พอฉินซู่ที่เจ็บขาแต่ก็พยายามพลิกตัวอย่างทุลักทุเลอยู่ข้างเตียงต่งเสี่ยวเสี่ยวก็อดไม่ได้ เธอพยายามจะกลั้นหัวเราะแล้ว
ฉินซู่หันกลับมามองเธอ
ทั้งสองสบตากันภายใต้แสงไฟสลัวต่งเสี่ยวเสี่ยวสังเกตเห็นหนวดเคราที่เริ่มขึ้นรกบนคางของฉินซู่สองสามวันมานี้คงคิดมากไม่ใช่น้อย
ในระหว่างที่ฉินซู่สบตากับต่งเสี่ยวเสี่ยว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวคนก่อนเอาแต่กินๆ นอนๆแต่หลังจากทะเลาะกันครั้งนั้น เธอก็เปลี่ยนไปจริงๆ
ที่ผ่านมานี้เธอลำบากมามากร่างกายก็ซูบผอมลง แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
หัวใจของเขาก็เต้นระรัวขึ้นมา
บางทีชีวิตอาจจะดีขึ้นถ้าทั้งสองเปิดใจให้กันจริงๆ พวกเขาก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันได้และมีลูกที่น่ารักอีกสองคน
พอคิดได้แบบนั้นฉินซู่ก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา เขามองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วยสายตาที่อ่อนโยนมากขึ้น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวสบสายตาฉินซู่เธออดบ่นพึมพำในใจไม่ได้
ถึงฉินซู่จะมีหนวดเคราขึ้นเต็มไปหมดแต่เขาก็ยังหล่ออยู่ดี ถ้าเธอมีลูกกับเขาจริงๆ ลูกจะได้ยีนเด่นของเขามาบ้างไหมนะ?
แน่นอนสิ!
ต่งเสี่ยวเสี่ยวให้คำตอบที่มั่นใจได้ในทันทีเพราะรูปร่างหน้าตาของเธอก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร
ถ้าลูกสืบทอดยีนเด่นของทั้งสองคนมาพอเกิดออกมาก็ต้องเป็นสาวน้อย หรือหนุ่มน้อยหน้าตาดีแน่นอน
หยุดๆๆ!
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังจินตนาการเพลินๆก็เห็นฉินซู่มองมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหมาย
สายตาที่ดูเหมือนจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่มีความสงสัยเคลือบแคลงอยู่ในน้้นด้วย
"แค่กๆ"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรู้ตัวว่ารอยยิ้มของเธอเมื่อกี้นี้มันจินตนาการเกินเลยไปมาก
มันเหมือนกับว่าเธออยากจะกระโจนเข้าไปมีลูกกับเขาตรงนั้นเลย!
"เอ่อ...ฉันขอตัวไปนอนก่อนนะ"พูดจบก็ทิ้งตัวลงนอน คว่ำหน้าลงกับหมอน แล้วหลับตาปี๋
ถ้าคุยกันต่ออีกนิดเธอคงจะพูดจาไม่รู้เรื่องแถมยังอึดอัดจนอยากจะหลบหน้า
พอเห็นท่าทางของต่งเสี่ยวเสี่ยวฉินซู่ก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง เขารู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้นมาก
เขาจะรอวันที่ขาของตัวเองหายดี
และหวังว่าทั้งสองคนจะพยายามไปด้วยกันทำให้บ้านหลังนี้ดีขึ้น
วันรุ่งขึ้น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตื่นขึ้นมาสวมเสื้อผ้าก็รู้สึกว่าร่างกายไม่เจ็บปวดแล้วแสดงว่ายาที่เธอทำขึ้นเองนั้นมีประสิทธิภาพค่อนข้างดีเลย
เธอเอายาที่ทำไว้แล้วแต่ยังใช้ไม่หมดใส่ขวดเล็กๆ ตั้งใจจะเอาไปให้สวีซิ่ว
เธอมองแปลงผักที่หน้าบ้านต่งเสี่ยวเสี่ยวก็รดน้ำให้พวกมันเล็กน้อยกว่าจะทำอาหารเช้าเสร็จก็เกือบจะถึงเวลาไปทำงานแล้ว
"รีบตื่นมากินข้าวเช้าเร็วเข้าแม่ไปก่อนนะ!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเห็นว่าเด็กๆทั้งสามคนยังไม่ตื่น เธอก็แค่กำชับไม่กี่คำ แล้วหยิบของออกไปทำงาน
ต้องทำงานอีกสองวันถึงจะได้พัก
พอเธอออกไปแล้ว เด็กๆทั้งสามก็โผล่มาจากผ้าห่ม ฉินไห่หยางมองไปทางฉินซู่ "พ่อฮะ ยังจะใช้วิธีนี้อยู่อีกเหรอ?"
