ทว่าความหวังของเด็กหนุ่มก็เป็อันต้องพังทลายลงเมื่อสตรีนางหนึ่งเอ่ยทักเขาทันทีที่ไปถึงจุดคัดกรองทหารใหม่
“ทหารใหม่ผู้นั้นให้เขามาอยู่กับหลานข้า!”
สตรีในชุดสีแดงสดชี้นิ้วมาทางิชูที่ยืนต่อแถวเตรียมเข้ารับการตรวจสอบประวัติทันทีที่ได้ยินน้ำเสียงอันคุ้นหูนั้นเด็กหนุ่มก็แทบจะะโหลบตามความเคยชินดีที่เขายังระลึกได้ว่าตัวเองอยู่ในแถว หาไม่แล้วคงได้ถูกลงโทษเป็แน่
“คุณหนูมู่เขาเป็ทหารใหม่ที่เพิ่งมาถึงเรายังมิได้สอบประวัติและทดสอบความสามารถของเขาเลยด้วยซ้ำนะขอรับพวกข้าได้คัดเลือกทหารฝีมือดีเอาไว้ให้ท่านแล้ว คุณหนูเลือกเอาจากตรงนั้นจะดีกว่า”
นายทหารที่แต่งตัวเหมือนนายกองผู้หนึ่งประสานมือกล่าวคัดค้านความคิดของมู่ซินหญิงสาวเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ปรายตามองผู้พูดด้วยสายตาเย็นเยียบ กล่าวว่า
“ทหารเ่าั้เ้ารู้จักมานานสักเท่าไหร่กันเชียว?ส่วนคนผู้นั้นข้ารู้จักมาหลายปี เขาเป็บ่าวในโรงเตี๊ยมไผ่เขียวเมืองหลงซานจะทำอาหารหรืองานทั่วไปก็ล้วนทำได้ไม่มีติดขัด อีกทั้งยังรู้จักสมุนไพรหลายชนิดฝีมือการล่าสัตว์ก็มิใช่ชั่ว เหนือสิ่งอื่นใดคือเขาเป็คนซื่อสัตย์ย่อมไม่ทรยศหลานชายข้าอย่างแน่นอน เหตุผลเพียงเท่านี้ข้าคิดว่าเพียงพอแล้วที่จะให้เขาร่วมรบกับหลานชายข้าในการศึกครั้งนี้เพราะถึงอย่างไรตำแหน่งที่ว่างอยู่ก็เป็เพียงตำแหน่งทหารเลวมิใช่หรือ?เช่นนี้แล้วยังมีผู้ใดจะโต้แย้งหรือไม่?”
เหตุผลที่นางกล่าวมานั้นย่อมไม่มีใครโต้แย้งมิใช่ว่าพวกเขาเห็นด้วยกับนาง ทว่ามิกล้าขัดใจคุณหนูจอมเอาแต่ใจแห่งตระกูลมู่ต่างหากยิ่งคราวนี้นางไม่เพียงแต่ถือตำแหน่งคุณหนูตระกูลใหญ่ทว่ายังเป็ท่านอาของท่านแม่ทัพมู่เฟิงเทียนอีกด้วยขนาดท่านแม่ทัพยังต้องเชื่อฟังนางอยู่หลายส่วนเช่นนี้แล้วจะมิให้พวกเขากลัวเกรงได้เช่นไร
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครคัดค้านนางอีกมู่ซินก็บอกให้ิชูตามนางไปสมทบกับกองกำลังของมู่เฟิงเทียนแม่ทัพหนุ่มที่เพิ่งจะได้รับแต่งตั้งให้เป็แม่ทัพเมื่อเร็วๆ นี้
“ข้ารู้ว่าเ้าไม่ชอบาแต่ครานี้ข้าจำเป็ต้องฝากเขาเอาไว้ในความดูแลของเ้า”
เมื่อทั้งสองเดินห่างออกมาจากคนอื่นๆ มู่ซินก็กระซิบกับิชูด้วยน้ำเสียงหนักแน่นฝีมือของเด็กหนุ่มเป็เช่นไรนางย่อมทราบดีและด้วยเหตุนี้เองนางจึงดึงดันที่จะตามมาส่งมู่เฟิงเทียนถึงจุดรวมพลแห่งนี้
ทั้งหมดก็เพื่อให้มั่นใจว่าตระกูลมู่จะมิต้องพบกับความสูญเสียอีกในาครั้งนี้
“ศึกสองด้านหรือขอรับ?”
เด็กหนุ่มถามเสียงค่อยเขายังแอบใช้พลังิญญาบังคับไม่ให้เสียงเล็ดลอดออกไปไกลกว่าที่ควรจะเป็ด้วยเื่เช่นนี้ไม่ควรพูดออกไปทว่าิชูก็ไม่แน่ใจว่าจะมีโอกาสได้พูดคุยกับมู่ซินตามลำพังอีกหรือไม่และเขาก็มั่นใจอยู่หลายส่วนว่าหญิงสาว้าจะฝากฝังหลานชายเอาไว้ในความดูแลของเขาอย่างลับๆสำหรับชายชาติทหารผู้หนึ่งมันย่อมเป็การิ่เกียรติอย่างร้ายแรงหากถูกมองว่าไม่สามารถดูแลตัวเองได้
“อืม”
มู่ซินเพียงขานรับในลำคอเบาๆเท่านั้น ก่อนจะทำทีเป็อธิบายงานให้แก่ิชู
“ข้าจะให้เ้าเป็ทหารรับใช้อาเทียนข้าหมายถึงมู่เฟิงเทียน เขาเป็บุตรของลูกพี่ลูกน้องข้า อายุพอๆ กันกับเ้าคิดว่าน่าจะเข้ากันได้ดี”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
ิชูเข้าใจตามที่พูดจริงๆหากมู่เฟิงเทียนผู้นั้นมีอายุไล่เลี่ยกันกับเขาการที่คนผู้นั้นจะได้เป็แม่ทัพในศึกสำคัญเช่นนี้หากมิใช่เพราะเขาเป็อัจฉริยะก็คงจะถูกใช้เป็หมากทางการเมืองของใครบางคนิชูไม่แน่ใจว่าเป็สกุลมู่เองที่้าผลักดันบุตรหลานขึ้นสู่อำนาจหรือเป็ฝีมือของขั้วอำนาจฝ่ายตรงข้ามที่้ากำจัดทายาทตระกูลมู่ไปพร้อมกับการทำลายชื่อเสียงของตระกูลนักรบผู้เกรียงไกรกันแน่แต่ไม่ว่าจะเป็แบบไหนชีวิตของมู่เฟิงเทียนผู้นั้นย่อมไม่ปลอดภัย
ิชูทราบดีว่าในตอนนี้เขาได้ก้าวเท้าเข้ามาในวังวนแห่งความวุ่นวายเสียแล้ว
หมู่กระโจมของมู่เฟิงเทียนตั้งห่างออกมาจากกระโจมอื่นๆพอสมควร กระโจมใหญ่ของแม่ทัพตั้งอยู่ตรงกลางขนาบข้างด้วยกระโจมของรองแม่ทัพและแพทย์ประจำกองทัพ รอบๆนั้นเป็กระโจมพักนอนของทหาร และมีโรงม้าขนาดใหญ่ที่ปลูกแบบชั่วคราวตั้งรวมอยู่ด้วยิชูคิดว่าพวกเขาคงจะเคลื่อนพลในเร็วๆ นี้เป็แน่หาไม่แล้วก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องแยกตัวออกมาจากส่วนกลางเช่นนี้
“คารวะคุณหนูมู่”
ทหารองครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้ากระโจมของมู่เฟิงเทียนประสานมือคารวะเมื่อเห็นมู่ซินหญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อยและบอกกล่าวให้พวกเขาไปแจ้งว่านางพาทหารใหม่มารายงานตัวกับมู่เฟิงเทียนองครักษ์นายหนึ่งค้อมรับคำสั่งจากนั้นจึงเข้าไปรายงานแม่ทัพหนุ่มในกระโจม ครู่หนึ่งเขาก็กลับมารายงานว่า
