจะได้เจอพ่อแม่ที่ห่างหายมาอย่างช้านาน!
“โชคดีล่ะเ้าหนู” ดันเจี้ยนได้เปิดออกแล้ว! ผู้เฒ่าเปลี่ยนท่าทางก่อนหน้าและได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุข เหมือนเส้นทางด้านหน้า ที่เกิดสายฟ้านั้นมีสิ่งอะไรที่พิเศษรออยู่อย่างแน่นอน!
..โปรดติดตามตอนต่อไป..