ฉินซู่หันหน้ากลับมามองลูกชายด้วยท่าทางสบายๆ"หาวิธีไปสืบเรื่องเมื่อวานจากลุงหวังของลูกมาให้ได้"
พูดจบฉินซู่ก็รู้สึกว่ายังไม่พอ"อีกสองวัน ค่อยเชิญลุงหวังมากินข้าวที่บ้าน พ่อจะคุยกับเขาเอง"
"ครับ"
ถึงแม้ฉินไห่หยางจะไม่เข้าใจเหตุผลแต่เขาก็ไม่ค่อยเห็นฉินซู่แสดงสีหน้าจริงจังแบบนี้เท่าไหร่เขาจึงรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
ฉินไห่หยางถือตัวว่าเกิดก่อนจึงไปตักอาหารเช้าในครัวมาให้เฉินเฉินและฉินไห่เยว่กินก่อน
แล้วตักอาหารเช้ามาให้ฉินซู่อีกส่วน
ระหว่างที่กินข้าว ฉินไห่หยางก็พูดขึ้นมา"อาหารเช้าที่แม่ทำอร่อยสุดๆ ถ้าแม่ไปเปิดร้านอาหารในเมืองจะต้องมีคนมาซื้อเยอะแน่นอน ว่าไหม?"
พอได้ยินคำว่า แม่ที่ไม่ติดขัดของฉินไห่หยางแล้ว ฉินซู่ก็รู้สึกดีใจขึ้นมาเล็กน้อย
หัวใจของเด็กๆ ใสบริสุทธิ์เหมือนกระจกเมื่อพวกเขาเรียกแบบนี้ด้วยความตั้งใจและไม่รู้สึกอึดอัดนั่นแสดงว่าความขัดแย้งในใจได้หมดไปแล้ว
"ไห่หยาง"
ฉินซู่เรียกฉินไห่หยางที่กินอาหารเช้าเสร็จพอดีเงยหน้าขึ้นมาด้วยความงุนงง"ครับ?"
"ลูก..." ฉินซู่ตั้งใจจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนคำพูดนั้นลงไป "เดี๋ยวค่อยไปตัดหญ้ามาให้กระต่ายด้วยนะ"
หลังจากทำยาเม็ดทำเสร็จสมุนไพรที่ตากเอาไว้ก็เริ่มแห้งหมดแล้วตอนกลางวันเขาก็ทำได้แค่นั่งรับแดดอยู่ในสวน ไม่มีอะไรให้ทำ
ฉินซู่เพิ่งเคยรู้สึกเบื่อเป็นครั้งแรก
เขาลังเลอยู่สักพัก ก่อนจะหันไปหาฉินไห่หยาง"เดี๋ยวลูกไปบ้านลุงชิงซานอีกรอบนะคราวก่อนเขาบอกว่าจะสอนพ่อสานเก้าอี้หวาย ลองไปถามเขาดูว่าพอจะมีเวลาไหม"
"ครับผม!"
ฉินไห่หยางพูดพลางเก็บชามออกไปเขาวิ่งออกจากบ้านไปพร้อมกับฉินไห่เยว่และเฉินเฉิน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเดินมาเกือบครึ่งชั่วโมงในที่สุดก็มาถึงลานหิน
พอเธอมาถึง ก็เห็นสวีซิ่วกำลังเดินมาหาเธอ
"สวีซิ่วคนนี้กล้าหาญจริงๆได้ยินว่าเมื่อวานหลี่กุ้ยหวาไปอาละวาด แต่ก็ถูกไล่ออกมา!"
"หลี่กุ้ยหวาไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไรลูกชายคนโตของเธอก็เปิดแค่ร้านซ่อมเล็กๆ ในเมือง มีอะไรน่ากลัวกัน?"