“ท่านแม่ทัพกล่าวว่าให้คุณหนูมู่เข้าไปพบได้ส่วนทหารใหม่ผู้นี้ให้ไปพักรวมกับทหารคนอื่นได้เลยขอรับ”
“ได้อย่างไร? ข้าจะให้เขาเป็ทหารรับใช้อาเทียนอย่างไรก็ต้องพาเขาไปพบหน้าอาเทียนเสียก่อนสิ”
มู่ซินเถียงด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าสายตานั้นมองจ้องทหารผู้นั้นอย่างเอาเื่ิชูที่ยืนสงบเสงี่ยมอยู่เื้ัถึงกับลอบถอนหายใจให้กับนิสัยของว่าที่พี่สะใภ้ผู้นี้พลางนึกสงสัยว่าตำแหน่งทหารเลวของเขากลายมาเป็ทหารรับใช้ประจำตัวแม่ทัพไปั้แ่เมื่อใดกันแต่พอคิดได้ว่าทหารเลวในกองกำลังนั้นก็ไม่ต่างจากบ่าวไพร่ ิชูก็เข้าใจได้ไม่ยากเขาเลิกคิดสงสัยแล้วมองสำรวจรอบๆ เพื่อฆ่าเวลาในขณะที่รอระหว่างนั้นสายตาก็ไปสะดุดเข้ากับแผ่นหลังบอบบางของสตรีตรงหน้าพลันความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว
‘ว่าแต่นี่ก็ผ่านไปหลายปีแล้วเหตุใดพวกเขายังไม่แต่งงานกันเสียทีนะ?’
เด็กหนุ่มนึกสงสัยตอนนั้นเองที่องครักษ์คนเดิมออกมาบอกว่าแม่ทัพหนุ่มอนุญาตให้ิชูเข้าไปพบเขาพร้อมกับมู่ซินได้
“เข้าไปกันได้แล้ว”
มู่ซินหันมาเรียกเด็กหนุ่มที่ยืนใจลอยอยู่เื้ัตนน้ำเสียงของนางไร้ซึ่งความขุ่นเคืองใดๆ ด้วยทราบดีว่าเด็กหนุ่มคงจะมีเื่ให้คิดเพราะนางได้ดึงเขาเข้ามาในเื่วุ่นวายอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว
ภาพคุณหนูอารมณ์ร้อนแห่งตระกูลมู่สนทนากับทหารใหม่อย่างมีมิตรไมตรีสร้างความประหลาดใจให้แก่สององครักษ์ไม่น้อยพวกเขาไม่เคยเห็นนางทำดีกับใครมาก่อน ธรรมดาแล้วหากผู้ใดเหม่อลอยต่อหน้านาง แม้จะเป็พี่ชายนางก็ด่าได้อย่างไม่ไว้หน้ากันทว่าเด็กหนุ่มท่าทางยากจนผู้นี้กลับได้รับการปฏิบัติที่ดีผิดคาด สององครักษ์ถึงกับคาดเดาไปต่างๆนานา ว่าเพราะเหตุใดคุณหนูมู่ซินจึงทำตัวดีต่อเด็กหนุ่มผู้นี้
“จะว่าไปแล้วเ้าหนุ่มนั่นก็หน้าตาดีไม่น้อย”
องครักษ์หม่าหงกระซิบกระซาบกับสหายฝ่ายเกาเหว่ยเมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ถลึงตาใส่เพื่อน ตะคอกเสียงเบาว่า
“เ้าบ้า!อยากตายรึ?”
สั้นๆเพียงแค่นั้นก็ช่วยเรียกสติของหม่าหงให้กลับคืนมา ชายหนุ่มยกสองมือขึ้นปิดปาก ส่งผลให้ด้ามหอกในมือปะทะใบหน้าเต็มแรงจนเจ็บร้าวไปทั้งกะโหลกกระนั้นเ้าตัวก็ไม่กล้าส่งเสียงร้องออกมา ลำพังแค่คิดสงสัยในความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ก็นับเป็ความผิดมหันต์แล้วยังมาคุยเล่นระหว่างปฏิบัติหน้าที่อีกหากท่านแม่ทัพรู้เข้าคงไม่จบแค่ลงโทษทางวินัยอย่างเดียวแน่องครักษ์หนุ่มยังไม่อยากตายเพราะความคิดชั่วแล่นของตัวเองจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะเก็บงำเสียงร้องด้วยความเ็ปของตนเอาไว้จะอย่างไรก็ไม่อาจให้ท่านแม่ทัพหาเื่ซักถามได้ว่าเขาเป็อะไรมิเช่นนั้นแล้วคงได้ตกตายด้วยน้ำมือของสาวงามเป็แน่
ภายในกระโจมคนสามคนกำลังเผชิญหน้ากันภายใต้บรรยากาศที่กดดันเป็อย่างยิ่ง หรืออันที่จริงแล้วผู้ที่แผ่รังสีกดดันออกมาก็มีเพียงสองอาหลานสกุลมู่เท่านั้น
“ท่านอาข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าข้าไม่้าทหารรับใช้”
ชายหนุ่มในชุดรัดกุมสีเข้มกล่าวน้ำเสียงหนักใจ และคล้ายจะหมดความอดทนแล้ว มู่เฟิงเทียนเป็คนหนุ่มเืร้อนและหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของตน เขาเป็คุณชายผู้สูงศักดิ์ก็จริง แต่ตอนนี้เขาเป็แม่ทัพสมควรทำตัวกล้าแกร่งเยี่ยงชายชาติทหาร การมีคนรับใช้เป็การิ่เกียรติของเขาอย่างร้ายแรงทว่าท่านอาผู้มีอายุแก่กว่ากันไม่กี่ปีอย่างมู่ซินกลับยัดเยียดคนผู้หนึ่งมาเป็ทหารรับใช้ของเขาอย่างเอาแต่ใจ
เื่นี้ไม่ว่าอย่างไรมู่เฟิงเทียนก็ยอมรับไม่ได้
“เ้าไม่้าแต่ข้า้า”
มู่ซินยังคงยืนกรานอย่างหนักแน่นนางไม่อยากให้หลานชายต้องเผชิญกับอันตรายเพียงลำพัง ถึงแม้ว่าเขาจะมีทหารองครักษ์อยู่หลายนายแต่นางก็ไม่อาจวางใจ ดังนั้นการวางคนที่ดูไม่สำคัญแต่เก่งกาจและไว้ใจได้เอาไว้ข้างกายหลานชายจึงเป็ทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้
“ท่านอาข้าไปรบไม่ได้ไปเที่ยวนะขอรับ”
มู่เฟิงเทียนกล่าวสีหน้ายุ่งยากใจจนิชูนึกเห็นใจอยู่หลายส่วนแต่เด็กหนุ่มก็ไม่อาจกล่าวอะไรได้เนื่องจากรับปากมู่ซินไปแล้วว่าจะดูแลหลานชายของนางอย่างลับๆให้ อย่างไรก็ตามเขาก็อยากจะยืนสงบนิ่งเพื่อไว้อาลัยให้กับความสามารถในการโน้มน้าวใจคนของมู่ซินด้วยเช่นกัน
“เ้ากล้าขัดข้าหรือ? ข้าเป็อาของเ้านะ!”
ิชูได้ยินประโยคนี้แล้วก็นึกอยากจะถอนหายใจและตบหน้าผากตัวเองแรงๆสักทีหนึ่ง เขาไม่อยากเชื่อเลยว่ามู่ซินจะกล่าวออกไปเช่นนั้น
‘ช่างเป็สตรีที่เอาแต่ใจเสียจริง’
เด็กหนุ่มคิดพลางผ่อนลมหายใจออกเบาๆเขาลอบมองสำรวจแม่ทัพหนุ่มทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่ไม่อยากสอดปากแทรกการสนทนาของอาหลาน
มู่เฟิงเทียนเป็ชายร่างสูงโปร่งิชูดูไปแล้วก็คิดว่าแม่ทัพผู้นี้น่าจะมีอายุใกล้เคียงกันกับตน เขามีโครงหน้าคมคายรับกับคิ้วกระบี่ที่พาดเฉียงอยู่เหนือดวงตาเรียวรีจมูกโด่งเชิดรั้นคล้ายคลึงกับมู่ซินอยู่หลายส่วน ผิวกายขาวดั่งหยกไม่เหมือนนักรบผู้เคี่ยวกรำร่างกายท่ามกลางแดดฝนเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตามิชูเหมือนจะลืมเลือนไปว่าร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงนั้นต่างไปจากร่างกายของคนธรรมดาผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้าอย่างมู่เฟิงเทียน ร่างกายของเขาย่อมแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปและทุกครั้งที่ระดับพลังปราณเพิ่มสูงขึ้นร่างกายก็จะขับของเสียออกมาคล้ายกับเป็การผลัดเปลี่ยนร่างกายใหม่ดังนั้นมันจึงไม่แปลกเลยที่ผิวพรรณของมู่เฟิงเทียนจะขาวและเนียนราวกับผิวของทารก
สองคนอาหลานยังคงเถียงกันต่อไปอีกพักใหญ่คนที่ยืนอยู่เฉยๆ อย่างิชูก็เริ่มเบื่อสมองของเด็กหนุ่มคล้ายจะหยุดทำงานลงเสียให้ได้ คำพูดของคนทั้งสองลอยผ่านหูซ้ายขวาของเขาไปราวกับลมสายหนึ่งิชูเบื่อมากๆ เข้าก็เผลอเปิดปากหาวอย่างลืมตัว ครั้นเมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าแม่ทัพหนุ่มกำลังจับจ้องมาพอดี
ดวงตาของิชูเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยคล้ายคาดไม่ถึงว่าทหารเลวผู้หนึ่งจะมีขวัญกล้าแสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อหน้าแม่ทัพเช่นนี้อย่างไรก็ดีก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะได้กล่าวอันใดิชูก็ชิงขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงเสียก่อนว่า
“ข้าจะบอกความจริงแก่ท่าน”
ถ้อยคำไร้เสียงนั่นทรงพลังเสียยิ่งกว่าคำขู่กรรโชกของมู่ซินแม่ทัพหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย เขากะพริบตาคราหนึ่งแล้วทำทีเป็ตั้งใจฟังคำขู่ของท่านอาจนเมื่อนางกล่าวจบมู่เฟิงเทียนจึงทำทีเป็ยอมคล้อยตามคำพูดของหญิงสาวและขอให้ิชูรั้งอยู่ก่อนเพื่อที่จะสั่งงานและกำชับกฎระเบียบต่างๆในกองทัพให้แก่เขา ซึ่งนั่นก็สร้างความพึงพอใจให้แก่มู่ซินเป็อย่างมากครั้นเมื่อนางจากไปแล้ว มู่เฟิงเทียนจึงหันมาถามหาความจริงจากิชู
“พูด”
หนึ่งคำสั้นๆก็เพียงพอแล้วที่จะสื่อความหมายให้เข้าใจ ิชูลอบระบายลมหายใจเล็กน้อยก่อนจะปั้นแต่งเื่ราวบอกต่อแม่ทัพหนุ่มว่า
“คุณหนูมู่กับข้ารู้จักกันมาก่อนั้แ่ครั้งที่นางตามคู่หมั้นไปยังเมืองหลงซาน นางได้ฝากฝังให้ข้าคอยดูแลคุณชายหยางยามที่เขาไปพักผ่อนที่นั่นครั้นเมื่อนางเห็นว่าข้าถูกเกณฑ์มาเป็ทหารก็อยากให้ข้ามีนายที่ดีจึงได้พาข้ามาอยู่ในสังกัดของท่านแม่ทัพขอรับ”
“เ้ารู้จักกับศิษย์พี่หยาง?”
คราวนี้มู่เฟิงเทียนค่อนข้างจะให้ความสนใจไม่น้อยเขาสนิทกับ หยางต้าหลงมาั้แ่ตอนที่เข้าร่วมสำนักศึกษาเดียวกัน และยังคงเรียก หยางต้าหลงว่าศิษย์พี่เหมือนที่เคยเรียกมาตลอดเพราะถึงอย่างไรท่านอาของเขาก็ยังไม่ได้แต่งเข้าตระกูลหยาง
“ขอรับแต่เดิมข้าเป็บ่าวในโรงเตี๊ยมไผ่เขียวที่คุณชายหยางชอบไปพักจึงได้รู้จักกันขอรับ”
ิชูรู้สึกผิดอยู่บ้างที่ต้องนำความลับของพี่ชายร่วมสาบานมาบอกกล่าวต่อผู้อื่นแต่เขาก็คิดว่ามันดีกว่าการเปิดโปงจุดประสงค์ที่แท้จริงของมู่ซินเพราะถึงอย่างไรว่าที่พี่สะใภ้ก็น่ากลัวกว่าพี่ชายผู้รักสนุกของเขาอยู่แล้ว
“เื่เป็เช่นนี้”
มู่เฟิงเทียนพึมพำพลางพยักหน้าท่าทีคล้ายจะยอมรับฟังเหตุผลที่ ิชูกล่าวออกมากระนั้นเขาก็ยังไม่อยากมีทหารรับใช้อยู่ดี
“เ้าคงรู้แล้วว่าข้าไม่้าทหารรับใช้”
“ขอรับ”
ิชูเองก็ไม่ได้อยากเป็ทหารรับใช้เขาอยากไปช่วยงานครัว หรือไม่ก็เป็ลูกมือของแพทย์ประจำกองทัพมากกว่า
“แต่ข้าก็ไม่อาจผิดคำพูดได้จากนี้ไปถือว่าเ้าเป็ทหารรับใช้ของข้า แต่ข้าขอสั่งให้เ้าไปช่วยงานท่านหมอเซี่ยก็แล้วกันท่านอาหญิงกล่าวว่าเ้ามีความรู้เื่สมุนไพรด้วยใช่ไหม?”