"จะไปทนให้เธอเอาเปรียบทำไหมแค่ไล่ออกไปก็พอแล้ว ถ้าเธอมาอีก ฉันก็จะแจ้งความเลย!"
ยังไม่ทันที่เธอจะเดินไปถึงสวีซิ่วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ได้ยินเสียงซุบซิบนินทาของชาวบ้าน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวกำลังตั้งใจฟังสวีซิ่วก็เดินมาถึงตัวเธอพอดี
สวีซิ่วยังไม่ได้พูดอะไรหวังฮั่นเหลียงก็เข้ามาจัดการเรื่องงานของวันนี้
สายตาของเขามองเลยต่งเสี่ยวเสี่ยวไป"หลี่กุ้ยหวาได้รับบาดเจ็บ สองสามวันนี้คงจะไม่มาขอให้ทุกคนตั้งใจทำงานกันด้วย!"
พอได้ยินว่าหลี่กุ้ยหวาได้รับบาดเจ็บทุกคนก็เบิกตากว้าง
หวังฮั่นเหลียงเพิ่งเดินออกไปพวกเขาก็ซุบซิบนินทากันต่อทันที
"เธอได้รับบาดเจ็บ?"
"ไม่น่าเชื่อเลยคนร้ายกาจมาทั้งชีวิตแบบนั้นก็มีวันที่เจ็บตัวด้วย"
"เธอเจ็บตัวก็ดีสิพวกเราก็จะได้อยู่อย่างสงบ!"
พวกเขาพูดด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้นบางคนก็รีบวิ่งเข้ามาจับมือของสวีซิ่ว
"สวีซิ่ว เธอเก่งมากนี่เธอจัดการหลี่กุ้ยหวาเองเลยเหรอ?"
สวีซิ่วก้มหน้าเมื่อเห็นพวกเขารุมถามแบบนั้น ต่งเสี่ยวเสี่ยวเลยเดินเข้ามาพร้อมพูดว่า"มีคนจัดการตัวปัญหาให้ พวกคุณก็ดีใจกันใหญ่เลยนะ!"
"แล้วทำไมตอนปกติพวกคุณไม่สู้กลับบ้างล่ะ? ลูกชายคนโตของเธอแค่ทำธุรกิจในเมืองจะทำให้พวกคุณอดตายเลยงั้นเหรอ?"
"พวกเราก็อยู่หมู่บ้านเดียวกันทำงานแลกแต้มเหมือนกัน ถึงเขาจะมีเงินมากกว่าหน่อยแล้วคิดว่าจะรังแกใครก็ได้งั้นเหรอ?"
"เราก็คนก็เหมือนกันไม่จำเป็นต้องทำตัวด้อยกว่าใคร!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวพูดจบก็หันหลังแล้วดึงสวีซิ่วออกไป
สวีซิ่วเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อวานตอนบ่ายให้ฟัง
หลี่กุ้ยหวามารู้ตอนหลังว่าสวีซิ่วมาช่วยเอาไว้ต่งเสี่ยวเสี่ยวเลยหนีรอดไปได้
หล่อนเลยพาคนไปที่บ้านของเธอตั้งใจจะพังบ้าน เธอเลยถือมีดเดินออกมาจากข้างใน
เธอแสดงละครเป็นคนบ้าหน้าประตูบ้านของตัวเองอย่างเต็มที่
หลี่กุ้ยหวาก็ตกใจกลัวจริงๆไม่กล้าอาละวาดที่บ้านของเธออีก แล้วรีบพาคนของตัวเองกลับไปด้วยความอับอาย
พอกลางดึกหล่อนก็ปวดขามาก จึงไปโรงพยาบาลจนถึงเช้าก็ยังไม่กลับมา
เมื่อได้ยินเรื่องทั้งหมดแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวก็ยกนิ้วโป้งให้ "เธอควรทำแบบนี้ตั้งนานแล้วต่อไปหล่อนจะไม่กล้ามาหาเรื่องเธออีก!"
"ฉันช่วยเธอหาทนายดีๆ สักคนได้นะจะได้ทวงเงินค่าเลี้ยงดูลูกคืนมา"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวแค่แนะนำ ส่วนเรื่องอื่นๆก็แล้วแต่สวีซิ่ว
"ฉันขอคิดดูก่อนนะ"