“ถูกแล้วขอรับข้าพอจะมีความรู้เื่สมุนไพรอยู่บ้าง”
“เช่นนั้นก็ดีแต่ในาเช่นนี้ต่อให้ไม่ต้องออกไปแนวหน้า หรือมีนายดีก็ใช่ว่าจะรอดเ้าพอมีวิชาการต่อสู้ติดตัวบ้างหรือไม่?”
“ข้าพอใช้ธนูและกระบี่ได้บ้างขอรับ”
“มีอาวุธมาเองแล้วสินะให้ข้าดูหน่อย”
แม่ทัพหนุ่มกล่าวพร้อมกับยื่นมือมาเบื้องหน้าก่อนหน้านี้ท่านอาหญิงของเขากล่าวว่าเด็กหนุ่มคนนี้มีอาวุธที่ดีไม่จำเป็ต้องใช้อาวุธจากกองทัพให้สิ้นเปลืองอีกเป็หนึ่งในข้อดีร้อยแปดที่นางยกมากล่าวโน้มน้าวเขาให้ยอมเห็นด้วย
“นี่ขอรับ”
ิชูส่งกระบี่และคันธนูที่ยังไม่ได้ขึ้นสายให้แก่ท่านแม่ทัพอย่างว่าง่ายคนผู้นี้เป็ญาติของมู่ซิน เขาค่อนข้างจะไว้ใจในระดับหนึ่งหรือถ้าเกิดเหตุผิดพลาดอะไรขึ้นิชูก็มั่นใจว่าเขาสามารถจัดการคนตรงหน้าได้อย่างไม่ยากเย็นนักระดับขั้นการฝึกตนและระดับพลังปราณของมู่เฟิงเทียนแข็งแกร่งก็จริงแต่ระดับขั้นความเข้าใจในพลังิญญาของิชูนั้นเกินกว่าความเข้าใจของผู้คนไปไกลแล้วหากเปรียบกับจอมยุทธ์ก็คงจะเป็ขั้นเก้า
มู่เฟิงเทียนรับอาวุธทั้งสองชิ้นมาตรวจดูแรกทีเดียวเขาหาความพิเศษจากมันไม่ได้เลยแต่เมื่อมองผ่านรอยแยกของเส้นไผ่สานที่ห่อหุ้มอาวุธอยู่เขาก็พบว่ามันเป็อาวุธชั้นดีที่สร้างจากกระดูกของสัตว์อสูรกลิ่นอายที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งการเยียวยานั้นช่างคล้ายกันกับดาบคู่ใจของเขาเป็อย่างมาก
“กระดูกของอสูรกระต่ายพฤกษาร้อยปี?”
แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้วในใจเริ่มนึกสงสัยว่าบ่าวในโรงเตี๊ยมจะมีปัญญาหาอาวุธชั้นดีเช่นนี้มาได้อย่างไร
“เมื่อหลายปีก่อนข้ากับพรรคพวกบังเอิญไปพบซากอสูรกระต่ายพฤกษาร้อยปีเข้าขอรับข้าได้รับส่วนแบ่งเป็กระดูกขาท่อนหนึ่งจึงขอร้องให้คุณหนูมู่ช่วยจัดการให้และนางก็ให้อาวุธสองชิ้นนี้มา โดยกำชับว่าให้ข้าใช้มันช่วยเหลือคุณชายหยางในยามคับขันขอรับ”
ิชูกล่าวความจริงครึ่งหนึ่งความเท็จครึ่งหนึ่งเมื่อรวมกันออกมาแล้วก็กลายเป็เื่ราวที่น่าเชื่อถือเื่หนึ่งมู่เฟิงเทียนฟังแล้วก็พลันนึกไปถึงตอนที่เขาได้รับมอบดาบประจำกาย
“ข้าได้รับกระดูกสัตว์อสูรมาจากสหาย”
นั่นคือคำบอกเล่าของมู่ซินในครานั้นมู่เฟิงเทียนคิดว่านางคงไม่อยากกล่าวอะไรให้มากความจึงบอกว่าได้ของมาจากเพื่อนแต่ในตอนนี้แม่ทัพหนุ่มทราบแล้วว่านางได้กระดูกสัตว์อสูรมาจากิชูและตอบแทนเขาด้วยอาวุธชั้นดีสองชิ้นนี้
“ความจริงเ้าควรจะฝึกวิชายุทธ์เอาไว้บ้างถึงอย่างไรเ้าก็เป็ชายชาติทหาร การได้ต่อสู้เพื่อชาตินับเป็สิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่งเอาเป็ว่าทุกเช้าเ้าต้องเข้าร่วมการฝึกของทหารใหม่ที่เหลือก็จงอยู่ช่วยงานท่านหมอเซี่ยตามแต่ที่เขาจะสั่งก็แล้วกัน”
“ทราบแล้วขอรับ”
เด็กหนุ่มประสานมือค้อมศีรษะน้อมรับคำสั่งทว่าเมื่อได้ยินประโยคต่อมาเขาก็ต้องรีบก้มศีรษะลงต่ำไปอีก
“แล้วก็อย่าลืมบ่มเพาะพลังปราณให้กล้าแข็งศัตรูนั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่ง อย่าได้ประมาทเป็อันขาด”
“ขออภัยขอรับท่านแม่ทัพแต่ข้าน้อยคงไม่อาจทำเช่นนั้นได้เส้นลมปราณของข้าน้อยพิการมาั้แ่เด็กแล้วขอรับ”
“ว่าอะไรนะ?”
คิ้วของมู่เฟิงเทียนขมวดเข้าชั่วขณะหนึ่งที่เขามีโทสะ คิดไปว่าทหารผู้นี้เป็พวกขี้ขลาดตาขาว รักตัวกลัวตายจึงโกหกว่าตนไม่อาจใช้ลมปราณได้เพื่อที่จะได้อยู่แต่ในแนวหลัง ไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิตเหมือนเช่นทหารคนอื่นๆ
แต่เมื่อระลึกได้ว่าคนผู้นี้ท่านอาของตนกล่าวรับรองเป็มั่นเหมาะว่าเป็คนที่ใช้การได้ซื้อสัตย์ ขยันและอดทนแม่ทัพหนุ่มก็ค่อยระงับโทสะของตนลงและส่งเสียงบอกให้องครักษ์เบื้องนอกไปตามตัวท่านหมอเซี่ยมาพบ
ไม่นานชายชราในชุดสีเทาเรียบง่ายก็ก้าวเข้ามาภายในกระโจมด้วยท่าทางร้อนรนอย่างเห็นได้ชัดแต่เมื่อเห็นว่าท่านแม่ทัพไม่ได้าเ็อันใด เขาก็คลายความกังวลลงหลายส่วนชายชราผ่อนลมหายใจออก แล้วถามว่า
“ท่านแม่ทัพมีสิ่งใดจึงเรียกหาข้าหรือ?”
“ทหารผู้นี้คือเทียนิชูท่านอาหญิงมู่ซินฝากฝังเขาให้เป็ทหารรับใช้ข้า” แม่ทัพมู่ผายมือไปทางิชูขณะกล่าวกับแพทย์ประจำกองทัพ
“แต่ข้าไม่้าทหารรับใช้จึงคิดว่าให้เขาไปเป็ผู้ช่วยของท่านหมอน่าจะดีกว่าเพราะเขามีความรู้เื่สมุนไพรไม่น้อย ที่เรียกท่านมาก็เพื่อแจ้งให้ทราบ”
เมื่อบอกจุดประสงค์แก่แพทย์ผู้ชราแล้วแม่ทัพหนุ่มก็แนะนำคนทั้งคู่ให้รู้จักกัน พร้อมทั้งกำชับให้ิชูคอยคุ้มกันความปลอดภัยของท่านหมอให้ดีเพราะในกองทัพมีแพทย์เพียงผู้เดียว ส่วนทหารคนอื่นในหน่วยพยาบาลเป็เพียงทหารที่ได้รับการฝึกทักษะเบื้องต้นอย่างรวบรัดเท่านั้นหากท่านหมอเซี่ยเป็อะไรขึ้นมาย่อมส่งผลเสียต่อกองทัพเป็อย่างมาก
“ท่านหมอเซี่ยเทียนิชูผู้นี้กล่าวว่าเส้นลมปราณของเขาพิการ ท่านช่วยตรวจดูหน่อยเถิดหากรักษาได้มันย่อมเป็ผลดีต่อกองทัพของเรามากกว่า”
หากมองเพียงผิวเผินคำขอของมู่เฟิงเทียนก็ดูสมเหตุสมผลไม่น้อยเนื่องจากท่านหมอเซี่ยนั้นความจริงแล้วมีฉายาว่า “หมอเทวดา”เส้นลมปราณพิการเพียงเท่านี้ย่อมสามารถรักษาได้อย่างไม่ลำบากนักแต่ิชูกลับรู้สึกได้ว่าแท้ที่จริงแล้วแม่ทัพมู่กำลังจับผิดเขาอยู่ต่างหาก
“ขอรับท่านแม่ทัพ”
หมอเทวดาประสานมือรับคำจากนั้นจึงบอกให้ิชูนั่งลงกับพื้นกระโจมและเริ่มตรวจชีพจรของเด็กหนุ่ม
เวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจคิ้วสีดอกเลาของหมอชราขมวดเข้าหากันทันทีที่จับััถึงความผิดปกติในจังหวะชีพจรของอีกฝ่ายได้เขารีบบอกกล่าวแก่เทียนิชูว่า
“ข้าจะส่งพลังเข้าไปตรวจร่างกายของเ้าทำใจให้สบายอย่าตื่นตระหนก และอย่าต่อต้าน เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับท่านหมอ”
ิชูผงกศีรษะรับคำโดยง่ายเด็กหนุ่มไม่มีความจำเป็ที่จะต้องหวาดกลัวว่าพลังปราณแปลกปลอมจะทำร้ายเขาเพราะเส้นลมปราณของเขาพิการไปแล้ว หรือหากพลังปราณแปลกปลอมนั้นทำท่าว่าจะสร้างความเสียหายให้แก่ร่างกายของเขาิชูก็สามารถรวบรวมพลังิญญาจากโดยรอบมาสลายพลังปราณแปลกปลอมเปล่านั้นได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
เมื่อท่านหมอเซี่ยเริ่มถ่ายทอดพลังปราณเข้าสู่ร่างของเขาพลันิชูก็รู้สึกอุ่นวาบที่ข้อมือ กระแสธารอันอุ่นร้อนสายนั้นพยายามแล่นไปตามเส้นทางหนึ่งในแขนของเขาทว่าก็ไม่อาจกระทำได้อึดใจต่อมามันจึงแพร่กระจายไปตามกล้ามเนื้อของเขาแทน แล่นลามไปจนตลอดร่างและพยายามแทรกเข้าไปในเส้นลมปราณของเขา แต่ก็ต้องพบกับทางตันเสมอ
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปในที่สุดแพทย์ผู้ชราก็ถอนหายใจออกมายาวเหยียด พร้อมกับปล่อยมือออกจากข้อมือของเด็กหนุ่ม
“เป็อย่างไรบ้าง?”
ผู้ที่อยากทราบคำวินิจฉัยจริงๆกลับเป็ท่านแม่ทัพหนุ่ม หาใช่ผู้ถูกตรวจไม่ หมอเซี่ยทอดถอนหายใจอีกครั้งเขามองิชูด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจปนเวทนาเป็อย่างยิ่งและกล่าวตอบคำถามของท่านแม่ทัพไปว่า
“เส้นลมปราณของเขาเรียกว่าพิการยังน้อยไปความจริงก็คือมันถูกทำลายจนย่อยยับ ปกติแล้วต่อให้เส้นลมปราณพิการอย่างไรเส้นสายลมปราณเ่าั้ก็จะยังคงเชื่อมต่อกันอยู่ แต่อาจจะผิดรูปหรืออุดตันจนไม่สามารถใช้การได้ทว่าในกรณีของเด็กหนุ่มผู้นี้ เส้นลมปราณของเขาหลงเหลืออยู่เพียงบางส่วนเท่านั้นและการจะทำลายเส้นลมปราณได้ถึงเพียงนี้จำเป็ต้องใช้พิษร้ายชนิดหนึ่งควบคู่ไปกับการโคจรพลังปราณขั้นสีฟ้าหรือสูงกว่าหาไม่แล้วก็ไม่อาจกระทำได้ พิษนี้มีนามว่า “พิษดับตะวัน”เป็พิษระดับสูงที่หาได้ยากยิ่ง ราคาต่อหยดสูงถึงหนึ่งแสนเหรียญทองและต่อให้ใช้พิษนี้กับทารกก็ยังต้องใช้พิษถึงสิบหยด คิดเป็ราคาอย่างต่ำก็หนึ่งล้านเหรียญทองนี่นับว่ามิใช่เื่ธรรมดา เ้าเป็ใครกันแน่?”
ประโยคสุดท้ายท่านหมอเซี่ยหันมาถามเทียนิชูชายชรายังส่งสายตาคาดคั้นเอาคำตอบมาให้เขาอีกด้วย
ฝ่ายิชูพอได้ฟังคำอธิบายของแพทย์ประจำกองทัพเขาก็นิ่งงันไปมันเป็คำวินิจฉัยที่ละเอียดกว่าที่เขาเคยได้ยินมา และนี่ก็นับเป็ครั้งแรกที่เด็กหนุ่มได้ยินชื่อ“พิษดับตะวัน” อีกทั้งราคาของมันก็ไม่ใช่ราคาที่คนทั่วไปจะซื้อหาได้ิชูรู้สึกสับสนเป็อย่างยิ่งแต่ไหนแต่ไรมาเขาคิดว่าตัวเองเป็เพียงเด็กกำพร้าที่โชคร้ายคนหนึ่งเท่านั้นมารดาที่ตกตายขณะกอดร่างของเขาเอาไว้แน่นก็เป็เพียงหญิงสาวอาภัพผู้ถูกโจรป่าทำร้ายจนถึงแก่ความตายเขาไม่เคยคิดเลยว่าครอบครัวที่แท้จริงของตนจะมีความบาดหมางกับใครจนถึงขั้นที่คนพวกนั้นต้องใช้พิษร้ายแรงทำลายเส้นลมปราณของเขาั้แ่ยังเป็ทารกเช่นนี้
หัวใจที่สงบนิ่งมานานของิชูเต้นรัวอยู่ในอกั์ตาเบิกกว้าง ม่านตาหดขยาย มือเย็นเท้าเย็นไปหมดและสมองก็ไม่อาจสรรหาคำใดมาตอบคำถามของแพทย์ผู้ชราได้เลย
“ข้า...”
เนิ่นนานกว่าที่ิชูจะหาเสียงของตัวเองเจอสีหน้าของเขาแสดงชัดถึงความใปนประหลาดใจอย่างชัดเจนคนอีกสองคนในกระโจมจึงไม่คิดที่จะเอ่ยปากในระหว่างที่เด็กหนุ่มนิ่งงันไปพวกเขาเพียงรอฟังคำตอบของเทียนิชูอย่างอดทน
เด็กหนุ่มเอ่ยออกมาคำหนึ่งแล้วก็เงียบไปถ้อยคำในหัวของเขาพลันหายวับไป คล้ายว่าความสับสนทำให้ความคิดความอ่านของเขาไม่สมบูรณ์นักิชูสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมสติและเรียบเรียงคำพูดของตนความจริงแล้วการตอบคำถามของท่านหมอเซี่ยนั้นไม่ใช่เื่ยากเลยทว่าความจริงที่เพิ่งได้รับรู้ทำให้ตัวเขาเองก็เกิดคำถามขึ้นในใจด้วยเช่นกันว่าแท้ที่จริงแล้วเขาเป็ใครกันแน่
เด็กหนุ่มค่อยๆผ่อนลมหายใจออก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับท่านหมอเซี่ยและเลยไปถึงท่านแม่ทัพที่ยืนรอคำตอบอยู่อย่างใจเย็น กล่าวว่า
“เท่าที่ข้ารู้ข้าเป็เด็กกำพร้าที่ครอบครัวสกุลเทียนในเมืองหลงซานรับมาเลี้ยงดูข้าเคยทำงานที่โรงเตี๊ยมไผ่เขียว ได้รู้จักผู้คนมากมายและตอนนี้เป็ทหารในสังกัดของท่านแม่ทัพมู่ นี่คือทั้งหมดที่ข้าทราบขอรับ”
พอได้ฟังคำตอบของทหารหนุ่มหมอเซี่ยก็เงียบไปั์ตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย สีหน้าครุ่นคิดส่วนแม่ทัพมู่เมื่อได้ฟังและสังเกตสีหน้าท่าทางของ ิชูแล้วก็พบว่าเขาไม่ได้โกหกหรือถ้าหากสิ่งที่ถูกกล่าวออกมาไม่ใช่ความจริง เทียนิชูผู้นี้ก็คงจะมีทักษะในการหลอกลวงที่ไม่ธรรมดา
“ไม่มีเบาะแสเกี่ยวกับชาติกำเนิดของเ้าเลยหรือ?”
หมอเซี่ยยังคงไม่ลดละที่จะเอาคำตอบิชูรู้สึกได้ว่าสายตาของท่านหมอชราที่จ้องมองมานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลายจนยากจะอ่านออกเด็กหนุ่มพิจารณาดูแล้วก็ทราบแต่เพียงว่าชายชราผู้นี้ไม่ได้แผ่รังสีอันตรายออกมาเท่านั้นและด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ิชูตัดสินใจบอกความจริงแก่อีกฝ่าย
“ข้ามีเพียงชื่อิชูที่ติดตัวมาเท่านั้นขอรับ”
“ิชู?”
คิ้วของหมอเซี่ยเลิกขึ้นสูงแววตาของเขาไหววูบไปชั่วขณะ แม้แต่สีหน้าก็ซีดลงเล็กน้อยแต่พริบตาต่อมาเขาก็สามารถปรับสีหน้าให้เป็ปกติดังเดิมได้อย่างไรก็ตามอีกสองคนที่เหลือย่อมไม่ตาถั่วถึงขนาดมองไม่เห็นความผิดปกติชั่วอึดใจนั้น
“ท่านรู้จักครอบครัวของข้าหรือขอรับ?”
ิชูถามตอนนี้ภายในใจของเขาปั่นป่วนไปหมด เด็กหนุ่มเคยนึกสงสัยเื่ครอบครัวอยู่บ้างแต่เพราะเข้าใจว่าครอบครัวทางสายเืของตนนั้นได้ตกตายไปจนหมดแล้วจึงทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับครอบครัวบุญธรรมของตนจนลืมเลือนเื่ชาติกำเนิดของตนไปจนหมดสิ้นแต่ในวันนี้เขากลับไปพบคนที่แสดงท่าทางเหมือนรู้จักกับครอบครัวที่แท้จริงของตนิชูก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกสนใจใคร่รู้ และในขณะเดียวกันเขาก็รู้สึกลังเลลังเลว่าตนควรจะรู้เื่ราวเ่าั้หรือไม่ เขากำลังกลัวกลัวว่าตัวเองจะเปลี่ยนไปเมื่อได้รู้ความจริงที่ถูกปิดตายในอดีตของตน
“ม---ไม่ข้าไม่รู้จักครอบครัวของเ้าหรอก”
ครั้นได้ยินคำถามของท่านแม่ทัพหมอเซี่ยก็สะดุ้งหลุดจากภวังค์ความคิดของตัวเองชายชรากลอกตาไปมา รีบกล่าวปฏิเสธเสียงตะกุกตะกัก ดูมีพิรุธเป็อย่างยิ่ง
“ท่านหมอท่านรู้อะไรก็บอกเขาไปเถิด”
เป็แม่ทัพหนุ่มที่กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบคล้ายพยายามข่มโทสะในใจมิให้ปะทุออกมา ั์ตาคมของเขาจับจ้องหมอชราอย่างคาดคั้นแม้มู่เฟิงเทียนจะไม่ชอบสอดรู้เื่ของผู้อื่นแต่เขาไม่พอใจต่อท่าทางคล้าย้าปิดบังเื่ราวบางประการของหมอเซี่ยไม่ว่าจะอย่างไรสิ่งที่แม่ทัพหนุ่มเกลียดที่สุดก็คือการปิดบังและชายหนุ่มก็นึกเห็นใจในชะตาอาภัพของทหารหนุ่มตรงหน้าอยู่ไม่น้อย จากที่เขาเคยตราหน้าเด็กหนุ่มว่าเป็คนขี้ขลาดตาขาวตอนนี้ความคิดเช่นนั้นไม่มีอยู่อีกแล้ว หมอเซี่ยเป็ผู้ใด เขาไม่มีทางกล่าวคำปดได้แม้จะตั้งใจแล้วก็ตาม
“ค---คือ”
หมอชรายังคงอึกอักลูกตาสีเข้มกลอกไปมา มองท่านแม่ทัพสลับกับเด็กหนุ่มอยู่หลายคราและในที่สุดเขาก็หลับตาลงและทอดถอนหายใจยาว กล่าวแก่ิชูว่า
“ข้าไม่รู้จักครอบครัวของเ้าทว่าชื่อ ‘ิชู’ นั้น ข้าคงพูดได้ไม่เต็มปากว่าไม่รู้จักแม้ว่ามันจะมิใช่ชื่อของผู้คนก็ตาม”
“ท่านหมายความว่าอะไรหรือขอรับ?”
“ิชู...สองคำนี้หากย้อนเวลากลับไปเมื่อสามสิบปีก่อนมันก็คล้ายกับเป็คำต้องห้าม”
ท่านหมอชราเกริ่นด้วยน้ำเสียงทุ้มลึกคล้าย้าดึงจิตใจของผู้คนให้ดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกของกาลเวลาย้อนกลับไปในอดีต มืออันเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบเคราแพะของตนอย่างช้าๆเขาหันไปหาท่านแม่ทัพที่ยืนอยู่ห่างออกไป ถามว่า
“ท่านแม่ทัพเคยได้ยินชื่อนี้หรือไม่ขอรับ?”
“ไม่ข้าเองก็เพิ่งจะเคยได้ยิน”
แม่ทัพหนุ่มส่ายหน้าก่อนจะซักถามเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย
“มันเป็ชื่อที่ข้าควรจะได้ยินหรือ?”
“มันควรจะเป็เช่นนั้น”
หมอเซี่ยพยักหน้าช้าๆเขาหลับตาลงและขยายความต่อไปว่า
“เมื่อสามสิบปีก่อนตระกูลมู่ของท่าน ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้เช่นกันไม่เพียงแต่ตระกูลมู่เท่านั้น ตระกูลใหญ่ทั้งห้าในปัจจุบันอันได้แก่ ตระกูลหยางตระกูลมู่ ตระกูลอู่ ตระกูลอวิ๋น และตระกูลไป๋ ก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยกันทั้งสิ้นนอกจากนี้ตระกูลหลง และตระกูลหู่ ที่ในตอนนั้นยังไม่มีชื่อในยุทธภพก็มีส่วนพัวพันในเื่นี้เช่นกัน”
กล่าวถึงตรงนี้ชายชราก็มองสบสายตาของคนหนุ่มทั้งสองทีละคนคล้าย้าเสริมความหนักแน่นจริงจังให้กับเื่ที่เขากำลังจะเล่าต่อไป
“มันเป็เื่ของหนังสือเล่มหนึ่งเป็หนังสือของตระกูลิ ว่ากันว่ามันเป็หนังสือที่บันทึกสุดยอดวิชาเอาไว้เป็ยอดวิชาในใต้หล้า หลายคนเชื่อว่าวิชานี้สามารถเอาชนะได้กระทั่งความตายและเพราะมีสมบัติชิ้นนี้อยู่ตระกูลิในกาลก่อนจึงรุ่งเรืองและทรงอำนาจเป็อย่างยิ่งการคงอยู่ของพวกเขานั้นเปรียบได้ดั่งเทพเซียนบนแดนดินวิชาความรู้ของเขาสร้างคุณประโยชน์แก่ผู้คนเสียยิ่งกว่าปรมาจารย์เซี่ยวคงในตำนานเสียอีกทว่าทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมีขึ้นก็ต้องมีลงเป็ธรรมดา...”
“เมื่อสามสิบปีก่อนในครานั้นตระกูลิประสบเภทภัยร้ายแรงถูกพรรคมารบุกเข้าโจมตีด้วยหวังขโมยหนังสือล้ำค่าเล่มนั้น ตระกูลิแต่ไหนแต่ไรมาเป็ตระกูลที่รักสงบมุ่งเน้นวิชาแพทย์เป็สำคัญอีกทั้งยังถือคติผัวเดียวเมียเดียวทำให้จำนวนผู้คนในตระกูลมีน้อยนักเมื่อพรรคมารทั้งสิบห้าพรรค ห้าร้อยสาขารุมล้อมเข้าจู่โจมแม้ว่าตระกูลิจะมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเก้าอยู่ถึงสิบคน และหนึ่งในนั้นเป็ผู้ใช้พลังิญญาขั้นสูงก็ไม่อาจต้านทานคนนับแสนได้”
เมื่อเล่าถึงตรงนี้ท่านหมอชราก็ผ่อนลมหายใจยาวอีกครั้งหนึ่งสีหน้าหดหู่เป็อย่างยิ่ง ตัวเขาเองก็เคยเป็ศิษย์ตระกูลิมาก่อนวิชาแพทย์ที่ได้รับการยกย่องไปทั่วแดนดินนั้นนับว่าเป็ของจริง และแม้เขาจะได้ร่ำเรียนมาเพียงในระดับต้นแต่เมื่อออกมายังโลกภายนอกฝีมือของเขาก็เทียบชั้นหมอเทวดาได้ในทันที
‘จะว่าไปแล้ว...ใบหน้าของเ้าหนุ่มนี่...’
ความคิดของหมอเซี่ยหยุดลงกลางคันเมื่อมองผ่านคราบดำคล้ำบนใบหน้าของเด็กหนุ่มไปเส้นสายต่างๆ บนใบหน้าของเทียนิชูผู้นี้รับกันอย่างเหมาะเจาะดูไปแล้วหากเนื้อตัวเขาสะอาดสะอ้านกว่านี้ แต่งกายดีกว่านี้คงดูคล้ายคุณชายท่านหนึ่ง มิใช่บ่าวไพร่หน้าตาสกปรกมอมแมมอย่างที่เป็อยู่และมันก็ให้ความรู้สึกที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น ทว่าหมอเทวดาเซี่ยก็ไม่อาจระบุให้ชัดเจนลงไปได้ว่าเทียนิชูผู้นี้มีใบหน้าเหมือนผู้ใดในความทรงจำของเขา
“ในการต่อสู้คราวนั้นห้าตระกูลใหญ่ได้เข้าร่วมต่อสู้ ยืนหยัดอยู่ข้างตระกูลิทว่าก็ไม่อาจขับไล่ผู้บุกรุกไปได้โดยง่าย านั้นดำเนินไปกว่ายี่สิบปีสุดท้ายการต่อสู้ก็จบลง ประมุขพรรคมารทั้งสิบห้าตกตายเช่นเดียวกับกับบรรดาผู้นำตระกูลิ ซากศพกองรวมกันสูงใหญ่ราวูเาดินแดนแห่งนั้นกลายเป็ดินแดนต้องสาปที่มิมีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้าไปอีกจากเหตุร้ายในครานั้นตระกูลิมีผู้เหลือรอดเพียงหยิบมือบรรดาศิษย์ที่ศึกษาวิชาแพทย์ต่างก็แตกกระจายสูญหายไปั้แ่ยี่สิบปีก่อนหน้าส่วนตระกูลิที่เหลืออยู่ก็เร้นกายหลบซ่อนตัวมาั้แ่นั้นโดยผู้ที่ทำการอารักขาสมาชิกตระกูลิที่าเ็เ่าั้ไปยังที่ซ่อนตัวก็คือตระกูลหลงและตระกูลหู่ว่ากันว่าเพราะห้าตระกูลใหญ่ และสองตระกูลไร้ชื่อในยุทธภพเมื่อคราวนั้นได้ให้การช่วยเหลือตระกูลิตระกูลิจึงได้มอบส่วนหนึ่งของหนังสือล้ำค่านั้นให้แก่พวกเขาและมันก็ทำให้ทั้งเจ็ดตระกูลรุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วและยังทรงอำนาจอยู่ตราบจนทุกวันนี้”
มันเป็ความจริงที่ว่าภายหลังการล่มสลายของตระกูลิ ห้าตระกูลใหญ่ที่ทรงอำนาจอยู่แต่เดิมก็รุ่งเรืองขึ้นอย่างรวดเร็วแข็งแกร่งและทรงพลังอย่างที่ไม่มีผู้ใดคิดฝันว่าจะเป็เช่นนั้นได้ส่วนสองตระกูลที่แทบไม่ปรากฏชื่อในยุทธภพก็พลันกลายเป็ประมุขพรรคอันเกรียงไกรขึ้นมาภายในชั่วพริบตาในมุมมองของคนทั่วไปย่อมเห็นแต่เพียงว่าพวกเขาได้รับการอวยพรจากเทพเ้าผ่านทางตระกูลิ
ทว่าในสายตาของผู้ที่ตกอยู่ในวังวนแห่งอำนาจมานานอย่างมู่เฟิงเทียนและผู้ที่ไม่เคยเชื่อสิ่งใดโดยง่ายอีกทั้งยังมองโลกแตกต่างไปจากคนทั่วไปอย่างิชูแล้ว“นิทาน” ที่หมอเซี่ยเล่ามานั้นช่างฟังดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
ในความคิดของคนหนุ่มทั้งสองพวกเขาไม่เชื่อว่าผู้คนจะฆ่าฟันกันได้เพียงเพราะหนังสือเล่มเดียวและหากมันเกิดขึ้นจริงตระกูลที่มีหนังสือล้ำค่าในมืออย่างตระกูลิก็ย่อมต้องมีความเก่งกาจมากกว่านี้แต่พวกเขากลับมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสูงอยู่เพียงสิบคนเท่านั้น จำนวนเพียงเท่านี้นับว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อยจนยากจะเชื่อได้ว่าหนังสือแห่งตระกูลิที่ว่านั้นเป็หนังสือที่บันทึกสุดยอดวิชาเอาไว้จริงๆ
ฝ่ายมู่เฟิงเทียนเองก็ทำใจเชื่อเื่เล่าของหมอชราได้ยากเต็มทีเพราะตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาในชีวิตของเขา ชายหนุ่มไม่เคยได้ยินคนในตระกูลกล่าวถึงหนังสือล้ำค่าแห่งตระกูลิเลยแม้แต่คำเดียวหากหนังสือเล่มนั้นทำให้ตระกูลมู่รุ่งเรืองขึ้นอย่างมากมายแล้วคนในตระกูลย่อมต้องพูดถึงหนังสือเล่มนี้ไม่มากก็น้อยไม่ใช่ไม่เคยกล่าวถึงเลยเช่นนี้แม้แต่ชาวบ้านร้านตลาดทั่วไปยังไม่เคยกล่าวถึงตระกูลิแม้แต่คำเดียวเช่นนี้แล้วหากมันมิใช่นิทานจะให้เรียกว่าอะไร
ดังนั้นทั้งิชูและมู่เฟิงเทียนจึงคิดเห็นตรงกันว่าเื่ “ิชู[1]”นี้ คล้ายกับเป็นิทานเื่หนึ่ง ที่นักเล่านิทานในสมัยก่อนเล่าขานตามโรงเตี๊ยมหรือโรงน้ำชาหาใช่เื่จริงที่ควรใส่ใจไม่
มู่เฟิงเทียนลอบถอนหายใจสุดท้ายแล้วเขาก็เสียเวลาฟังนิทานไร้สาระเื่หนึ่งช่างเป็การเสียเวลาอย่างไร้ค่ายิ่งนัก
“สรุปว่าท่านไม่รู้จักครอบครัวเขาเพียงแต่คุ้นชื่อเขาจากนิทานนี่เท่านั้นหรือ?”
แม่ทัพหนุ่มถามสีหน้าเหนื่อยหน่ายเสียจนิชูอดรู้สึกเห็นใจไม่ได้ ก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพก็ต้องทนฟังท่านน้าะโเสียงแหลมอยู่เป็นานสองนานมาตอนนี้ยังต้องทนฟังเื่เล่าที่ท้ายที่สุดแล้วก็หาสาระอันใดไม่ได้อีกนับว่าโชคร้ายอย่างยิ่ง
หมอเซี่ยได้ยินอย่างนั้นก็ชักสีหน้าไม่พอใจเขาเล่าความจริงทุกคำ แต่กลับถูกหาว่าเป็เพียงนิทานหลอกเด็กเช่นนี้ มันน่าปวดใจนักทว่าอึดใจต่อมาชายชราก็ปรับสีหน้าให้เป็ปกติ กล่าวอย่างไว้ตัวว่า
“ท่านแม่ทัพจะเชื่อหรือไม่ก็ตามแต่ทว่าเื่นี้เป็เื่จริงและแน่นอนว่าข้าไม่รู้เื่ชาติกำเนิดของเด็กหนุ่มผู้นี้ ชื่อของเขาเพียงแค่คุ้นหูข้าเท่านั้น”
หมอเซี่ยพูดไปก็ถามตัวเองในใจไปพร้อมกันว่าเขาไม่รู้เบาะแสใดๆ เกี่ยวกับชาติกำเนิดของเทียนิชูผู้นี้จริงหรือไม่?หรือเป็ใจของเขาเองที่ไม่อยากรู้ชาติกำเนิดของเด็กหนุ่มที่กำลังจะกลายมาเป็ผู้ช่วยของตน
“เช่นนั้นท่านก็กลับไปพักได้ส่วนเ้า เทียนิชู เ้ายังคงต้องเข้าร่วมการฝึกทหารใหม่ในทุกเช้า ห้ามขาดเว้นเสียแต่ว่าท่านหมอเซี่ย้าเรียกใช้เ้าในเวลานั้นส่วนเื่การฝึกพลังปราณก็ไม่ต้องแล้ว เ้าช่วยเหลือท่านหมอเซี่ยและอารักขาเขาให้สุดความสามารถก็พอ เข้าใจหรือไม่?”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ”
ิชูประสานมือน้อมรับคำสั่งนี่นับว่าเป็งานที่เขาค่อนข้างจะพอใจ แม้ยังต้องไปฝึกร่วมกับทหารผู้อื่น แต่การที่ไม่ต้องไปอยู่ปะปนกับทหารแนวหน้าก็เป็เื่ดีอย่างยิ่ง
“ส่วนเื่ที่หลับที่นอนของเ้าให้พักรวมกับท่านหมอเซี่ยไปเลย ท่านหมอจะได้เรียกใช้เ้าได้สะดวก”
พอแม่ทัพหนุ่มกล่าวมาเช่นนี้หมอเซี่ยก็ถึงกับสะดุ้ง เขาลอบตวัดสายตาขุ่นขวางไปทางมู่เฟิงเทียนนึกทุ่มเถียงในใจว่า
‘เรียกใช้ได้โดยสะดวกรึ? เ้าจะให้เขามาจับตาดูข้าสิไม่ว่า!’
และแน่นอนว่าแม่ทัพหนุ่มย่อมต้องเห็นสายตาอาฆาตของท่านหมอแม่ทัพหนุ่มยกยิ้มมุมปาก พลางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะถามกลับว่า
‘ข้าให้เขาจับตาดูท่านแล้วอย่างไร?มิใช่ว่าท่านชอบหนีไปหาความสำราญนอกค่ายหรอกหรือ?’
เมื่อได้สายตาท่าทางเช่นนั้นตอบกลับมาหมอเซี่ยก็ได้แต่ขบฟันแน่นอย่างแค้นเคือง ทว่าเขาก็ทำอะไรไม่ได้การหนีทัพเป็ความผิด แม้ว่าจะเป็แค่การออกไปดื่มกินที่โรงเตี๊ยมในยามกลางคืนก็ตามหากแม่ทัพหนุ่มคิดลงโทษเขาจริงจังกว่านี้ก็ย่อมได้สุดท้ายหมอเซี่ยก็ต้องยอมหิ้วเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกลับกระโจมพักของตนไปด้วยอย่างมิค่อยเต็มใจนัก
[1] หนังสือของตระกูลิ